ราชันอหังการ: Chapter0043 ตอนที่ 44

#44Chapter0043

ตอนที่ 43 แผนของหัวหน้าผู้อาวุโส (1)

หลังจากเจ้าหอโจวกลับไป หลี่ชีเย่จึงดูรายชื่อของศิษย์หอฝึกยุทธ์เขาล้างศิลา หอฝึกยุทธ์เขาล้างศิลามีศิษย์ทั้งหมดสามร้อยคน ศิษย์ที่เข้าสำนักมานานที่สุดอยู่มานานกว่า 5 ปี

หลังจากที่หลี่ชีเย่ดูสมุดรายชื่อ เขาเหลือบไปมองหนานหวยเหรินพลางพูดขึ้น “เจ้ามีความเห็นว่าไงบ้าง?”

หนานหวยเหรินยิ้มแห้งๆ “เรียนศิษย์พี่ ศิษย์น้องไม่กล้าคาดเดาตามอำเภอใจ แต่หากศิษย์พี่อยากฟังความเห็นของข้าจริงๆ ข้าอาจแสดงความเห็นได้เล็กน้อย”

หนานหวยเหรินเป็นคนลื่นไหล พูดจาน่าฟัง เขายอมภักดีกับหลี่ชีเย่ แน่นอนว่าเขาย่อมต้องยืนอยู่ข้างหลี่ชีเย่อยู่แล้ว

“ชิ...” หลี่ชีเย่สาดสายตาเยือกเย็นไปให้เขา “หากเจ้าสามารถใช้วาทะศิลป์นี้ช่วยในการฝึกตน ไม่แน่ว่าเจ้าอาจสามารถเลื่อนระดับความสามารถของตัวเองไปได้อีกขั้น”

คำพูดของหลี่ชีเย่ ทำให้หนานหวยเหรินได้แต่ยิ้มเก้กัง “อุปนิสัยนั้นได้มาแต่กำเนิด จะเป็นคนแบบไหน ฟ้าได้ลิขิตไว้แล้ว”

“เอาเถอะ ไม่ต้องพูดจาประจบสอพลอข้าแบบนั้น บอกความเห็นของเจ้ามาสิ” หลี่ชีเย่ปัดมือเบาๆ โดยไม่สนใจการเล่นลิ้นของหนานหวยเหริน อุปนิสัยลื่นไหลพูดจาประจบประแจงของหนานหวยเหริน มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

หนานหวยเหรินพูดกระซิบ “ศิษย์น้องได้ยินข่าวบางอย่างมา จากความคิดของหัวหน้าผู้อาวุโส เดิมเขาอยากให้ศิษย์พี่ไปสอนศิษย์ที่หอฝึกยุทธ์เขาหยกวิจิตร”

“บอกความแตกต่างมาซิ” หลี่ชีเย่ยิ้ม เขาพอจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว

ต่อหน้าหลี่ชีเย่หนานหวยเหรินไม่กล้าพูดอะไรมากนัก ทว่า เขายังคงบรรยายความคิดของตนอย่างตั้งใจ “รองผู้อาวุโสเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในเขาล้างศิลามาก ศิษย์พี่เหออิงเจี้ยนก็มาจากหุบเขานี้ แม้ว่าศิษย์พี่เหอจะเป็นศิษย์รุ่นที่ 3 แต่ในความเป็นจริง เขาได้ถูกยกฐานะให้อยู่ในระดับเดียวกับอาจารย์อาซึ่งเป็นผู้คุมกฎทั้งหลายมานานแล้ว”

หนานหวยเหรินไม่กล้าออกความเห็นสุ่มสี่สุ่มห้า เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขารู้ดีว่า หลี่ชีเย่ไม่ใช่คนโง่เขลา แผนการในใจของเขานั้นน่ากลัวกว่าที่ใครๆ คิดไว้มากนัก

“แล้วกลุ่มขั้วอำนาจของหัวหน้าผู้อาวุโสเป็นไง” หลี่ชีเย่พูดด้วยรอยยิ้ม

“เรื่องนั้น...” หนานหวยเหรินเงียบไปครู่หนึ่ง อันที่จริง เรื่องราวของหกผู้อาวุโส ในฐานะศิษย์รุ่นที่ 3 อย่างเขา เขาเองก็ไม่มั่นใจนัก

