ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 029 ตอนที่ 29
ตอนที่ 29 นั่นไม่ใช่โจรปล้นสวาท เช่นนี้ถึงใช่
ห้องพักเล็กๆ ในเรือนน้อยฝั่งตะวันตกเฉียงใต้
ชูซย่าพยุงอวิ๋นหว่านชิ่นเข้ามานั่งบนตั่ง แล้วจึงไปห้องครัวเอายาถอนพิษ
ในห้องเงียบสงบ ทว่าอุณหภูมิในร่างของอวิ๋นหว่านชิ่นไม่เพียงไม่ลด ยังเพิ่มสูงขึ้นอีก ทำให้นางรู้สึกมึนๆ
ชูซย่าก็ยังไม่มา
อวิ๋นหว่านชิ่นรู้สึกร้อนรุ่มดั่งไฟสุม คล้ายมีงูไฟตัวหนึ่ง เลื้อยจากหน้าอกอันอวบอิ่ม ไปจนถึงหน้าท้องที่แบนราบ ต้นขาและเท้าร้อนแบบ...คันยิกๆ ร้อนมาก อวิ๋นหว่านชิ่นพ่นลมออกจากปากอยู่หลายครั้ง คลายปกเสื้อออกโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนี้เอง ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าดัง ชัดเจนว่ามิใช่ฝีเท้าที่บางเบาของสตรี
บ่าวในจวนโหวแอบอู้งาน ฉวยโอกาสขณะเรือนตะวันตกวุ่นวาย ไปจับปลาในที่ที่ไม่มีคน และเผอิญเดินมาทางนี้
“พี่น้อง! ได้ไปดูที่เรือนตะวันตกของคุณชายรองหรือเปล่า”
“จะไปเห็นอะไรล่ะ เรื่องขายหน้าพรรค์นั้น! ท่านโหวสั่งให้ปิดเรือนตะวันตก ไม่ให้ใครเข้าแล้ว อีกประเดี๋ยวเกรงว่าแม้แต่แขกก็คงถูกส่งกลับกันหมด! นี่ๆๆ เมื่อครู่เจ้าทำงานอยู่แถวนั้นมิใช่รึ เล่าให้ฟังหน่อยสิว่า เรื่องเป็นไงมาไง?”
บ่าวอีกคนส่งเสียงเจ้าเล่ห์ “เจ้าคิดว่าไงล่ะ ก้นขาวๆ ของคุณหนูรองสกุลอวิ๋นนั่นถูกเหล่าคุณชายผู้สูงส่งเห็นกันหมดแล้ว! ข่าวว่า ตอนนางกับคุณชายรองของเรากำลังทำแบบนั้นกันในห้อง! พอรู้ว่าโดนมุง ก็กลิ้งตกจากโต๊ะ...”
“โต๊ะ? คุณชายรองเล่นหนักจริงๆ! จุ๊ๆ ชื่อเสียงคุณหนูรองสกุลอวิ๋น นับว่าพังยับเยิน ยังจะมีใครเอาอีก? ต้องแต่งกับคุณชายรองนั่นล่ะ! แต่ถ้าชื่อเสียก่อนแต่ง ถูกผู้ชายมากมายเห็นรูปร่างขณะมีคนอยู่ในบ้านเป็นเบือ เกรงว่าท่านโหวคงไม่รับไว้หรอก? ท่านโหวอาวุโสเราให้ความสำคัญกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเป็นที่สุด!”
“นั่นสิ! ท่านโหวนำตัวคุณชายรองไปอบรมที่ห้องหนังสือทันที รองเจ้ากรมอวิ๋นนั่นหน้าหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ส่วนคุณหนูรองก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกรองเจ้ากรมตบไปหนึ่งฉาด ต่อมาก็นั่งกับพื้น ลุกไม่ขึ้นอยู่ครึ่งค่อนวัน! ข้าว่า ดูสภาพแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรกของทั้งสองแน่ น่าจะคบกันมาได้พักหนึ่งละ สงสารก็แต่คุณหนูใหญ่ เดิมทีเป็นฮูหยินที่ถูกต้องตามประเพณีในอนาคต ตอนนี้ยากที่จะแต่งเข้าจวนโหวมาเป็นฮูหยินน้อยแล้วล่ะ ส่วนคุณหนูรองสกุลอวิ๋น นอกจากคุณชายรองแล้ว ไม่มีใครเขาเอาหรอก รองเจ้ากรมจึงต้องคิดหาวิธีให้ลูกสาวคนรองแต่งกับคุณชายรองให้ได้”
“สงสารอะไร ข้าว่าคุณหนูใหญ่สกุลอวิ๋นโชคดีมากกว่า! ที่รู้ว่าน้องสาวกับสามีในอนาคตมีอะไรกันตอนนี้ ดีกว่าไปรู้เอาตอนแต่งงานแล้วเป็นไหนๆ! เรื่องใหญ่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายขนาดนี้ ต่อให้คุณหนูใหญ่สกุลอวิ๋นขอถอนหมั้นกับคุณชายรอง ก็ไม่เสียหายอะไร คนนอกไม่ว่านางหรอก มีแต่จะตำหนิคุณชายรอง!”
