ราชันอหังการ: Chapter0004 ตอนที่ 5
บทที่ 4 สำนักโบราณสี่เหยียน (2)
เรื่องที่หลี่ชีเย่ได้เป็นศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน ข่าวนี้กระจายไปทั่วสำนักในเวลาไม่นาน สำหรับเรื่องนี้ในส่วนของบุคคลระดับกลางและสูงของสำนัก กลับไม่มีคำวิพากวิจารณ์มากนัก เมื่อเผชิญหน้ากับป้ายโบราณสี่เหยียน สำนักโบราณสี่เหยียนของพวกเขาย่อมไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาพูดเพียงว่าคนไม่เอาไหนอย่างหลี่ชีเย่ช่างโชคดีเหลือเกิน
ทว่า สำหรับศิษย์รุ่นที่ 3 กลับแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะจากกฎของสำนักโบราณสี่เหยียน ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ศิษย์เอกส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มาจากดาวรุ่งของศิษย์รุ่นที่ 3 จากหลายสมัยที่ผ่านมา ศิษย์เอกส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ผ่านการทดสอบจากเหล่าผู้อาวุโส เคยสร้างผลงานมากมายให้กับสำนัก จึงจะสามารถดำรงตำแหน่งศิษย์เอกได้
การเป็นศิษย์เอก นอกจากเจ้าสำนักจะเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาด้วยตนเอง มีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับวิชาราชันแล้ว ที่สำคัญกว่านั้น ในหลายสมัยที่ผ่านมา โอกาสที่ศิษย์เอกจะได้เป็นเจ้าสำนักรุ่นถัดไปนั้นมีโอกาสสูงมากถึงมากที่สุด
ในปัจจุบัน สำนักโบราณสี่เหยียนไม่ได้เลือกศิษย์เอกจากศิษย์ระดับกลางและสูงในรุ่นที่ 2 ดังนั้นจึงหมายความว่าศิษย์เอกล้วนแล้วแต่มาจากดาวรุ่งในรุ่นที่ 3 นั่นเอง
เรื่องที่หลี่ชีเย่ได้เป็นศิษย์เอก กระแสต่อต้านที่มากที่สุดย่อมมาจากศิษย์ที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยม มีพรสวรรค์สูงสุดและเคยทุ่มเททำเพื่อสำนักมาไม่น้อย ดังนั้น หลังจากที่หลี่ชีเย่ได้เป็นศิษย์เอกความโกลาหลเล็กๆ จึงเกิดขึ้นภายในสำนัก
“คนธรรมดาๆ ที่มีกายปุถุชน รอบชีวิตปุถุชน ชะตาปุถุชน มีสิทธิ์อะไรมาเป็นศิษย์เอกของสำนัก!” หนึ่งในดาวรุ่งตัดพ้ออย่างโกรธแค้น: “คนแบบนี้ได้เป็นศิษย์เอก ช่างเป็นเรื่องน่าอดสูของสำนักโบราณสี่เหยียน!”
มีศิษย์ดาวรุ่งอีกคนที่มีอายุมากกว่าซึ่งแม้จะไม่พอใจ แต่ก็พูดได้แค่ว่า: “ใครใช้ให้เจ้าหมอนั่นโชคดีเล่า มีป้ายโบราณสี่เหยียน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับป้ายโบราณสี่เหยียน ถึงจะเป็นเหล่าผู้อาวุโสก็ไม่มีทางเลือกอยู่ดี”
“ก็แค่ศิษย์เอก กับสวะที่มีกายปุถุชน รอบชีวิตปุถุชน ชะตาปุถุชน ย่อมไม่มีความสามารถพอที่จะมาชิงตำแหน่งเจ้าสำนักกับข้าอยู่ดี ไม่มีการกำหนดสักหน่อยว่า จะต้องเป็นศิษย์เอกเท่านั้นที่จะได้เป็นเจ้าสำนัก! ” ดาวรุ่งที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมพูดด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น: “หากเจ้าสวะนี่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ข้ายินดีที่จะช่วยสั่งสอนเขาเอง!”
