อุ่นไอข้างใจคุณ: Chapter0051 ตอนที่ 51
ตอนที่ 51 เขาเห็นแสงสว่าง แล้วก็เห็นเธอด้วย (1)
เมื่อก่อนเวลาที่หันจิงเหนียนเผชิญกับคำถามของผู้ช่วยพิเศษจัง หันจิงเหนียนมักจะรู้สึกช้าและใช้เวลานานกว่าจะตอบคำถาม ตอนที่เขาพูดออกไป แล้วในชั่วพริบตาเดียวหันจิงเหนียนก็พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมเอ่ยพูดว่า “ตกลง”
ผู้ช่วยพิเศษจังที่หวุดหวิดรอดตายมาได้จากคำว่า “ชีวิตอาภัพ” สี่คำนั้น แล้วเขาก็รีบเดินไปยังข้างเตียง
เขากำลังจะยื่นมือออกไปหยิบโทรศัพท์ของซย่าหว่านอานที่ทำตกไว้ เขาก็รู้สึกเหมือนว่ามีแสงสะท้อนของมีดพกที่เปล่งแสงชิ้ง!ปะทะเข้ากับตัวเขา เขาหยุดการกระทำทันใด ลูบข้อมือที่เจ็บแบบบางๆของตัวเองอย่างเงียบๆ “ผู้จัดการใหญ่หันครับ คุณอย่าลืมหยิบโทรศัพท์มือถือของคุณนายนะครับ”
หันจิงเหนียนไม่ได้สนใจเขา เดินอย่างสบายๆไปที่เตียง คว้าหยิบโทรศัพท์มือถือของซย่าหว่านอานขึ้นมา
ระหว่างทางกลับบ้าน หันจิงเหนียนที่นั่งอยู่ที่ด้านหลังรถ มองทัศนียภาพข้างหน้าต่างที่ถอยกลับอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย แล้วทันใดนั้นก็เกิดภาพเหตุการณ์เมื่อคืนเข้ามาในหัว
เมื่อคืนหลังจากที่เขาทำงานเสร็จ เขาเดินไปที่ลิฟท์ และเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีการซ่อมลิฟท์ ก็เลยเลือกที่จะใช้บันได ผลคือเดินลงไปได้ครึ่งทาง ไฟบริเวณบันไดก็ดับลงทั้งหมด
หน้าต่างตรงบริเวณบันไดช่องเล็กมาก แล้วไม่ใช่บริเวณที่มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมามากมาย ไม่มีแม้แต่แสงที่หักเหส่องผ่านเข้ามาในบริเวณบันไดเลย สำหรับเขาตอนนั้นทุกที่บนโลกมืดไปหมด
ความมืด เป็นจุดอ่อนที่อันตรายถึงชีวิตมากที่สุดในชีวิตของเขา จุดอ่อนนี้ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด แต่เป็นตอนที่เขายังเด็กมาก เพราะหลายปีมานี้ไม่กล้าที่จะไปคิดถึงเรื่องนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าเวลาที่เห็นรอบตัวมืดสนิทอีกครั้งก็ควบคุมให้ไม่คิดถึงเรื่องนั้นไว้ไม่อยู่ ทำให้เขากลัวความมืดตั้งแต่นั้นมา
ทางการแพทย์เรียกอาการของเขาว่า “นิคโตโฟเบีย[footnoteRef:1]” [1: นิคโตโฟเบีย(Nyctophobia) เป็นอาการกลัวความมืดขั้นรุนแรง อาจแสดงอาการหายใจไม่ถนัด หัวใจเต้นแรง รู้สึกปั่นป่วนในท้อง บางรายอาจมีอาการหนักมากถึงขั้นเป็นลม หรือเสียสติได้
]
ดังนั้นในช่วงหลายปีมานี้ เขาก็ไม่เคยที่จะให้ตนเองต้องอยู่ในบริเวณที่ปราศจากแสงไฟอีกเลย แม้กระทั่งเวลานอน หัวเตียงของเขาก็จะต้องมีแสงจากหลอดไฟหนึ่งดวง...