......
อวิ๋นหว่านชิ่นได้ยินเสียงสนทนาของคนทั้งสองใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงยืดหลังตรง คอยระวังตัว
ทว่าเสื้อผ้านางไม่เรียบร้อย ผมเผ้ายุ่งเหยิง เหงื่อเต็มหน้าผาก...สภาพเช่นนี้ ถ้าบ่าวผู้ชายมาเห็นเข้า ก็ไม่คงต่างอะไรจากอวิ๋นหว่านเฟย! นางจึงพยายามควบคุมร่างกาย คิดหาที่ซ่อนตัว ทว่าต่อให้มีแรงขยับ แต่ห้องเล็กขนาดนี้ ไหนเลยจะมีซอกมุมให้หลบ
เสียงเปิดประตูดังแอ๊ด นางได้แต่ถอดใจ ขณะคิดหาข้ออ้างอะไรมาอุดปากบ่าวทั้งสองของจวนโหว เสียงฝีเท้าก็หยุดลง...
ประตูแง้มอยู่เพียงเล็กน้อย นางจึงไม่ค่อยได้ยินเสียงพูดของบ่าวรับใช้ ที่เล็ดลอดเข้ามาตามช่องตามรู ได้ยินเป็นเสียงงึมๆ งำๆ
อีกทั้งผู้มาก็พูดเสียงต่ำ นางจึงฟังไม่ชัดเจน
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีก บ่าวทั้งสองเดินจากไปอย่างว่านอนสอนง่าย
แต่อวิ๋นหว่านชิ่นยังไม่วางใจ นี่หมายความว่า...มีอีกคนหนึ่ง
ครั้งนี้ประตูเปิดออกจนหมด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงมีพลัง กำลังเดินเข้ามา
ขณะตื่นเต้นกดดัน นางไม่มีกระทั่งเรี่ยวแรงที่จะเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงรองเท้าสีเขียวเข้มดิ้นทองคู่หนึ่งตรงหน้าธรณีประตู
เหมือน...เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
อวิ๋นหว่านชิ่นรู้สึกร้อนขึ้นมาอีก จึงหน้ามืด คุมสติไม่อยู่ โงนเงนจนตกจากตั่ง
ขณะกำลังจะเจ็บเพราะร่างกระแทกพื้นโดยไม่รู้ตัว ผู้มาพลันยื่นมือเข้าคว้าแขนของนางไว้
นางซวนเซเล็กน้อย ก่อนยืนตรง ขณะสะลึมสะลือ ใบหน้าคมเข้มก็ปรากฏขึ้นในสายตา แต่เห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร
ตอนตกจากตั่ง เสื้อผ้าที่คลายออกอยู่แต่เดิมของนางลู่ลงมามาก เผยให้เห็นไหล่ขาวเนียนและเอี๊ยมสีเขียว
ดวงตาดำขลับ ที่ถูกหมอกปกคลุมบางๆ กำลังสำรวจมองตน แขนของตนก็ถูกเขาจับไม่ปล่อย
อวิ๋นหว่านชิ่นลองดิ้นไปมา แต่เขาก็ยังจับอยู่อย่างนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย
“ฟึ่บ” อวิ๋นหว่านชิ่นเหวี่ยงแขนอีกข้าง แม้ยาออกฤทธิ์ควบคุมร่างกาย แต่ถ้าคิดป้องกันตัว ก็ยังพอมีพลังแฝงอยู่ ฝ่ามือข้างหนึ่งเหวี่ยงเข้ามาพร้อมเสียงตะโกน “โจรปล้นสวาท!”
ชายหนุ่มเบี่ยงศีรษะ หลบฝ่ามือไปได้ เขาไม่โกรธ กลับใช้นิ้วนวดข้อมือหญิงสาวเบาๆ แล้วจึงจับแขนอีกข้างของนางพาดไว้กับไหล่ตน ก่อนออกคำสั่ง “เกี่ยวคอข้า!”
ทำไมต้องเกี่ยวคอเจ้าด้วย! น่าเกลียดจริงๆ! อวิ๋นหว่านชิ่นกำลังจะอ้าปากด่า แต่ชายหนุ่มกลับคลายมือที่จับข้อมือนางออก แล้วลดมือลงไปนาบหลังเอวนาง พลางกดลงไปแรงๆ
อวิ๋นหว่านชิ่นไม่ทันตั้งตัว ร่างจึงถลันเข้าแนบอกชายหนุ่ม กลิ่นหอมเฉพาะตัวของอำพันทะเลโชยเข้าเตะจมูก คลับคล้าย...คุ้นเคยมาก่อน?
