ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 027 ตอนที่ 27
ตอนที่ 27 จ่ายเงิน
ยามเหม่าสามเค่อของวันต่อมา คนที่มาทำงานส่วนใหญ่ก็มาถึงพร้อมแล้ว แม้แต่เมิ่งต้าจินที่ยังสะลึมสะลือก็มาด้วยเช่นกัน ทุกคนลงชื่อเสร็จ ด้านนอกก็มีเสียงรถเทียมเกวียนจำนวนมากดังขึ้น เมิ่งเอ้ออิ๋นออกไปดูก็เห็นเป็นขบวนรถที่มาส่งอิฐ เช่นนั้นจึงรีบบอกให้ทุกคนมาขนถ่าย ไม่ถึงหนึ่งเค่อ[footnoteRef:1] อิฐก็ถูกขนถ่ายลงมาจนเสร็จสิ้น ขบวนรถมุ่งหน้ากลับไป ในตอนนี้คนที่จางจู้พามาก็ได้มาถึงแล้ว ทุกคนลงชื่อก่อนจากนั้นก็รอคำสั่งแจกแจงงาน [1: เค่อ เป็นการบอกจำนวนเวลาในภาษาจีน โดยที่ 1 เค่อนั้น จะเทียบเท่ากับเวลาประมาณ 15 นาที]
เมิ่งซานถงก็ได้ส่งข่าวบอกช่างฝีมือทั้งหมดแล้วว่าเริ่มงานมรวันนี้ ตามหลักเวลานี้ก็ควรจะมาได้แล้ว แต่ทว่าตอนนี้กลับไม่เห็นเงาของคนแม้สักคน เมื่อเห็นคนงานทั้งหมดยืนรออยู่ในลานบ้าน เมิ่งซานถงก็เดินไปเดินมาในลานบ้านด้วยความร้อนใจ
ผ่านไปอีกประมาณหนึ่งเค่อ ไกลออกไปนั้นถึงได้มีกลุ่มคนเดินเข้ามา เมิ่งซานถงเพ่งพินิจมองก็เห็นเป็นช่างฝีมือที่ตัวเองสรรหามานั่นเอง เช่นนั้นก็พลันถอนหายใจโล่งอก รีบเข้าไปต้อนรับ ชายหนุ่มที่นำหน้ามาเห็นเมิ่งซานถงรีบพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “น้องซานถง ต้องขอโทษเจ้าจริงๆ พวกเรามาช้าไปแล้ว”
เมิ่งซานถงรีบบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นจึงได้พาคนไปตรงหน้าเมิ่งเอ้ออิ๋น แนะนำว่านี่คือพี่รองของตัวเอง บ้านที่จะสร้างนี้เป็นของเขา
ชายที่เป็นหัวหน้าเมื่อได้ยินว่าเป็นเจ้าบ้านก็รีบพูดอธิบายขึ้นว่า “พวกเรามาที่นี่เป็นครั้งแรกยังไม่รู้จักที่ทาง ทำให้เสียเวลาระหว่างทางที่มา หวังว่าเจ้าบ้านจะไม่ตำหนิโทษ” พูดจบหัวใจก็พลันเต้นรัว คนงานตระเวนรับงานไปทั่วอย่างพวกเขา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการมาทำงานตรงต่อเวลา หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ไม่เพียงแต่ภายหน้าจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงการงานของพวกเขา ทว่าเจ้าบ้านเองก็อาจจะไม่จ้างพวกเขาเพราะเหตุนี้ แม้วันนี้พวกเขาจะออกมาก่อนเวลาแล้ว แต่กลับเดินผิดเส้นทาง ทำให้มาเข้างานช้ากว่าเวลาปกติหนึ่งเค่อ
เมิ่งเอ้ออิ๋นเห็นท่าทีขอโทษขอโพยของชายหนุ่มแล้วก็พูดขึ้นด้วยใจจริง “ไม่เป็นไร มาก็ดีแล้ว”
เช่นนั้นชายหนุ่มถึงค่อยโล่งอก พูดขึ้นอย่างยินดี “ขอบใจเจ้าบ้านที่ไม่ถือสา” และพูดอีกว่า “แม้เจ้าบ้านจะมีเมตตา ไม่ตำหนิโทษพวกเรา แต่พวกเราก็ทำให้ทุกคนต้องเสียเวลา ค่าแรงวันนี้ให้ยี่สิบอีแปะก็พอ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นกำลังคิดจะบอกว่าไม่ต้อง แต่เมิ่งต้าจินก็เข้ามาแย่งรับคำเสียก่อน