สำหรับดาวรุ่งเหล่านี้ แม้ว่าหลี่ชีเย่จะไม่มีคุณสมบัติพอที่จะชิงตำแหน่งเจ้าสำนักกับพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่สบายใจอยู่ดี เพราะคนไม่เอาไหนอย่างหลี่ชีเย่คนนี้ กลับกลายมาเป็นศิษย์พี่ของพวกเขา เป็นศิษย์พี่ของเหล่าศิษย์รุ่นที่ 3!
“ป้ายโบราณสี่เหยียน ป้ายโบราณอันสุดท้ายไม่ได้อยู่ในมือซานกุ่ยเหยียหรอกเหรอ? ทำไมถึงมาอยู่ที่เจ้าหมอนี่ได้?” ศิษย์บางคนพูดอย่างประหลาดใจ
ที่ผ่านมาเรื่องป้ายโบราณสี่เหยียนในมือซานกุ่ยเหยียไม่ได้เป็นความลับอะไร สำนักโบราณสี่เหยียนอยากได้ป้ายโบราณนี้กลับมานานแล้ว ทว่า ซานกุ่ยเหยียปฏิเสธมาโดยตลอด แต่เวลานี้มันกลับตกอยู่ในมือของหลี่ชีเย่ ย่อมทำให้ใครต่อใครต่างรู้สึกประหลาดใจ
“หึ ได้ยินว่า เจ้าหมอนี่พอมีกึ๋นอยู่บ้างนะ ไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีอะไรหลอกเจ้าผีบ้ากามนั่น!” ศิษย์บางคนพูดด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น: “ได้ยินว่า ตอนที่ผู้อาวุโสส่งคนไปสอบถามความจริง ซานกุ่ยเหยียกำลังเสพสุขอยู่ที่หอชุ่ยหงพอดี หึ เป็นไปได้นะที่เจ้าหนุ่มนี่จะทุ่มเงินให้ซานกุ่ยเหยียได้เที่ยวหญิงคณิกา”
พูดถึงตรงนี้ ศิษย์บางคนส่งเสียงคำรามเยือกเย็น ถึงขั้นรู้สึกคลื่นไส้กับเรื่องที่ว่า
“ที่แท้ก็เป็นพวกเดียวกับเจ้าเฒ่าบ้ากามนั่น!” เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์คนอื่นๆ จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างอดไม่ได้
แม้จะมีข่าวลือว่าซานกุ่ยเหยียเป็นบุตรนอกสมรสของเจ้าสำนักคนก่อน ทว่า สำหรับคนที่บ้ากามและละโมบอย่างซานกุ่ยเหยีย สำนักโบราณสี่เหยียนไม่เคยคิดอยากต้อนรับเขา แม้จะเป็นศิษย์รุ่นใหม่ในรุ่นที่ 3 ก็ไม่มีใครอยากให้ความเคารพ หากไม่เพราะบารมีของเจ้าสำนักแล้วล่ะก็ คงมีคนขับไล่ซานกุ่ยเหยียออกจากสำนักโบราณสี่เหยียนไปนานแล้ว
ตอนนี้หลี่ชีเย่และซานกุ่ยเหยียลงเรือลำเดียวกัน ศิษย์รุ่นใหม่ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจในตัวของหลี่ชีเย่เช่นกัน!
แต่แล้ว ยังไม่ทันครบ 3 วัน หลี่ชีเย่ยังไม่มีโอกาสกราบปรมาจารย์ด้วยซ้ำ ผู้อาวุโสทั้งหกของสำนักโบราณสี่เหยียนก็ได้รับข่าวจากสำนักปีศาจนพเก้า
“อะไรนะ สำนักปีศาจนพเก้าต้องการทดสอบ!” ทันทีที่ทราบข่าว ผู้อาวุโสทั้งหกต่างอยู่ในอาการตกใจ
เมื่อได้รับข่าวนี้ มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งรู้สึกไม่พอใจ พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น: “ข่าวของสำนักปีศาจนพเก้ารวดเร็วเกินไปรึเปล่า หลี่ชีเย่เพิ่งได้เป็นศิษย์เอกของสำนัก พวกเขากลับอยากทดสอบจนตัวสั่น!”
