ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 028 ตอนที่ 28
ตอนที่ 28 ยาออกฤทธิ์
หรือจะจริงอย่างที่ชูซย่าว่า กิจการค้าเครื่องประทินโฉมในเมืองหลวงยังมีโอกาสโตได้อีก
เรื่องที่คุณหนูทั้งหลายพูดกันในวันนี้ ทำให้อวิ๋นหว่านชิ่นนึกถึง สมุนไพรประทินโฉม ที่มีสรรพคุณไร้ขีดจำกัด
ยาสมุนไพรและเครื่องประทินโฉม อาจรวมกันได้จริงอย่างที่หนังสือเขียนไว้ และถ้ารวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากจะทำให้ผู้ใช้ดูอ่อนเยาว์ตลอดกาลแล้ว ยังสามารถรักษาอาการเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่แม้แต่หมอก็ยังรักษาไม่หายด้วย?
ถึงตอนนั้น ถ้าตนสามารถรอบรู้ในศาสตร์นี้จริง เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ตรงหน้า ย่อมเป็นลูกค้าที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง
อวิ๋นหว่านชิ่นรู้สึกตื่นเต้นดีใจ จนเหงื่อซึมฝ่ามือ
เมื่อก่อน นางไม่เคยคิดค้าขาย เพราะที่บ้านไม่มีปัญหาเรื่องเงินทอง อีกทั้งยังเหลือกินเหลือใช้ จะลำบากหาเงินไปทำไม
ชาติก่อน นางเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง แลดูสูงส่งบริสุทธิ์ ไม่เคยแตะเหรียญทองแดงให้เปื้อนมือ แต่ประสบการณ์หลังจากนั้น ทำให้นางรู้ว่า เหรียญทองแดงเป็นสิ่งที่น่ารักยิ่ง
มิเช่นนั้น เหตุใดท่านปู่ในวัยหนุ่มซึ่งรักในชื่อเสียงเกียรติยศ ถึงยอมแต่งงานกับลูกสาวพ่อค้าเล่า เพราะมีเงินแล้ว สามารถเจรจากับขุนนาง ให้อำนวยความสะดวก ช่วยดูแลเรื่องต่างๆได้ และเหตุใดแม่ลูกสกุลไป๋ถึงได้วางแผนฮุบสินสอดทองหมั้นของตนอย่างโลภโมโทสัน
ทรัพย์สินเงินทอง ของเล่นชนิดนี้ มีเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ
เนื่องจากต้าเซวียนในปัจจุบันกำลังเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจรุ่งโรจน์ มีเงินในกระเป๋าไว้ใช้ในยามฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร รวมทั้งตนก็ให้ความสนใจเรื่องสมุนไพรประทินโฉมอยู่เป็นทุนเดิม
อวิ๋นหว่านชิ่นเกิดความคิดขึ้นมากมาย เมื่อก่อนนางแค่อยากรักษาร้านค้า ทุ่งดอกไม้ และเรือนเพาะชำ ซึ่งเป็นมรดกของมารดาเอาไว้ แต่ตอนนี้นางเริ่มคิดแล้วว่า นอกจากรักษา ยังต้องทำให้รุ่งเรืองด้วย
ใต้ต้นไม้ใหญ่ เหล่าคุณหนูพูดคุยกันดุจนกกระจอกแตกรัง โดยไม่รู้ว่าอีกด้านของกำแพงที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้น มีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ บุคลิกสง่างามยืนอยู่นานแล้ว
ซย่าโหวซื่อถิงกำลังจ้องมองหญิงสาวที่อยู่กลางวง
นางยังไม่บรรลุนิติภาวะแท้ๆ แต่สายตาและรอยยิ้มกลับเจิดจ้าเปี่ยมความเชื่อมั่น ภายใต้แสงอาทิตย์สีทอง ผมดำเงางามของนางสะท้อนรัศมีที่ทำให้ผู้คนหลงใหล อีกผิวเนียนอมชมพูแลดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา ก็ทำให้ผู้คนจ้องมองตาไม่กะพริบ
รวมทั้งเสียงดังกังวานใสที่เปล่งออกจากริมฝีปากสีแดงอมชมพูขณะพูดทุกถ้อยทุกคำ ก็ช่างไพเราะเสนาะหู จนผู้ฟังที่อยู่ข้างๆไม่อยากคลาดแม้แต่คำเดียว
ข่าวว่านางหมั้นกับคุณชายรองสกุลมู่หรงแต่เด็ก?
