ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 026 ตอนที่ 26
ตอนที่ 26 ทำงาน
ป้าหวังมีหน้าที่เผาไฟ เมิ่งชื่อเริ่มจากเทเนื้อทั้งหมดลงไปผัดกลับไปกลับมาเต็มแรง รอจนเนื้อเปลี่ยนสีเล็กน้อยก็เทผักสดทั้งหมดลงไป ตามด้วยเครื่องปรุงรส หลังจากผัดจนเข้ากันดีก็เติมน้ำแล้วปิดฝา เพียงไม่นาน กลิ่นหอมก็ส่งกลิ่นขจรขจายออกมานอกกระทะ พอได้กลิ่นหอมนี้คนงานเต็มลานบ้านก็รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมิ่งต้าจินคอยเข้าไปเดินวนอยู่ข้างกระทะไม่ห่าง
ผัดผักรวมหมูทำเสร็จแล้ว โวโถวก็สุกแล้ว เมิ่งชื่อให้เมิ่งซานถงเรียกทุกคนมากินข้าว
เมื่อเมิ่งซานถงให้สัญญาณ ทุกคนต่างก็วางเครื่องมือในมือลง ล้างมือเสร็จแล้วก็เดินมายกถ้วยที่ตักผัดผักรวมหมูเตรียมไว้ให้แล้วข้างเตา หยิบวอโถวคนละสองสามลูก หาที่นั่งยองๆ กัดคำใหญ่อย่างทนรอต่อไปไม่ไหว
เมิ่งชื่อตักกับข้าวให้เมิ่งต้าจินและเมิ่งซานถงคนละถ้วย เมิ่งต้าจินมองดูเนื้อในถ้วยตัวเอง จากนั้นก็มองดูผักในหม้อ ยกเดินจากไปอย่างพึงพอใจ
คนที่มาทำงานล้วนแต่เป็นคนซื่อตรงจริงใจ แม้การได้กินผัดผักรวมหมูที่เอร็ดอร่อยเช่นนี้จะเป็นโอกาสที่หาได้ยาก แต่ก็ไม่มีใครเอาแต่กินกับข้าวอย่างเดียว ต่างก็หยิบวอโถวขึ้นมากินควบคู่กับกับข้าวในถ้วย เมิ่งชื่อเห็นทุกคนพอยกถ้วยไปแล้วก็ไม่มีใครกลับมาเติมกับข้าวอีก จึงร้องเรียกขึ้นเสียงดัง “ทุกคนมาเติมกับข้าวอีกถ้วยเถอะ ในหม้อยังมีอีกตั้งเยอะ ทุกคนกินให้เต็มที่ ตอนบ่ายถึงจะมีแรงทำงานต่อ”
ทุกคนยังคงรู้สึกเก้อเขินที่จะมาเติมกับข้าวอีก โดยเฉพาะคนของบ้านฝั่งเมิ่งชื่อ เดิมทีพวกเขาก็แค่มาช่วยเหลือเท่านั้น ตอนนี้ไม่เพียงมีเงินให้วันละยี่สิบอีแปะ แต่ยังมีอาหารอร่อยขนาดนี้ให้กินอีก ไหนเลยจะกล้าเพิ่มถ้วยที่สอง
เมิ่งชื่อเดินไปตรงหน้าเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่ง แล้วหยิบถ้วยของเขามาพูดด้วยรอยยิ้ม “เซิ่งจื่อ มาทำงานบ้านอายังต้องเกรงใจเรื่องกินข้าวอีกหรือ อาตักให้เจ้าเพิ่มอีกถ้วยนะ”
เด็กหนุ่มเกาหัว มองชายหนุ่มข้างๆ แวบหนึ่ง “ไม่ต้องมองพ่อเจ้าแล้ว เจ้าอยู่ในวัยเจริญเติบโต ต้องกินเยอะๆ นะ” เมิ่งชื่อยื่นถ้วยกับข้าวที่ตักเสร็จแล้วใส่มือเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มเก้อเขิน ยกถ้วยขึ้นก้มหน้าก้มตากินต่อ
“ทุกคนอยากให้ข้าตักส่งถึงมือทีละคนใช่หรือไม่” เมิ่งชื่อตะโกนพูดด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนต่างรีบบอกว่าไม่ต้อง
“เช่นนั้นก็ถือถ้วยมาหาข้าเถอะ จะต้องกินอิ่มให้เต็มที่นะ” เมิ่งชื่อพูดต่อ
ทุกคนถึงได้ถือถ้วยเดินเข้าไป เมิ่งชื่อตักกับข้าวให้ทุกคนอีกพูนถ้วย