ผู้อาวุโสอีกท่านพูดขึ้น: “สำนักปีศาจนพเก้าคงอยากทวงสัญญาในอดีต หลี่ชีเย่เพิ่งเข้าสำนัก สวะอย่างเขาไม่มีทางผ่านการทดสอบจากสำนักปีศาจนพเก้าแน่นอน! ดังนั้น ทันทีที่พวกเขารู้ว่าเราได้ศิษย์เอก พวกเขาจึงอยากเร่งรัดให้มีการทดสอบน่ะสิ”
“พวกเราไม่มีทางเลือก” หัวหน้าผู้อาวุโสเงียบไปครู่หนึ่ง พูดทิ้งท้ายอย่างจนตรอก: “เวลานี้สำนักปีศาจนพเก้าเป็นพันธมิตรกับแคว้นเจียง ทุกวันนี้ไม่เหมือนกับในอดีตอีกแล้ว แล้วเราจะเอาอะไรไปเจรจากับพวกเขา?”
คำพูดของหัวหน้าผู้อาวุโส ทำให้เหล่าผู้อาวุโสเงียบไปครู่หนึ่ง ในช่วงต้นของยุคเหล่าราชัน สำนักโบราณสี่เหยียนของพวกเขายิ่งใหญ่รุ่งเรืองขนาดไหน สำนักของพวกเขาเคยมีชื่อเสียงดังไปทั่วเก้าแดน อานุภาพเกรียงไกร ในพื้นที่อันกว้างใหญ่พวกเขาไม่เคยหวั่นเกรงต่ออำนาจของใคร เป็นอาณาจักรโบราณที่มีลัทธินับหมื่นคอยกราบไหว้
แต่แล้ว พันล้านปีผ่านไป ความรุ่งเรืองของสำนักโบราณสี่เหยียนเสื่อมถอยลง ไม่หลงเหลือบารมีอีก เวลานี้อย่าว่าแต่ปกครองแคว้นโบราณเลย พวกเขาไม่มีแม้แต่ความสามารถในการปกครองแคว้นเจียง ยิ่งการดำรงตำแหน่งอ๋องหรือวีรบุรุษก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง!
“เราควรทำอย่างไร?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งถามขึ้น ในใจทุกคนต่างรู้ดี ว่าสวะที่มีกายปุถุชน รอบชีวิตปุถุชน ชะตาปุถุชนอย่างหลี่ชีเย่ที่เพิ่งเข้ามาในสำนัก ไม่มีทางที่จะผ่านการทดสอบของสำนักปีศาจนพเก้าแน่นอน
“แม้ไม่เหลือทาง ใจยังต้องมีหวัง!” หัวหน้าผู้อาวุโสเป็นผู้พูดขึ้นในที่สุด: “หากเรื่องนี้สำเร็จจริง เราก็จะมีโอกาสได้ดองกับสำนักปีศาจนพเก้า หากเป็นเช่นนั้นจริง ทั้งลัทธิเทวะฟ้า แคว้นเทพเป่าเซิ่งก็คงไม่กล้าอวดดีกับเรา”
สำหรับคำพูดเหล่านี้ ผู้อาวุโสอื่นๆ ต่างเผยรอยยิ้มอย่างขมขื่น มันเป็นเรื่องที่ไม่มีโอกาสเป็นไปได้ด้วยซ้ำ ทว่า ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่เหล่าผู้อาวุโสก็อยากลองดูสักตั้ง
ยังไม่ถึงวันที่จะทำพิธีกราบปรมาจารย์ หลี่ชีเย่บนเขาเดียวดายกลับได้พบกับหนานหวยเหรินอีกครั้ง
“ศิษย์พี่ ผู้อาวุโสให้ท่านไปที่วิหารบรรพชน” หนานหวยเหรินพูดขึ้นเมื่อพบหลี่ชีเย่ที่ยังคงท่าทีผ่อนคลายดังเดิม
“เรื่องใหญ่เหรอ?” หลี่ชีเย่สังเกตจากท่าทางของหนานหวยเหริน จึงเอ่ยถามด้วยท่าทีที่ดูไม่ใส่ใจนัก
หนานหวยเหรินมีอาการตกใจ แต่ก็ไม่ได้ปิดบัง เขาพยักหน้าพลางพูดขึ้น: “บอกศิษย์พี่ตามตรง สำนักปีศาจนพเก้าได้ส่งข่าวมา” พูดถึงตรงนี้ เขามองดูหลี่ชีเย่ด้วยสายตาแปลกๆ พร้อมพูดต่อ: “ได้ยินว่า คู่หมั้นของศิษย์พี่อยากทดสอบศิษย์พี่”