ซย่าโหวซื่อถิงเลิกคิ้วสูง ลูบแหวนหยกปานจื่อเหมือนเช่นเคย ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงคล้ายรู้สึกใจหายวาบ
“องค์ชายสาม” เสียงดังขึ้นที่ด้านหลัง
เฉินจ้าวเห็นเขาไปนานครึ่งค่อนวัน จึงเดินมาดู และยืนอยู่ด้านหลังของเขาแต่แรก แม้ไม่กล้าเชื่อ แต่ก็ต้องบอกตัวเองว่า เป้าหมายการมาจวนโหวของฉินอ๋องในวันนี้คืออวิ๋นหว่านชิ่น
เขาเดาว่า ฉินอ๋องยังมิได้ตกแต่งชายา และไม่เคยได้ยินว่าในจวนมีสนมนางกำนัล เพราะคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวมานาน แต่...ใครจะรู้เล่าว่าชีวิตส่วนตัวของเขาจริงๆ นั้นเป็นเช่นไร หรือเป็นเพียงการแสร้งทำเพื่อเอาใจฝ่าบาท ด้วยชาติกำเนิดของฉินอ๋องถูกผู้คนหลายฝ่ายจับตามอง เกรงว่าเขาจะก้าวเดินผิดทาง แต่อย่างไร เขาก็เป็นองค์ชาย ถ้าถูกใจหญิงสาวคนหนึ่งคนใด ต่อให้เพียงนึกสนุก คนรอบข้างก็ไม่มีสิทธิ์ว่าอะไร ยิ่งไปกว่านั้น อวิ๋นเสวียนฉั่งชอบประจบประแจงผู้มีอำนาจอยู่แล้ว เพียงฝ่ายตรงข้ามกะพริบตา เกรงว่าจะรีบส่งลูกสาวให้ถึงเตียงกับมือด้วยซ้ำ
พอคิดว่าฉินอ๋องอาจทำอะไรอวิ๋นหว่านชิ่น หัวใจเฉินจ้าวก็เต้นแรง กำหมัดแน่น
ซย่าโหวซื่อถิงเก็บสายตาคืนกลับ ก่อนตอบ “อืม” แล้วค่อยหันกาย เดินออกจากกำแพง
ขณะเดินนำเฉินจ้าวไปสองสามก้าว ก็หันมามอง “เอ๋ เจ้าเหงื่อแตกนี่”
สายตาที่เจ้าหมอนี่มองตน คล้ายสายตาของหมาหวงก้างอย่างไรอย่างนั้น...
เฉินจ้าวอดรนทนไม่ไหว จึงถามออกไปตรงๆ
“องค์ชายสามมางานในวันนี้ เพราะคุณหนูอวิ๋น?”
ซย่าโหวซื่อถิงมองความคิดของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าออกแล้ว ที่แท้ เจ้าหมอนี่แอบชอบอวิ๋นหว่านชิ่น
ซย่าโหวซื่อถิงจึงเพิ่มความลึกล้ำลงไปในใบหน้าอันหล่อเหลา “เจ้าคิดมากไปแล้ว”
คิดมาก? นี่กำลังบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับอวิ๋นหว่านชิ่น? แล้วทำไมถึงต้องจ้องนางขนาดนั้นด้วย เฉินจ้าวไม่เชื่อ แต่ก็ตอบกลับอย่างสุภาพ “ท่านอ๋องจำคำพูดของตนเองไว้ให้ดีล่ะ”
นี่...เป็นการข่มขู่? หรือตักเตือน? ซย่าโหวซื่อถิงคิดว่าเป็นอย่างหลังมากกว่า
หญิงสาวที่ข้างกำแพงนั่น ชายหนุ่มแย่งกันเป็นเจ้าของขนาดนี้เชียวหรือ ขนาดนางมีคู่หมั้นอย่างมู่หรงไท่แล้ว ยังทำให้คุณชายเฉินเอาใจใส่ได้?