แม้เมิ่งเอ้ออิ๋นจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงนำแบบบ้านที่ต้องการจะสร้างมาคุยกับชายที่เป็นหัวหน้าอย่างละเอียด ทั้งยังบอกว่าความคืบหน้าช้าก็ไม่เป็นไร แต่บ้านจะต้องแข็งแรงก็พอ
ชายที่เป็นหัวหน้าผู้นั้นได้ฟังความคิดเห็นของเมิ่งเอ้ออิ๋นแล้วก็ตกอกตกใจเสียยกใหญ่ มองดูท่าทีของครอบครัวนี้ก็ไม่เหมือนกับคนมีเงิน ไม่คิดว่าจะสร้างบ้านมือเติบได้ถึงขนาดนี้ ในเวลาเดียวกันนั้นก็แอบดีใจ อย่างน้อยๆ งานนี้ก็ต้องมีครึ่งเดือน ก่อนถึงฤดูทำนาพวกเขาไม่ต้องไปหางานที่อื่นทำแล้ว
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ชายหนุ่มก็ทำการแจกจ่ายงานให้กับช่างฝีมือ เมิ่งเอ้ออิ๋นก็แบ่งคนงานใช้แรงงานออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นลูกมือให้ช่างฝีมือ ที่เหลืออีกส่วนหนึ่งนั้นก็แบ่งมาวางรากฐานให้บ้าน
คนทั้งหมดลงมือทำงานกันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เมิ่งชื่อยังคงนึ่งวอโถว และทำผัดผักรวมหมู วันนี้มีคนเพิ่มมาอีกยี่สิบห้าคน ทั้งหมดจะต้องทำมากขึ้นกว่าเมื่อวานนี้ ทุกคนต่างก็ไม่มีเวลาพูดคุยกันแล้ว รีบเร่งลงมืออย่างไม่รอช้า
ก่อนจะถึงเวลากินข้าวเที่ยง กำแพงรั้วก็สร้างเสร็จไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว
พอทำอาหารเสร็จ เมิ่งชื่อก็เรียกทุกคนมากินข้าว
ทุกคนวางงานในมือลงแล้วล้างมือกินข้าว พวกใช้แรงงานเมื่อวานได้กินผัดผักรวมหมูกันไปแล้ว แม้จะยังดีใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจเหมือนเมื่อวานนี้ แต่ละคนหยิบวอโถวสองสามลูก ยกถ้วยขึ้นกินกับข้าว บรรดาช่างฝีมือกลับแตกต่างไป มองดูผัดผักรวมหมูที่มีเนื้อหมูอยู่ในถ้วยต่างก็ตกใจจนพูดไม่ออก
ชายหัวหน้ายิ่งรู้สึกตกใจมากกว่าใคร เขาทำงานนี้มานานหลายปี ก็ยังไม่เคยเจอเจ้าบ้านคนไหนยอมทำผัดผักรวมหมูที่ดีขนาดนี้ให้คนงานกิน
“ครั้งนี้พวกเราก็เจอเจ้าบ้านที่ดีมาก” ชายหนุ่มยกถ้วยขึ้นพูดอย่างซาบซึ้ง ทุกคนเองต่างก็คล้อยตาม
“ในเมื่อเจ้าบ้านดีกับพวกเราเช่นนี้แล้ว พวกเราก็ต้องสร้างบ้านให้ดีเช่นกัน” ชายหนุ่มพูดกับช่างฝีมือที่ตัวเองพามาอีก
เมิ่งชื่อเห็นช่างฝีมือกลุ่มนั้นกินไปพลางพูดว่าจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ไปพลาง อดชื่นชมความคิดของลูกสาวไม่ได้ เดิมทีนางก็ไม่เห็นด้วยที่จะทำผัดผักรวมหมูที่ดีขนาดนี้ ตอนนี้คนปกติทั่วไปต่างกินกันไม่อิ่มท้อง เราแค่ทำให้พวกเขากินอิ่มก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่เนื้อหมูมากมายเช่นนั้น แต่ลูกสาวของนางบอกว่ามีเพียงทำให้พวกเขากินดี พวกเขาถึงจะยิ่งเพิ่มความขยันขันแข็ง แล้วบ้านของพวกเราก็จะสร้างได้ดียิ่งขึ้น ตอนนี้ก็เป็นไปตามที่ลูกสาวพูดไว้ทุกอย่าง