“เรื่องนี้ง่ายมาก ก็ต้องดูว่าหัวหน้าผู้อาวุโสมีความคิดที่จะชิงตำแหน่งเจ้าสำนักหรือเปล่า” ทันใดนั้นเอง พลันมีเสียงอ่อนโยนเสียงหนึ่งดังขึ้น

ศิษย์น้องรองถูปู้อวี่เดินเข้ามา ในฐานะคนที่มีชีวิตมากกว่าพันปี เขายังคงดูแข็งแรงพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มแสนอ่อนโยน

“ลองว่ามาสิ” หลี่ชีเย่ไม่ว่าอะไรที่ถูปู้อวี่เข้ามาสมทบ และยิ่งไม่ติดถ้าถูปู้อวี่อยากร่วมวงสนทนาด้วย

ถูปู้อวี่พูดด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่ ในสำนักโบราณสี่เหยียนของเรา หากพูดถึงเรื่องอิทธิพล ก็คงหนีไม่พ้นหัวหน้าผู้อาวุโส หัวหน้าผู้อาวุโสเป็นคนเข้มงวด เที่ยงธรรม และที่สำคัญกว่านั้น เขาเองเป็นศิษย์เอกที่เจ้าสำนักรุ่นก่อนเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้ด้วยตนเอง หากพูดถึงคุณสมบัติ เขาคือคนที่มีโอกาสสูงสุดในการเป็นเจ้าสำนัก”

“ศิษย์เอกรุ่นก่อนของสำนักโบราณสี่เหยียน ไม่ใช่อาจารย์ของเราหรอกเหรอ?” เมื่อได้ยินคำของถูปู้อวี่ หลี่ชีเย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ซูยงหวงที่เป็นเจ้าสำนัก หลี่ชีเย่เข้าใจว่าเขาควรเป็นศิษย์เอกที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเจ้าสำนักรุ่นก่อนโดยตรง

ถูปู้อวี่ส่ายหน้าเบาๆ พร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม “กรณีของอาจารย์ค่อนข้างพิเศษ แตกต่างไปจากหัวหน้าผู้อาวุโส ในกลุ่มศิษย์รุ่นที่ 1 แต่ไหนแต่ไรมา หัวหน้าผู้อาวุโสคือคนที่มีโอกาสที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก อันที่จริง ในหมู่เหล่าผู้อาวุโสทั้งหก นอกจากผู้อาวุโสลำดับที่ 2 อย่างเฉาสงแล้ว อันที่จริงผู้อาวุโสอีก 4 คนที่เหลือนั้นต่างก็สนับสนุนหัวหน้าผู้อาวุโส”

“แล้วหัวหน้าผู้อาวุโสคิดยังไง?” หลี่ชียิ้ม พูดพลางลูบคางของตน

ถูปู้อวี่ส่ายหน้า “หัวหน้าผู้อาวุโสคิดยังไง เกรงว่าคงมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ เฉาสงอยากขึ้นเป็นเจ้าสำนักมาโดยตลอด เรื่องนี้คือสิ่งที่ทุกคนรู้กันดี ทว่า ในส่วนของหัวหน้าผู้อาวุโส เขาไม่เคยแสดงท่าทีใดๆ ถึงผู้อาวุโสคนอื่นๆ จะสนับสนุนเขา จากความเห็นของข้า เกรงว่าหลายปีมานี้ ท่าทีของผู้อาวุโสอีก 4 คนที่เหลือก็คงเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน”

ขณะมองดูถูปู้อวี่ หลี่ชีเย่อดที่จะยิ้มไม่ได้ เขาพูดขึ้นอย่างสบายๆ “อาจารย์ออกนอกสำนักมาหลายปี ศิษย์น้องเองก็ไม่ได้อยู่ภายในสำนักโบราณสี่เหยียน ดูท่า สายข่าวของอาจารย์และศิษย์น้องถือว่าดีใช้ได้ทีเดียว!”

เรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจ ซูยงหวงไม่ได้อยู่ภายในสำนักโบราณสี่เหยียน แต่กลับเข้าใจสถานการณ์ภายในสำนักเป็นอย่างดี ทว่า สำหรับหลี่ชีเย่ เขาไม่สนว่าหัวหน้าผู้อาวุโสและซูยงหวงจะมีท่าทียังไง เขาตัดสินใจแล้วว่าจะสร้างสำนักโบราณสี่เหยียนขึ้นมาอีกครั้ง ใครก็อย่าหวังว่าจะหยุดเขา! ไม่มีใครขวางเส้นทางของเขาได้ ถึงจะเป็นอาจารย์ของเขาซูยงหวงก็อย่าหวัง!

“ศิษย์พี่คงล้อกันเล่น ในฐานะศิษย์ของสำนักโบราณสี่เหยียน สำนักก็เป็นเหมือนบ้าน เรื่องราวในบ้านของตัวเอง ก็ต้องมีความเป็นห่วงเป็นใยอยู่แล้ว” ถูปู้อวี่พูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

เมื่อถูปู้อวี่เอ่ยปาก หนานหวยเหรินจึงเลือกที่จะยืนเงียบอยู่ทางด้านข้าง ถูปู้อวี่มีชีวิตมายาวนานกว่าพันปี เขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะพูดถึงสำนักโบราณสี่เหยียนมากกว่าหนานหวยเหรินอยู่แล้ว

โดยไม่ต้องสงสัย ถูปู้อวี่เป็นจิ้งจอกเฒ่าแน่นอน หลี่ชีเย่เหลือบมองเขา เผยรอยยิ้งจางๆ พลางพูดขึ้น “ในเมื่อศิษย์น้องกลับมาแล้ว เช่นนั้น ศิษย์น้องก็น่าจะรู้ว่าอาจารย์ของเรามีท่าทีแบบไหน”

คนฉลาดย่อมเข้าใจคำที่หลี่ชีเย่พูด อีกอย่าง หลี่ชีเย่เองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะปกปิด จึงพูดออกมาอย่างเปิดเผย

สีหน้าของถูปู้อวี่ยังคงเดิม เขาตอบด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่เป็นศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียนเรา เป็นตัวแทนอันทรงเกียรติของสำนัก ทุกอย่างที่ศิษย์พี่ทำ ศิษย์พี่ย่อมพิจารณาไตร่ตรองดีแล้ว อาจารย์ย่อมไม่ขัดขวาง”

เจ้าเฒ่านี่ พูดจาได้สวยหรูจริงๆ ไม่เสียทีที่เป็นจิ้งจอกเฒ่าอายุนับพันปี มันทำให้หลี่ชีเย่รู้สึกสนใจในตัวของถูปู้อวี่ ถูปู้อวี่ในฐานะศิษย์น้อง มีอายุยาวนานนับพันปี แล้วคนที่เป็นอาจารย์อย่างซูยงหวงจะเป็นคนแบบไหน

สำหรับคำพูดของถูปู้อวี่ หลี่ชีเย่ได้แต่เผยรอยยิ้มจางๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่มอีก ทว่า กับเรื่องของสำนักโบราณสี่เหยียน เขาไม่คิดที่จะเร่งลงมืออยู่แล้ว เมื่อทักษะเต๋าของเขาเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้นเมื่อไหร่ เขาจะรู้เองว่าควรทำอย่างไรต่อ

หลังจากฟังคำของถูปู้อวี่ หลี่ชีเย่ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหันไปออกคำสั่งกับหนานหวยเหริน “หวยเหริน ช่วยส่งเคล็ดวิชาที่ศิษย์ของหอฝึกยุทธ์ฝึกทั้งหมดมาให้ข้าที ข้าอยากรู้ว่าพวกเขากำลังฝึกเคล็ดวิชาอะไรกันอยู่บ้าง”

หนานหวยเหรินรับคำ จากนั้นจึงรีบเร่งไปจัดการอย่างไม่รีรอ

ทว่า หลี่ชีเย่ยังไม่ทันรอให้หนานหวยเหรินนำเคล็ดวิชากลับมา ก็มีศิษย์ของหัวหน้าผู้อาวุโสมาเชิญเขาไป หัวหน้าผู้อาวุโสได้ส่งศิษย์ของตนมาเชิญให้หลี่ชีเย่ไปพบ