ซย่าโหวซื่อถิงยักไหล่ “ข้าไม่เคยคิดแย่งของของใคร” สิ้นเสียงก็ยืดอก เดินจากไป
......
พอฉินอ๋องกับเฉินจ้าวจากไป เสียงพูดคุยของบ่าวรับใช้ในจวนโหวที่ยืนอยู่บริเวณกำแพงนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลบเสียงพูดคุยกันของเหล่าคุณหนู
พอรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เหล่าคุณหนูก็รีบกลับไปยังห้องโถงด้านหน้า อวิ๋นหว่านชิ่นก็เดินไปกับพวกนางด้วย
ในชานเรือน พ่อบ้านของจวนโหวกำลังพูดเสียงเบาอยู่ข้างหูท่านโหวอาวุโส แล้วสีหน้าท่านโหวอาวุโสก็ค่อยๆม่วงคล้ำ เส้นโลหิตบนหน้าผากปูดโปน
แขกเหรื่อกลุ่มหนึ่งหันหน้ากระซิบกระซาบกัน ผ่านไปพักใหญ่ ท่านโหวอาวุโสก็ประสานมือให้ทุกคน
“ข้ามีเรื่องที่ต้องทำนิดหน่อย รบกวนทุกท่านเข้าไปนั่งเล่นในห้องโถงก่อน พ่อบ้านจะดูแลทุกท่านแทนข้าเอง!” ว่าแล้วก็หันไปจ้องมองอวิ๋นเสวียนฉั่ง ก่อนแค่นเสียงเย็นชาออกมา
อวิ๋นเสวียนฉั่งจึงรู้ตัวว่าเกิดเรื่องร้ายแรงกับตนเข้าแล้ว จึงรีบเดินลงบันไดตามท่านโหวอาวุโสไป
พอท่านโหวอาวุโสจากไป เสียงซุบซิบก็ดังขึ้น จนมู่หรงอันควบคุมไม่อยู่
“จริงหรือ คุณหนูรองสกุลอวิ๋นกับคุณชายรองสกุลมู่หรง...” มีคนทำตาโต
“ลูกชายข้าเพิ่งบอกข้าเมื่อครู่นี้เอง...ถอดเกลี้ยง! กอดกันกลม! คุณชายกลุ่มนึงเข้าไปเห็นพอดี!” ใต้เท้าจย่า บิดาคุณชายจย่า หัวหน้าทหารรักษาพระองค์พูดเสียงต่ำ
“สวรรค์ นี่มัน...ผิดประเพณี ผิดศีลธรรมชัดๆ!”
อีกด้านของฉากกั้น เป็นที่นั่งของกลุ่มสตรี ไป๋เสวี่ยฮุ่ยซึ่งนั่งอยู่ในนั้น พอได้ยินเสียงซุบซิบ ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่อยากเชื่อว่าลูกสาวมาได้อย่างไร ยิ่งไม่รู้ว่าเหตุใดลูกสาวถึงต้องทำเรื่องเช่นนี้กับมู่หรงไท่ในสถานการณ์แบบนี้ด้วย ขณะจะวิ่งไปดู กลับถูกฮูหยินอาวุโสมู่หรงที่นั่งอยู่ตะคอกเสียงดัง
“อวิ๋นฮูหยิน!”