หลังจากกินอิ่มและพักผ่อนครู่หนึ่งแล้ว ทุกคนก็เริ่มทำงานอย่างเต็มที่ เหมือนอย่างที่คาดการณ์ไว้ ตอนที่ฟ้ามืดนั้น กำแพงรั้วก็สร้างเสร็จทั้งหมดแล้ว
เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองดูกำแพงสูง ความกังวลใจที่มีมานานหลายวันของเมิ่งชื่อ ในที่สุดก็วางลงได้สียที ตอนนี้นางก็ไม่กลัวใครจะมาเอามันฝรั่งของตัวเองไปได้อีก
หลังจากเสร็จงาน ทุกคนก็ต่างแยกย้ายเก็บของกลับบ้าน
วันที่สามทุกคนยังทำงานอย่างแข็งขัน ฐานรากของบ้านหลักเพียงวันเดียวก็เป็นรูปเป็นร่าง
เมิ่งเอ้ออิ๋นนอกจากดีใจแล้วก็ยังไม่ลืมชวนจางจู้เข้าเมืองไปเพื่อแลกเงินอีแปะที่ร้านแลกเงิน
ตอนที่ฟ้าใกล้จะมืดนั้น เมิ่งเอ้ออิ๋นก็เรียกแรงงานทุกคนให้หยุดพักก่อน แล้วให้เมิ่งต้าจินจ่ายเงินให้ตามรายชื่อที่มาลงชื่อไว้
คนในหมู่บ้านเมื่อเห็นว่าพวกเขาจ่ายค่าแรงจริงๆ ต่างก็ตกใจกันยกใหญ่ พวกเขาคิดมาตลอดว่าสามวันตัดเงินค่าแรงหนึ่งครั้งของเมิ่งเชี่ยนโยวนั้นเป็นเรื่องล้อเล่น ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริงเช่นนี้
ตอนแรกนั้นจางจู้ไม่รู้ว่าเขาแลกเงินอีแปะมาทำอะไร ทว่าตอนนี้ก็รู้แล้วว่าแลกเพื่อมาจ่ายค่าแรง เช่นนั้นก็โมโหเดือดดาลฉับพลัน นี่มันก็รังแกกันเกินไปแล้ว มีที่ไหนกันทำงานยังไม่เสร็จก็รับเงินค่าแรงเช่นนี้ เมิ่งเชี่ยนโยวจึงรีบบอกให้เมิ่งชื่อห้ามเขาโดยไปที่กระซิบกระซาบที่ข้างหูเขา จางจู้ถึงได้คลายความฉุนเฉียวลง ให้คนในหมู่บ้านตัวเองไปรับเงินเช่นกัน
ตามที่ตกลงกันไว้ว่าค่าแรงวันละยี่สิบอีแปะ คนจากบ้านแม่เมิ่งชื่อจะได้รับคนละหกสิบอีแปะ ส่วนคนในหมู่บ้านได้หกสิบห้าอีแปะ แม้แต่ช่างฝีมือพวกนั้น เมิ่งเชี่ยนโยวก็ให้ตัดเงินสองวันก่อน บอกว่าทำแบบนี้ต่อไปจะได้ง่ายต่อการตัดเงินค่าแรงครั้งต่อไป
สำหรับจางจู้ จางเกินและเมิ่งซานถงนั้น เมิ่งเชี่ยนโยวก็ไม่ได้ให้เมิ่งเอ้ออิ๋นเตรียมเงินค่าแรงให้พวกเขา มีเพียงเมิ่งต้าจินที่ได้เงินหนึ่งร้อยอีแปะ
พอได้รับเงินค่าแรงแล้ว ทุกคนต่างก็ดีอกดีใจยกใหญ่
โดยเฉพาะพวกใช้แรงงานในหมู่บ้านก็เดินกลับบ้านไปพลางพูดคุยถกเถียงกันอย่างมีความสุขไปพลาง คนในหมู่บ้านที่เห็นพวกใช้แรงงานวันนี้ดีใจเป็นพิเศษ ก็ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้าดีใจกันเช่นนี้ เก็บเงินได้หรืออย่างไร”
“วันนี้จ่ายเงินแล้ว” มีคนปากไวยกเงินในมือขึ้นพูดเสียงดังลั่น
ทุกคนได้เห็นเงินในมือคนคนนั้น ก็ยิ่งทวีความประหลาดใจ “จ่ายเงินอะไรกัน”