หลังจากกินอิ่มแล้ว ทุกคนก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ พักผ่อนอีกครู่หนึ่ง
เมิ่งชื่อหัวเราะพูดกับผู้หญิงทั้งหมดว่า “ยุ่งกันมาตลอดทั้งเช้า เหนื่อยกันแล้วสิ พวกเราก็กินข้าวกันเถอะ” พูดจบก็เตรียมจะตักกับข้าวให้พวกผู้หญิง
ป้าหวังหัวเราะแล้วหยิบตะหลิวขึ้นมาตักกับข้าวให้ตัวเอง พูดกับเมิ่งชื่อว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราหรอก พวกเราตักเองได้” พูดจบก็เรียกคนที่เหลือมาตักกับข้าวเอง
เมิ่งชื่อก็ไม่ได้ดึงดันต่อไป ทำเพียงตักกับข้าวสี่ถ้วยมาวางอีกด้านของโต๊ะ ร้องเรียก “ฉีเอ๋อร์ โยวเอ๋อร์ เจี๋ยเอ๋อร์มากินข้าว”
สามพี่น้องนั่งข้างโต๊ะกินอย่างเรียบร้อย
“อาหารวันนี้ก็หอมจริงๆ ข้าคอยติดไฟอยู่ข้างล่างน้ำลายไหลไม่หยุดเลย” ป้าหวังพูดหยอกล้อขึ้น
“ข้าเองก็เหมือนกัน พอได้กลิ่นหอมนี้ ท้องก็ร้องอยู่นานแล้ว” ภรรยาเมิ่งต้าจินก็หัวเราะพูด
“ผัดผักรวมหมูของพี่สะใภ้หอมกว่าบ้านพวกเราตอนปีใหม่เสียอีก” ภรรยาเมิ่งซานถงพูดสมทบ
“ใส่เนื้อหมูเยอะขนาดนั้นจะไม่หอมได้อย่างไรเล่า” ป้าหวังพูดไปกินไป
สะใภ้ใหญ่บ้านอู๋และบ้านซุนเอาแต่หัวเราะกินข้าวไม่พูดไม่จา
หลังจากที่ทุกคนกินอิ่มแล้ว ก็รีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ล้างจนหมดจด เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว สะใภ้ใหญ่บ้านอู๋และบ้านซุนก็พากันกลับบ้าน ส่วนอีกสามคนที่เหลือก็อยู่ช่วยทำงานที่พอจะช่วยได้
กระทั่งจนบ่ายคล้อย จางเกินและเมิ่งเสียนถึงได้กลับมา จางเกินเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ดื่มน้ำที่เมิ่งชื่อยกมาให้ถ้วยหนึ่งถึงพูดว่า “ข้ากับเสียนเอ๋อร์เลือกไม้และจ่ายเงินมัดจำไปเรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายบอกว่าพร้อมมาส่งทุกเมื่อ”
เมิ่งชื่อยกน้ำมาอีกถ้วยหนึ่ง “พี่รองลำบากแล้ว เหนื่อยแล้วสิเจ้าคะ นั่งพักก่อนนะ ข้าจะไปทำอาหารให้ท่านกับเสียนเอ๋อร์”
จางเกินดื่มน้ำอีกถ้วย “ไม่ต้องแล้ว มีอะไรทำเสร็จแล้วเอามากินรองท้องก็พอ คืนนี้ข้าค่อยกลับไปกินข้าวบ้าน”
เมิ่งชื่ออุ่นผัดผักรวมหมูที่เหลือจากเมื่อตอนกลางวันครู่หนึ่ง แล้วจึงตักมาให้จางเกินและเมิ่งเสียนคนละถ้วย จางเกินกินเสร็จก็ไม่ได้พักต่อ รีบหยิบเครื่องมือที่นำมาด้วยลงมือทำงาน
ตอนกลางวันก็ได้กินอย่างเต็มอิ่ม ตอนบ่ายทุกคนจึงทำงานกันแข็งขันขึ้น คนทั้งสองหมู่บ้านราวกับกำลังแข่งขันกัน คนหมู่บ้านโน้นเก็บกวาดได้หนึ่งจ้าง[footnoteRef:1] คนหมู่บ้านนี้เก็บกวาดได้สองจ้าง คนหมู่บ้านโน้นเก็บกวาดพื้นที่แปลงนั้น คนหมู่บ้านนี้เก็บกวาดพื้นที่แปลงนี้ ไม่ทันพลบค่ำก็เก็บกวาดพื้นที่ก่อสร้างทั้งสี่ด้านเป็นอันเรียบร้อย [1: จ้าง(丈) หน่วยวัดของจีนโบราณ หนึ่งจ้างเท่ากับหนึ่งวาหรือสองเมตร]