“สำนักปีศาจนพเก้า” เมื่อหลี่ชีเย่ได้ยินชื่อนี้ ความทรงจำเลือนลางบางส่วนของเขาถูกดึงขึ้นมา
หนานหวยเหรินกลัวว่าหลี่ชีเย่จะไม่รู้จักสำนักปีศาจนพเก้า จึงอธิบายให้หลี่ชีเย่ฟังต่อ: “สำนักปีศาจนพเก้าเป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากในดินแดนภาคกลาง พวกเขาปกครองแคว้นกู่หนิวเจียง มีตำแหน่งเป็นอ๋อง เมื่อพูดถึงสำนักปีศาจนพเก้ากับสำนักโบราณสี่เหยียนของเรา ทั้งสองมีภูมิหลังที่ผูกพันธ์กันมานาน ผู้วิเศษนพเก้าบรรพชนของสำนักปีศาจนพเก้าเคยเป็นขุนพลมือหนึ่งของราชันเซียนหมิงเหรินปรมาจารย์ของพวกเรา เคยติดตามท่านปรมาจารย์ตะลุยไปทั่วเก้าแดน เวลานั้น ตอนที่สำนักโบราณสี่เหยียนของเรายังปกครองอาณาจักรโบราณอยู่ สำนักปีศาจนพเก้าถือเป็นหนึ่งในสาวกสำนักโบราณสี่เหยียนของเราอีกด้วย
“ข้าเคยได้ยินชื่อสำนักปีศาจนพเก้า” หลี่ชีเย่อดยิ้มไม่ได้ ท่าทีเขายังคงผ่อนคลาย สำนักปีศาจนพเก้า เขาย่อมต้องคุ้นเคยอยู่แล้ว ผู้วิเศษนพเก้า เขาจะไม่รู้จักได้อย่างไร
ในช่วงต้นของยุคเหล่าราชัน เวลานั้นเขาชี้นำให้คนหนุ่มอย่างหมิงเหรินให้บำเพ็ญตน เขาทุ่มเทพละกำลังไปไม่น้อย เพื่อกำราบปีศาจเฒ่าผู้วิเศษนพเก้า เพื่อเบิกทางให้หมิงเหริน!
“เรื่องคู่หมั้นนี่มันอะไร?” หลี่ชีเย่มองดูหนานหวยเหรินพลางสอบถาม
หนานหวยเหรินพูดขึ้น: “ว่ากันว่า ในช่วงที่ปรมาจารย์หมิงเหรินของเราสืบทอดชะตาฟ้าและกลายเป็นราชันเซียนนั้น ผู้วิเศษนพเก้าเคยทำข้อตกลงอย่างหนึ่งกับสำนักโบราณสี่เหยียนของเรา หากทายาทสำนักปีศาจนพเก้าของพวกเขาเป็นหญิง สำนักปีศาจนพเก้าของพวกเขาก็จะเกี่ยวดองกับศิษย์เอกแห่งสำนักโบราณสี่เหยียนของเรา” พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ นำเสียงของเขาก็เบาลง: “ในเวลานั้น พวกสำนักปีศาจนพเก้าอยากใช้เราเป็นบันไดไต่เต้า”
“ดูเหมือนตอนนั้นเจ้าไก่แก่นั่นจะมีศิษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง” เมื่อได้ยินสิ่งที่หนานหวยเหรินพูด หลี่ชีเย่พลันนึกถึงเรื่องบางอย่างได้ เท่าที่เขาจำได้ดูเหมือนว่าภายหลังผู้วิเศษนพเก้าได้รับศิษย์ที่เป็นหญิงเอาไว้คนหนึ่ง ทว่าหลังจากนั้นเขาก็หลับไป จึงไม่ได้ไปสอบถามเรื่องเล็กน้อยนั่นอีก
“ศิษย์พี่ว่าไงนะ?” หนานหวยเหรินได้ยินประโยคที่ว่า จึงอดถามไม่ได้
หลี่ชีเย่ตื่นจากภวังค์ ส่ายหน้าพลางพูด: “ไม่มีอะไร งั้นหมายความว่า เวลานี้ทายาทของสำนักปีศาจนพเก้าเป็นหญิงงั้นเหรอ?”