“เงินค่าแรงสามวันอย่างไร ตอนที่พวกเราทำงานพวกเขาบอกว่าจะตัดเงินสามวันครั้ง พวกเรายังนึกว่าพูดล้อเล่นเลย ไม่คิดว่าวันนี้จะจ่ายเงินค่าแรงของสามวันจริงๆ ไม่ขาดแม้แต่แดงเดียว”
ทุกคนถึงได้เข้าใจ พลันรู้สึกอิจฉางานใช้แรงงานนี้ของพวกเขาเป็นอย่างมาก วันแรกหลังกลับจากทำงานก็มีคนพูดว่าอาหารเที่ยงคือผัดผักรวมหมูมีเนื้อหมูในถ้วย ในตอนนั้นแม้จะมีคนอิจฉา แต่ก็ยังมีคนไม่แยแส คิดว่าเพราะเงินเตรียมสร้างบ้านของเมิ่งเอ้ออิ๋นไม่พอ กลัวว่าต่อไปหากสร้างบ้านเสร็จไม่มีเงินจ่าย ทุกคนจะอาละวาด ถึงได้ทำผัดผักรวมหมูอร่อยๆ มาหลอกล่อพวกเขา เลี่ยงไม่ให้ถึงเวลานั้นจริงๆ เกิดเรื่องบานปลายใหญ่โต ตอนนี้พวกเขาพูดจริงทำจริง ตัดเงินค่าแรงสามวันครั้งจริงๆ เช่นนี้ก็แสดงว่าบ้านเมิ่งเอ้ออิ๋นนั้นมีเงินเตรียมไว้อย่างเพียงพอ คนที่ปากมากถามขึ้นก็พลันรู้สึกเสียใจขึ้นมา ตอนแรกถ้าตัวเองไม่ใจแคบ ตอนนี้ก็คงได้รับเงินค่าแรงสามวันไปแล้ว
เหล่าคนงานต่างก็ไม่ได้สนใจว่าคนในหมู่บ้านจะคิดอย่างไร กำเงินกลับบ้านอย่างมีความสุข คนในครอบครัวจะต้องยินดีกับพวกเขาด้วย
เรื่องที่บ้านเมิ่งเอ้ออิ๋นจ่ายเงินค่าแรงให้คนงานนั้นแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว คนที่คอยเฝ้าดูก่อนก็ยิ่งทวีความเสียใจแล้ว ต่างก็คิดว่าจะหาใครไปช่วยพูดขอร้อง ให้ตัวเองได้ทำงานด้วยบ้าง
เมิ่งเอ้ออิ๋นย่อมที่จะไม่รู้เรื่องนี้ เขายังคงวางแผนความคืบหน้าการสร้างบ้านในวันพรุ่งนี้ต่อ
เมิ่งเชี่ยนโยวเดินมาตรงหน้าเขาแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ อีกเดี๋ยวคาดว่าจะต้องมีคนไม่น้อยมาหาท่านแน่เจ้าค่ะ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นได้สติกลับมา จึงถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ใครจะมาหาพ่อหรือ”
“คนในหมู่บ้านเจ้าค่ะ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี “คนในหมู่บ้านจะมาหาพ่อทำไมกัน”
“ยังมีคนในหมู่บ้านต้องการมาทำงานใช้แรงงานที่บ้านเรา แต่ก็กลัวว่าบ้านเราจะไม่จ่ายเงิน วันนี้เมื่อเห็นว่าบ้านเราตัดเงินจ่ายค่าแรงจริงๆ เช่นนั้นก็จะต้องเข้ามาขอร้องท่าน วิงวอนขอทำงานด้วยเจ้าค่ะ”
เช่นนั้นเมิ่งเอ้ออิ๋นถึงได้เข้าใจ “ไม่หรอกกระมัง นอกจากพวกคนที่เราไม่ใช้งาน คนที่เหลือต่างก็บอกว่าที่บ้านมีธุระปลีกตัวมาไม่ได้มิใช่หรือ”
“ท่านพ่อคอยดูเอาเองเถอะเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนมาถึงแล้ว”
เมิ่งเชี่ยนโยวเพิ่งจะพูดจบ ที่ด้านนอกนั้นก็มีเสียงร้องเรียกดังขึ้น “พี่เอ้ออิ๋นอยู่หรือไม่”
เมิ่งเชี่ยนโยวส่งสายตาว่า ‘เห็นหรือไม่เจ้าคะ’ ให้เมิ่งเอ้ออิ๋น เมิ่งเอ้ออิ๋นนั้นก็ยังคงไม่เชื่อ ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