หลังจากนั้นเมิ่งเอ้ออิ๋นและจางจู้ก็บังคับรถเทียมเกวียนกลับมาถึงพอดี เมิ่งชื่อเห็นว่าบนรถเทียมเกวียนไม่มีสิ่งของใดๆ จึงเอ่ยปากถาม “ซื้ออิฐไม่ได้หรือ”
“ซื้อได้แล้ว” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดอย่างดีใจ “โชคดีที่มีพี่ใหญ่ ไม่เพียงแต่ซื้ออิฐได้ แต่ทางโรงงานยังรับปากจะส่งมาให้เราเช้าวันพรุ่งนี้ด้วย”
“เช่นนี้ก็ดีเลย” เมิ่งชื่อเองก็ดีใจ “เช่นนี้พรุ่งนี้พวกเราจะได้ก่อกำแพงรั้วได้แล้ว”
“โรงงานบอกว่าพรุ่งนี้ยามเหม่าสามเค่อ[footnoteRef:2] จะส่งของชุดแรกมา ทั้งหมดสิบคันรถ หลังจากนั้นจะทยอยส่งมาเรื่อยๆ ข้าปรึกษากับน้องเขยแล้ว เมื่ออิฐมาถึงก็เริ่มงานได้ทันที คาดว่าพรุ่งนี้ทั้งวันจะต้องก่อกำแพงบ้านเสร็จทั้งหมด” จางจู้พูดเสริม [2: ยามเหม่าสามเค่อ เทียบกับเวลาปัจจุบันคือเวลาประมาณ 05.45 น.]
“อือ” เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้าสนับสนุน
มองดูท้องฟ้าในยามนี้แล้ว จางจู้ก็พูดขึ้น “สมควรเลิกงานได้แล้ว” จากนั้นก็ยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ ล้วงถุงผ้าใบหนึ่งออกมา แล้วมอบให้เมิ่งชื่อ “นี่เป็นเงินห้าตำลึง ท่านพ่อท่านแม่ให้ข้ามอบให้เจ้าไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น”
จางจู้เป็นพี่ชายคนโต พ่อแม่ของเมิ่งชื่ออาศัยอยู่กับเขา ที่ดินของครอบครัวนั้นมีไม่มาก ปกติพ่อของเมิ่งชื่อและจางจู้จะถักสานสิ่งของไปขายที่ตลาดเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว เงินห้าตำลึงนี้คาดว่าจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัว
“ไม่ต้องหรอกพี่ใหญ่” พอได้ยินว่าเป็นเงิน เมิ่งชื่อก็รีบผลักกลับไป “เงินที่พวกเราเตรียมไว้มีเพียงพอ เงินพวกนี้พี่ก็เอากลับไปเถอะ”
“รับไว้เถอะนะ อย่ารังเกียจว่าเงินน้อย นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากท่านพ่อท่านแม่และข้า” จางจู้ยืนยันคำเดิม “น้องเขยบอกข้าแล้วว่าพวกเจ้าได้เงินมาจำนวนหนึ่ง แต่การสร้างบ้านใหญ่ขนาดนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีช่วงเงินไม่พอจ่าย เงินพวกนี้แม้จะไม่มากนัก แต่ในยามจำเป็นน่าจะพอมีประโยชน์บ้าง”
เมิ่งชื่อคิดจะพูดอะไรต่อ ก็ถูกเมิ่งเชี่ยนโยวห้ามไว้ “ท่านแม่รับเอาไว้เถอะเจ้าค่ะ อย่าทำให้ท่านตา ท่านยายและลุงใหญ่ต้องเสียน้ำใจ อีกหน่อยหากมีโอกาส พวกเราค่อยตอบแทนพวกเขาก็ได้”