เมื่อคืนนี้ ตอนที่เขายื่นมือขึ้นมาท่ามกลางความมืดที่โอบล้อมรอบตัว แล้วมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้า อาการของโรคที่เขาคุ้นเคยก็ประดังเข้ามาดุจคลื่นทะเลยักษ์ เพียงชั่วพริบตาเขาก็จมดิ่งลงไป ใจสั่นผวาและเหงื่อออก หายใจติดขัด สั่นไปทั้งตัว มือและเท้าไร้ซึ่งเรี่ยวแรง...
นั่นเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะทรมานเกินกว่าจะทนไหวของเขา ถึงจะเข้าใกล้ความตาย แต่ก็กลับพยายามที่จะต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง ขณะที่เขาห่างจากความตายในระยะที่ใกล้ที่สุดใกล้ที่สุดในตอนนั้น เขาเห็นแสงไฟ...แล้วก็เห็นเธอด้วย
“ผู้จัดการใหญ่หันครับ ถึงแล้วครับ”
เสียงของผู้ช่วยพิเศษจัง ตัดอารมณ์ใจลอยของหันจิงเหนียนลง เขาจ้องมองออกไป เขามาถึงชั่นล่างของบ้านแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เขาเมื่อครู่...คาดไม่ถึงว่าระหว่างทางจะใจลอยคิดถึงเธอมาตลอดทาง?
มือที่กุมโทรศัพท์ของเธอไว้นั้นสั่นเล็กน้อย
...
หลังจากออกมาจากบริษัท ซย่าหว่านอานก็พบว่าใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา ซึ่งไม่รู้ว่าไหลออกมาตั้งเมื่อไหร่
เธอหยิบกระดาษทิชชูที่พกติดกระเป๋ามาด้วยขึ้นมาหนึ่งแผ่นมาซับที่บริเวณตา เมื่อมีรถว่าวิ่งผ่านมาจึงยื่นมือออกไปเพื่อเรียกรถ
เธอเข้าไปในรถ และหลังจากที่เธอได้บอกที่อยู่แล้ว ก็หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
เหมือนกับว่าข้างหูของเธอนั้นต้องมนตร์ก็ไม่ปาน เธอได้ยินเสียงที่เย็นชาของเขาดังก้องซ้ำไปซ้ำมา “เธอเข้ามาบริษัทตระกูลหันตั้งแต่เมื่อไหร่”
สายตาของเธอนั้นเศร้าโศก จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ น้ำตาจึงไหลรินออกมาอีก
คนขับรถแท็กซี่เห็นว่าเธอกำลังร้องไห้ จึงหยิบกระดาษทิชชูสองสามแผ่นยื่นให้เธอ “แม่หนู วันเวลาผ่านไปไม่หวนคืน ชีวิตคนเรามักจะขมมากกว่าหวาน ดังนั้นต้องทำให้ตัวเองมีความสุขให้ถึงขีดสุขเท่าที่จะเป็นไปได้ รีบเช็ดน้ำตาซะ ไม่ต้องร้องแล้ว”
ซย่าหว่านอานกล่าวขอบคุณคนขับรถแท็กซี่อย่างมีมารยาท ยื่นมือไปรับกระดาษทิชชูมา ตอนที่เธอก้มหน้าซับน้ำตาอยู่นั้น ก้นบึ้งลึกในหัวใจของเธอนั้นยากที่จะหลีกเลี่ยงความโศกเศร้าทุกข์ระทมที่ปะดังเข้ามาอีกครั้ง คนแปลกหน้าคนหนึ่งเห็นเธอโศกเศร้าก็ปลอบใจเธอ แต่เขา...แต่เขา...ไม่ต้องพูดถึงในก้นบึ้งลึกของหัวใจ แม้แต่ในสายตาก็ไม่เคยได้อยู่เลย