เมิ่งเชี่ยนโยวกลอกกลิ้งนัยน์ตา พูดงึมงำกับเมิ่งฉี เมิ่งฉีก็หันหลังวิ่งออกไปแล้ว
พอเมิ่งเอ้ออิ๋นเห็นคนที่มาร้องเรียกคือหนิวเอ้อร์และหลิวซาน เช่นนั้นก็รีบพูดว่า “พวกเจ้าสองคนรีบเข้ามาข้างในก่อน”
หนิวเอ้อร์และหลิวซานรีบโบกมือ “ไม่ต้องแล้ว พี่เอ้ออิ๋น พวกเราแค่อยากมาถามว่าบ้านเจ้ายังต้องการคนงานอีกหรือไม่”
เมิ่งเอ้ออิ๋นตกตะลึงไปทันที นี่ก็เป็นไปตามที่ลูกสาวพูดจริงๆ มีคนมาขอเป็นคนงานจริงๆ ด้วย
เมื่อเห็นว่าเมิ่งเอ้ออิ๋นไม่พูดไม่จา หลิวซานก็กระทุ้งแขนของหนิวเอ้อร์ หนิวเอ้อร์จึงหยิบถุงผ้าออกมาจากแขนเสื้อ “พี่เอ้ออิ๋น เรื่องยืมวัวครั้งก่อนนั้น เป็นพวกเราที่ทำไม่ถูกต้อง พวกเราไม่ควรคิดเงินเจ้าเพิ่มอีกยี่สิบอีแปะ คนในครอบครัวก็ว่ากล่าวข้าอย่างหนักแล้ว นี่เป็นเงินสี่สิบอีแปะ ข้าคืนให้เจ้า”
“ไม่ต้องๆ ในเมื่อให้พวกเจ้าแล้ว จะเอาคืนกลับมาได้อย่างไรกัน” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด
“หมายความว่าพี่เอ้ออิ๋นไม่ยอมให้อภัยพวกเรา” หนิวเอ้อร์พูดขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
ตอนที่เมิ่งเอ้ออิ๋นไม่รู้จะทำอย่างไรดีนั้น เมิ่งเชี่ยนโยวก็เดินออกมาจากประตูใหญ่พูดกับทั้งสองคนว่า “ท่านอาหนิวเอ้อร์ ท่านอาหลิวซาน เงินนี้พวกท่านเอากลับไปเถอะเจ้าค่ะ ท่านพ่อของข้ารับเอาไว้ไม่ได้ สำหรับงานก่อสร้างนั้น ตอนนี้ก็มีคนเพียงพอแล้ว หากต่อไปยังต้องการอีก พ่อข้าจะต้องไปหาพวกท่านก่อนใครแน่นอนเจ้าค่ะ”
ทั้งสองเมื่อได้ยินก็รู้ว่าไม่ต้องการเรียกใช้พวกเขา เช่นนั้นจึงพูดขอร้องขึ้นอีกครั้ง “พี่เอ้ออิ๋น พวกเราก็สำนึกผิดแล้ว เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมรับเงินคืนไป เช่นนั้นพวกเราสองคนจะทำงานให้พวกเจ้าเปล่าๆ หนึ่งวันเป็นอย่างไร”
“ท่านอาหนิวเอ้อร์ ท่านอาหลิวซาน” เมิ่งเชี่ยนโยวเรียกขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขัง “พวกท่านทำเช่นนี้อยากให้ครอบครัวของเราต้องสู้หน้าคนทั้งหมู่บ้านไม่ได้หรืออย่างไร มีสิทธิ์อะไรมาให้พวกท่านทำงานให้เราเปล่าๆ หนึ่งวัน”
“พวกเราไม่ได้หมายความเช่นนั้น พวกเราเพียงแค่ต้องการ...” หลิวซานรีบร้อนอธิบายขึ้น
“พวกเราเข้าใจความหมายของพวกท่านเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวตัดบทคำพูดพวกเขา “ข้าอยากถามพวกท่านว่า หากไม่ใช่เพราะวันนี้บ้านพวกเราตัดเงินจ่ายค่าแรงสามวัน พวกท่านจะมาของานทำหรือไม่ จะมาคืนเงินสี่สิบอีแปะนี้หรือไม่”
ทั้งสองคนต่างพูดอะไรไม่ออก