ชายหนุ่มควบคุมลมหายใจ ก่อนกระซิบที่ข้างหูนาง “นั่นไม่ใช่โจรปล้นสวาท เช่นนี้ถึงใช่”
อวิ๋นหว่านชิ่นทั้งโกรธทั้งขำ แต่กลับรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก และมองเห็นชัดเจนแล้ว จึงหันมองไปรอบๆ
ชายหนุ่มคลายมือออกจากนาง หันกาย เดินไปทางประตู
อวิ๋นหว่านชิ่นเข้าใจแล้ว เขามิได้คิดลวนลามตน แต่น่าจะเห็นว่าตนผิดปกติ จึงจับข้อมือตรวจชีพจร จากนั้นก็ทำอะไรที่เอวตน...หรือเป็นการช่วยตนคลายเส้น
“เจ้า...หยุดอยู่ตรงนั้น รอเดี๋ยว” อวิ๋นหว่านชิ่นตื่นแล้วก็จริง แต่ยังคงไม่มีแรง ยืนก็ไม่ค่อยจะอยู่ คนผู้นี้ไม่น่าจะทำร้ายนาง ตอนนี้จึงได้แต่ให้เขาช่วย
ชายหนุ่มค่อยๆ หันมา
เขาสวมชุดบ่าวรับใช้ จงใจแต่งหน้าทาผิวให้คล้ำ ตาเรียวยาวดูเย็นชาอยู่บ้าง สวมแหวนหยกปานจื่อที่คุ้นเคย แน่นอน เขาก็คือฉินอ๋อง ซย่าโหวซื่อถิง
เขารู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่นี่
ไหนว่าร่างกายเขาไม่ค่อยแข็งแรง กระทั่งไม่ค่อยได้ออกจากจวนอ๋อง แล้วเหตุใดจึงจับชีพจรและคลายกล้ามเนื้อเป็นล่ะ
อวิ๋นหว่านชิ่นไม่รู้วิทยายุทธ์ แต่เฉินจื่อหลิงเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ จึงเคยคุยเรื่องพื้นฐานวิทยายุทธ์ให้นางฟังอยู่บ้าง นางจึงรู้ว่า การตรวจร่างกาย คลายจุดและเส้นที่ยึดตึง ในใต้หล้านี้ นอกจากหมอแล้ว ก็มีแต่คนเป็นวิทยายุทธ์เท่านั้นที่ทำได้
นางย่อมรู้สถานะของตนดี ซย่าโหวซื่อถิงมิได้คิดอะไรกับนาง เขาพูดเสียงเรียบ
“เมื่อครู่ ถือเป็นการตอบแทนคุณหนูอวิ๋นที่ช่วยข้าออกจากริมลำธาร”
หลังแยกกับเฉินจ้าว ซย่าโหวซื่อถิงก็นึกแผนขึ้นได้ เขาเดินวนอยู่รอบหนึ่ง จากนั้นก็เดินตามนางมา
พอเห็นนางเดินซวนเซไปทางเรือนน้อยฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เขาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง จึงกันไม่ให้บ่าวสองคนเข้ามา และพอจับชีพจรนางดู ค่อยเข้าใจ หรือก่อนหน้านี้นางใช้ให้สาวใช้ไปเปลี่ยนน้ำชาของมู่หรงไท่
เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในจวนโหววันนี้ เป็นไปได้ที่จะเป็นแผนของนาง
เห็นที นางคงไม่อยากเป็นฮูหยินจวนโหว
พอได้ยินเขาลองถามเรื่องริมลำธาร อวิ๋นหว่านชิ่นจึงว่า “เพราะหม่อมฉันสนิทกับน้องสาวของคุณชายเฉิน เกรงว่าเว่ยอ๋องจะกลั่นแกล้งคุณชายเฉิน จึงหาวิธีเข้าไปไกล่เกลี่ย ต่อมาถึงได้รู้ว่า...ที่แท้เป็นองค์ชายสามปลอมพระองค์มา”
ยังจะเล่นลิ้นอีก! รู้สถานะของตนอยู่ก่อนแล้วชัดๆ แต่ซย่าโหวซื่อถิงก็มิได้ว่าอะไร เพียงยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แล้วว่า “อ้าว ที่แท้เจ้าช่วยคุณชายเฉิน มิได้ช่วยข้าหรอกหรือ”
ทำไมคำพูดนี้ฟังดูแปลกๆ แต่พออวิ๋นหว่านชิ่นเห็นว่าเขาคล้ายจะหันกายจากไป ก็ไม่ลืมความตั้งใจเดิมที่คิดจะรั้งเขาไว้ จึงตะโกน “ช้าก่อนเพคะ องค์ชายสาม”
องค์ชายก็องค์ชายเถอะ อย่างไรตอนนี้ก็ไม่มีคน!
ซย่าโหวซื่อถิงหยุดชะงัก
อวิ๋นหว่านชิ่นจ้องมองเขา พลางพูดโต้งๆ ออกมา “ก่อนไป รบกวนท่านอ๋องช่วยหม่อมฉันนิดหนึ่ง”