เมิ่งชื่อไม่ได้พูดอะไรอีก รับเงินห้าตำลึงนั้นไว้ด้วยขอบตาแดงก่ำ หลายปีมานี้บ้านเดิมของนางก็คอยช่วยเหลือนางมาโดยตลอด ครั้งนี้ถึงกับเอาเงินเก็บออกมาเช่นนี้ ภายภาคหน้าหากนางมีชีวิตสุขสบายแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องพยุงฐานะของบ้านเดิมขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ฟ้ามืดสนิทแล้ว คนงานต่างหยุดมือเตรียมตัวกันกลับบ้าน เมิ่งชื่อเข้าไปในบ้านหยิบขนมสองกล่องและผ้าสองชิ้นส่งให้กับจางจู้ “นี่เป็นขนมและผ้าที่ข้าซื้อให้ท่านพ่อท่านแม่ เดิมทีคิดจะกลับไปเยี่ยมบ้าน พอต้องสร้างบ้านก็กลับไม่ได้แล้ว ท่านช่วยเอาไปให้พ่อแม่ด้วยนะ”
จางจู้รับขนมและผ้ามา “ข้ากลับไปจะบอกท่านพ่อท่านแม่ว่าพวกเจ้ามีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว ท่านพ่อท่านแม่จะต้องยิ่งมีความสุขแน่”
เมิ่งชื่อพยักหน้าลง จางจู้บอกอีกว่าพรุ่งนี้เขาจะพาคนงานมาให้เร็วกว่านี้ ให้เมิ่งชื่อวางใจได้ จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินจากไปพร้อมพรรคพวกในหมู่บ้านเดียวกัน
เมื่อเห็นคนในหมู่บ้านตัวเองกำลังจะกลับบ้าน เมิ่งเอ้ออิ๋นก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอิฐสิบคันรถที่จะมาในวันพรุ่งนี้ยังไม่ได้จัดเตรียมคนขนถ่าย จึงรีบตะโกนแจ้งข่าวกับทุกคน อีกทั้งยังบอกว่าพรุ่งนี้มาช่วยขนถ่ายอิฐแต่เช้าจะได้ค่าแรงเพิ่มอีกห้าอีแปะ
มาก่อนเวลาครึ่งชั่วยามก็จะได้เงินเพิ่มห้าอีแปะ หลายคนต่างบอกว่าพรุ่งนี้เวลาเหม่าสามเค่อจะมาให้ตรงตามเวลา แล้วถึงได้จากไป
ป้าหวัง ภรรยาเมิ่งต้าจินและเมิ่งซานถงกับภรรยาก็เตรียมที่จะกลับบ้าน
เมิ่งชื่อยกผัดผักรวมหมูเมื่อตอนเที่ยงออกมาแบ่งออกเป็นสามส่วนในในกะละมัง “เหนื่อยมาทั้งวัน พวกเจ้าก็เอากับข้าวนี้กลับไปอุ่นกินอีกมื้อเถิดนะ”
ทั้งหมดก็ไม่ปฏิเสธ ยกกะละมังกลับบ้านอย่างยินดี
เมื่อกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็บอกแผนการสร้างบ้านทั้งหมดให้กับทุกคน นอกจากพื้นที่สร้างบ้านแล้ว พื้นที่ที่เหลือนางก็คิดจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งปรับสภาพหน้าดินเป็นสวนขนาดเล็ก นางต้องการจะทดลองปลูกบางอย่างในนั้น ส่วนพื้นที่อีกส่วนปรับเป็นพื้นที่ราบเอาไว้ก็พอ ส่วนจะทำอะไรนางก็ยังโยกโย้ไม่ยอมบอก เพราะพื้นที่ที่ซื้อมามีจำนวนมาก ขอเพียงไม่กระทบกับการสร้างบ้าน สองสามีภรรยาเมิ่งก็ย่อมไม่สนใจว่านางจะเก็บพื้นที่อีกส่วนเอาไว้ทำอะไร
สำหรับเรื่องบ้านนั้นก็ได้ทำการตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะสร้างแบบไหน บ้านหลักจะมีห้าห้องใหญ่ บ้านรองฝั่งตะวันออกและตะวันตกมีสองห้องใหญ่ ครัวจะสร้างอยู่ทิศใต้ ประตูใหญ่อยู่มุมฝั่งตะวันตก ระหว่างบ้านรองฝั่งตะวันตกและบ้านหลักจะสร้างเป็นประตูทรงโค้ง เพื่อสะดวกในการเข้าออกเรือน
ทั้งครอบครัวพอคิดว่าไม่นานก็จะได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่ดีขึ้นเช่นนี้ ต่างก็ดีอกดีใจกันเสียยกใหญ่