สำนักโบราณสี่เหยียน เคยครอบครองหุบเขาหลักนับพัน ทว่า เวลานี้หุบเขาหลักที่อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักโบราณสี่เหยียนจริงๆ นั้นเหลือเพียงแค่ 73 แห่ง เวลานี้หุบเขาหลักทั้ง 73 แห่งก็เริ่มที่จะเสื่อมโทรมลงไป แก่นฟ้าดินนั้นเบาบางลงทุกที

ผู้อาวุโสกู่ในฐานะหัวหน้าผู้อาวุโส เขาย่อมมีคุณสมบัติพอที่จะครอบครองหนึ่งในหุบเขาหลัก อีกทั้งหุบเขาที่ผู้อาวุโสกู่ครอบครองนั้นยังเป็นพื้นที่ที่มีแก่นฟ้าดินเข้มข้นเป็นพิเศษอีกด้วย

หัวหน้าผู้อาวุโสรอต้อนรับหลี่ชีเย่อยู่ที่ห้องโถง ในฐานะของศิษย์รุ่นที่ 3 การมีโอกาสได้พบกับหัวหน้าผู้อาวุโสโดยลำพัง ถือเป็นเกียรติอย่างที่สุดสำหรับศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักโบราณสี่เหยียน

หลี่ชีเย่นั่งลงด้วยท่าทีผ่อนคลาย เผชิญหน้ากับหัวหน้าผู้อาวุโส เขาไม่มีความกดดันเลยแม้แต่น้อย ยังคงดูสุขุมเรียบเฉย

หัวหน้าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บนที่นั่งหลัก มองดูหลี่ชีเย่ นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่นาน หลี่ชีเย่เองก็ไม่พูดอะไร เพราะเขารอให้หัวหน้าผู้อาวุโสเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อน

ผ่านไปนานพอควร ในที่สุด หัวหน้าผู้อาวุโสก็ยอมเอ่ยปาก เขามองดูหลี่ชีเย่ พูดพลางทอดถอนใจเบาๆ “หลี่ชีเย่ ข้าดูเจ้าไม่ออกจริงๆ หากเจ้าเป็นคนที่สำนักปีศาจนพเก้าส่งมา เช่นนั้น เจ้าก็ช่างโอหังเหลือเกิน”

หัวหน้าผู้อาวุโสเปิดประโยคด้วยคำพูดนี้ เปรียบเหมือนการเปิดบทสนทนาด้วยการพูดเปิดอก ซึ่งหลี่ชีเย่ได้แต่ยิ้ม “ผู้อาวุโสคิดว่าอย่างไร? ข้าคือไส้ศึกที่สำนักปีศาจนพเก้าส่งมาหรือเปล่า?”

“ใช่หรือไม่ใช่ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าลำพังคนเดียวจะสามารถสรุปได้” หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องมองหลี่ชีเย่ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เมื่อหลี่ชีเย่ได้ยินคำดังกล่าวเขาอดยิ้มไม่ได้ เขาคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว หลี่ชีเย่มองดูหัวหน้าผู้อาวุโสพลางพูดขึ้น “คนอื่นจะมองยังไง นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขึ้นอยู่กับผู้อาวุโสต่างหากที่คิดยังไง? เช่นเรื่อง... การที่ข้าต้องรับหน้าที่ฝึกสอนที่หอฝึกยุทธ์เขาล้างศิลา”

หัวหน้าผู้อาวุโสลุกขึ้นยืน เดินไปที่ริมหน้าต่าง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานพอสมควร ราวกับร่างนั้นได้กลายเป็นรูปปั้นหินไปแล้ว ผ่านไปนานทีเดียว กว่าที่เขาจะได้สติกลับมา หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องมองหลี่ชีเย่ และเอ่ยปากพูดขึ้นในที่สุด “เรื่องราวทั้งหมดในสำนักโบราณสี่เหยียนไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะสามารถตัดสินใจได้โดยลำพัง โดยเฉพาะในทุกวันนี้!”