“กลับกันแล้ว ต่อให้พวกท่านตั้งใจมาคืนเงินให้ด้วยใจจริง พวกเราก็ไม่มีทางรับพวกท่านมาทำงาน เพราะตั้งแต่แรกพวกท่านก็ไม่คิดว่าพวกเราจะจ่ายเงินค่าแรงได้จริงๆ สำหรับคนที่ไม่เชื่อใจกัน พวกเราก็ไม่อยากใช้งาน”
หนิวเอ้อร์และหลิวซานยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้เดินคอตกจากไป
เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดขึ้นอย่างไม่สบายใจ “โยวเอ๋อร์ ลูกทำเช่นนี้จะเกินไปหน่อยหรือเปล่า ปกติพวกเขาก็ไม่ใช่คนจิตใจคับแคบอะไร”
“ท่านพ่อ ทุกคนต่างต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองกระทำไว้ พวกเขาก่อความผิดไว้ก่อน หากพวกเขามาทำงานตั้งแต่วันแรก ข้าอาจจะยอมรับก็ได้ เพราะนั่นเป็นคนละเรื่องกัน แต่พวกเขาไม่ทำ ตอนนี้กลับจะมาขอร้อง หากวันนี้ท่านใจอ่อนยอมรับปาก แล้วต่อไปล่ะเจ้าคะ ต่อไปพวกเขาจะยังได้เจอคนที่พูดง่ายเช่นท่านอีกหรือไม่ หากไม่เจอ พวกเขาจะทำอย่างไร ปลูกอะไรก็ย่อมได้ผลเช่นนั้น หวังว่าครั้งนี้พวกเขาจะเข้าใจทุกอย่าง ต่อไปเวลาพวกเราจะเรียกใช้คนอีก พวกเขาจะต้องก้าวออกมาเป็นคนแรก”
แม้จะฟังดูมีเหตุผล ทว่าเมิ่งเอ้ออิ๋นก็ยังคงไม่เห็นด้วยกับวิธีการของลูกสาว ตอนที่เขากำลังคิดจะพูดอะไรต่อนั้น ไม่ไกลออกไปก็มีกลุ่มคนจำนวนเดินเข้ามา ร้องเรียกทักทายเขาลิบๆ
เมิ่งเอ้ออิ๋นรับคำ เมิ่งเชี่ยนโยวยืนอยู่อีกด้านไม่พูดอะไร คนที่มารีบแจ้งจุดประสงค์ เมิ่งเอ้ออิ๋นมองคนพวกนั้นอย่างลำบากใจ พลันไม่รู้ว่าจะตอบพวกเขาอย่างไร
“บ้านน้องรองหาคนงานข้าเป็นคนตัดสินใจ” เสียงของเมิ่งต้าจินดังลอยออกมา เมิ่งเอ้ออิ๋นถอนหายใจอย่างโล่งอก พี่ใหญ่มาได้ทันเวลาจริงๆ
“พวกเจ้าไม่ต้องมาแล้ว คนงานมีเพียงพอแล้ว ตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องการคนเพิ่ม” เมิ่งต้าจินเดินไปยืนหน้าประตู พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
ทุกคนเห็นเมิ่งต้าจินก็รู้ว่าเรื่องในวันนี้ไม่สำเร็จแล้ว เดิมทีทุกคนคิดจะฉวยโอกาสมาหาเมิ่งเอ้ออิ๋นช่วงเวลากินข้าว เมิ่งเอ้ออิ๋นเป็นคนซื่อ หากมีคนมากมายมาขอร้องเขาจะต้องหน้าบางปฏิเสธไม่ลงแน่ แต่ไม่คิดว่าพวกเขาเพิ่งมาถึงเมิ่งต้าจินก็มาถึงเช่นกัน ทุกคนจึงไม่มีทางเลือก จำต้องกลับบ้านไป
เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบเก้าอี้ตัวหนึ่งให้เมิ่งฉีส่งให้เมิ่งต้าจิน เมิ่งต้าจินจึงนั่งลงบนเก้าอี้ รอเหล่าผู้คนที่จะดาหน้ามาขอร้อง พอทุกคนเห็นว่าเมิ่งต้าจินนั่งอยู่หน้าประตู ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่มีทางคุยต่อได้ แม้แต่จะเดินหน้าเข้ามาก็ยังไม่กล้า หันหลังกลับบ้านไปทันที
จนถึงตอนค่ำ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมาแล้ว เมิ่งต้าจินถึงลุกขึ้นกลับบ้านไป