พอฮูหยินอาวุโสมู่หรงได้ยินว่าอวิ๋นหว่านเฟยแอบเข้าไปยั่วหลานของตนถึงเรือนตะวันตก แล้วถูกคนจับได้ขณะร่างเปลือยเปล่า ก็โมโหจนแทบกระอักโลหิต ตอนนี้จึงอยากใช้ไม้ขนาดใหญ่ฟาดไป๋เสวี่ยฮุ่ยให้กระเด็นออกจากห้องไป โทษฐานที่ไม่รู้จักสอนลูกสาวให้ดี แต่เพราะเห็นแก่ส่วนรวม ไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ จึงได้แต่ทนเอาไว้
ทว่า แม้ฮูหยินอาวุโสมิได้พูดออกมา ต่อหน้าฮูหยินเหล่าขุนนางและคุณหนูทั้งหลาย ใบหน้าก็บ่งบอกว่า “เจ้ายังขายหน้าไม่พอหรือไง”
พอถูกเหล่าแขกผู้มีเกียรติหันมามองอย่างหยามเหยียด ไป๋เสวี่ยฮุ่ยก็รู้สึกว่า ร่างของตนคล้ายถูกทิ่มแทงจนเป็นรูพรุนไปหมด แทบสิ้นสติเสียเดี๋ยวนั้น หมดกัน ครั้งนี้ลูกสาวของนางหมดสิ้นแล้วทุกสิ่ง
.....
ส่วนโถงด้านหน้า บรรยากาศก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน ขณะชูซย่ากำลังยืนดูเรื่องสนุกอยู่ตรงประตู พอหันหลังกลับ ก็เห็นอวิ๋นหว่านชิ่นมีท่าทางไม่สู้ดี ใบหน้าแดงก่ำ ร่างโอนเอนเล็กน้อย จึงรู้ว่าไม่ถูกต้อง รีบเข้าไปพยุง พลางถามอย่างแปลกใจ “คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ”
อวิ๋นหว่านชิ่นรู้ตัวว่ายาออกฤทธิ์ ตั้งแต่ตอนเดินตามหาฮว่าซั่นแล้ว จึงนั่งพักอยู่ข้างลำธารจนหาย แต่ตอนอธิบายเรื่องเครื่องประทินโฉมให้คุณหนูทั้งหลายฟัง เสียพลังไปมาก ยาจึงตีกลับ ดูไปแล้ว ผู้ที่ทานยาชนิดนี้ลงไป เคลื่อนไหวมากไม่ได้
นางจึงหายใจให้เบาลง พยายามไม่ใช้แรงมากขณะพูดกับชูซย่า
“ไป๋เสวี่ยฮุ่ยใส่ยาขนานช้างกระทืบโรงลงไปในน้ำชา ข้าประเมินยาพิษของนางต่ำเกินไป คิดไม่ถึงว่าจะออกฤทธิ์แรงขนาดนี้ เจ้าช่วยพยุงข้าไปที่เรือนเล็กฝั่งตะวันตกเฉียงใต้หน่อย ตรงนั้นมีห้องพักเล็กๆ ที่ถูกทิ้งร้างมานาน จากนั้นเจ้าค่อยไปที่ห้องครัว ตักน้ำมาหนึ่งถังใหญ่ และตักแป้งถั่วเขียวมาด้วย”
สภาพเช่นนี้ของนาง ถ้าถูกผู้ใดพบเห็นเข้าและสอบถาม ก็จะรู้ว่านางเป็นคนเปลี่ยนน้ำชาในกา จนทำให้เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น อีกอย่าง โถงด้านหน้าคนมาก สักพักเกิดนางสติเลอะเลือน แสดงพฤติกรรมอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับมู่หรงไท่กับอวิ๋นหว่านเฟย นั่นก็ขายหน้าแล้ว
ชูซย่าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณหนูถึงให้ตนเปลี่ยนน้ำชาในกา และแม้แปลกใจที่คุณหนูรู้ได้อย่างไรว่าเรือนต่างๆ ในจวนโหวตั้งอยู่ตรงไหน แต่ก็ยังคงรีบพยุงนางไป