“ผู้อาวุโสอีก 4 คนที่เหลือเริ่มมีท่าที่เปลี่ยนไป!” หลี่ชีเย่ยิ้ม คิดถึงคำพูดของถูปู้อวี่ เขาเข้าใจจุดยืนของหัวหน้าผู้อาวุโสดี แม้จะบอกว่า ผู้อาวุโสอีก 4 คนที่เหลือจะสนับสนุนหัวหน้าผู้อาวุโสมาโดยตลอด ถึงขั้นที่พร้อมจะสนับสนุนให้เขาเป็นเจ้าสำนักของสำนักโบราณสี่เหยียน ทว่า จุดยืนของพวกเขามิอาจต้านเวลาที่เดินทางมายาวนาน สำหรับเรื่องของการช่วงชิงตำแหน่งเจ้าสำนักนั้น ท่าทีของหัวหน้าผู้อาวุโสไม่ชัดเจนจนไม่มีใครคาดเดาได้ ส่วนเฉาสงนั้นกลับแสดงออกอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อเวลาล่วงเลยมานานวันเข้า ผู้อาวุโสอีก 4 คนที่เหลือก็ย่อมต้องเกิดความลังเลใจกันบ้าง

“ข้าเติบโตขึ้นมาในสำนักโบราณสี่เหยียน อาจารย์มีบุญคุณใหญ่หลวงกับข้า” หัวหน้าผู้อาวุโสเอ่ยปากขึ้นในที่สุด เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ภายในสำนักโบราณสี่เหยียน ข้าคือคนที่ไม่ต้องการให้สำนักเผชิญกับภัยพิบัติที่สุด!”

หลี่ชีเย่นั่งนิ่ง รอให้ผู้อาวุโสเอ่ยปาก ผ่านไปครู่หนึ่ง หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องมองหลี่ชีเย่ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง: “ศัตรูของสำนักโบราณสี่เหยียนของเรา ไม่ควรมาจากบุคคลที่อยู่ภายในสำนักเอง ส่วนภัยด้านนอก ก็คือลัทธิเทวะฟ้า”

“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ” หลี่ชีเย่พยักหน้าอย่างจริงจัง พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

หัวหน้าผู้อาวุโสนั่งลง พูดพลางถอนหายใจเบาๆ “สามหมื่นปีก่อน สำนักโบราณสี่เหยียนของเราทำศึกกับลัทธิเทวะฟ้า พ่ายแพ้อยู่ภายในเมืองหลวง จนต้องล่าถอยกลับมายังสำนัก จนทำให้สูญเสียอำนาจการปกครองแคว้นโบราณไป ตลอดระยะเวลาสามหมื่นปีมานี้ เหล่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่ของสำนักโบราณสี่เหยียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างไม่สามารถชิงอำนาจที่สูญเสียไปกลับมาได้ แม้ว่า สำนักโบราณสี่เหยียนของเราจะเสื่อมอำนาจลง ทว่า เรามีสิ่งของที่ลัทธิเทวะฟ้าต้องการ แม้ว่าลัทธิเทวะฟ้าจะสงวนท่าทีไม่ยอมลงมือ นั่นเพราะพวกเขายังลังเลเท่านั้น หากวันหนึ่ง ลัทธิเทวะฟ้ารู้ว่าเราไม่ได้มีสิ่งที่พวกเขาต้องการแล้วล่ะก็ ก็คงถึงวันที่สำนักโบราณสี่หยียนของเราจะต้องล่มสลาย!”

การต่อสู้ระหว่างสำนักโบราณสี่เหยียนและลัทธิเทวะฟ้า หนานหวยเหรินเคยเอ่ยถึง อันที่จริง ห้าหมื่นปีก่อน หลี่ชีเย่ที่ยังอยู่ในร่างของอีกาทมิฬก็รู้ว่าลัทธิเทวะฟ้าต้องการของสิ่งหนึ่ง ทว่า ในเวลานั้นสถานะตัวเขาไม่สู้ดีนัก ดังนั้น เขาจึงไม่คิดที่จะไปซักถามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ว่า!

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0043 ตอนที่ 44