หนานหวยเหรินพูดตอบ: “ได้ยินว่า สำนักโบราณสี่เหยียนและสำนักปีศาจนพเก้าไม่ได้เกี่ยวดองกันมานานมากแล้ว ในรุ่นนี้ประจวบกับที่ทายาทของพวกเขาเป็นหญิงพอดี” พูดถึงตรงนี้ เขาเหลือบดูหลี่ชีเย่แวบหนึ่งพลางพูดต่อ: “ได้ยินว่า ทายาทแห่งสำนักปีศาจนพเก้าหลี่ซวงเหยียนมีกายกษัตรามาแต่กำเนิด!”
การที่หนานหวยเหรินพูดแบบนี้ ทำให้หลี่ชีเย่เข้าใจทันที เวลานี้อำนาจของสำนักโบราณสี่เหยียนเสื่อมถอยลง สำนักปีศาจนพเก้าย่อมไม่ยอมปล่อยให้ทายาทอนาคตไกลของพวกเขาแต่งงานกับคนของสำนักโบราณสี่เหยียนแน่นอน!”
“น่าสนใจทีเดียว” หลี่ชีเย่อดยิ้มไม่ได้ เขาเข้าใจเหตุและผลที่ต้องการสื่อทันที
หนานหวยเหรินดูประหลาดใจ ท่าทางผ่อนคลายสุขุมของหลี่ชีเย่ ไม่ว่ายังไงเขาก็ดูไม่เหมือนคนไม่เอาไหน ที่น่าแปลกกว่านั้น ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งอายุได้สิบสามปี แต่การวางตัวที่ผ่อนคลายสุขุมของเขา ดูราวกับเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน!”
จากมุมมองของหนานหวยเหริน หากเป็นคนอื่น ทันทีที่ได้ยินข่าวแบบนี้ คงทำตัวไม่ถูกแน่นอน แต่แล้ว หลี่ชีเย่ที่อยู่ตรงหน้าเขา กลับดูไม่แยแสเลยสักนิด ซึ่งทำให้หนานหวยเหรินแปลกใจเล็กน้อย
“หวยเหรินอธิบายรายละเอียดให้เจ้าฟังแล้ว?” เมื่อหลี่ชีเย่มาถึงยังวิหารบรรพชน ผู้อาวุโสทั้งหกอยู่กันพร้อมหน้า หัวหน้าผู้อาวุโสได้เอ่ยปากพูดขึ้นอย่างเยือกเย็น
พูดตามจริง ผู้อาวุโสทั้งหกไม่ได้รู้สึกชื่นชมในตัวคนไม่เอาไหนอย่างหลี่ชีเย่เลยสักนิด ทว่า ในวันนี้ พวกเขากลับมีความหวังเล็กๆ ที่อยากให้หลี่ชีเย่ไม่ได้เป็นสวะอย่างที่พวกเขาคิด หวังว่าเขาจะผ่านการทดสอบของสำนักปีศาจนพเก้า สำนักโบราณสี่เหยียนในทุกวันนี้ อยากเกี่ยวดองกับขั้วอำนาจใหญ่อย่างสำนักปีศาจนพเก้าที่สุด! แน่นอนว่า เหล่าผู้อาวุโสต่างรู้ดีว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้นั้นเท่ากับศูนย์ แต่ พวกเขาก็ยังไม่อยากตายใจ ยังอยากลองดูสักครั้ง
“เรียนผู้อาวุโส ข้ารับทราบแล้ว” หลี่ชีเย่พยักหน้าตอบ
“ดีมาก ขอเพียงเจ้าผ่านการทดสอบของสำนักปีศาจนพเก้า สำนักจะมีรางวัลให้เจ้าอย่างงาม” หัวหน้าผู้อาวุโสพูดเรียบๆ หลี่ชีเย่ยิ้ม พลางพูดขึ้นช้าๆ: “ข้ายินดีที่จะไปทดสอบ ทว่า ข้ามีเงื่อนไข 3 ข้อ!”
“บังอาจ......” ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งคำรามอย่างเยือกเย็น “ต่อหน้าผู้อาวุโส กล้าดียังไงมาเสนอเงื่อนไข!”
----------------------------------------------------------------------------