ความลับแห่งจินเหลียน: Chapter 008 ตอนที่ 8
ตอนที่ 8 เหอซื่อปี้
เหอซื่อปี้เหรอ แน่นอนว่าซีเหมินจินเหลียนเคยได้ยินตำนานนี้มาก่อน ตามตำนานเล่าว่าเปี้ยนเหอผู้น่าสงสาร เขาเป็นชาวแคว้นฉู่ และเป็นผู้ค้นพบก้อนหยกดิบ เขาถวายก้อนหยกดิบแก่เจ้าครองแคว้นฉู่ถึงสองครั้ง แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกต้มตุ๋มจึงถูกสั่งให้ตัดขาทิ้งทั้งสองข้าง เปี้ยนเหอได้แต่หอบก้อนหยกดิบไปร้องไห้เสียใจที่เขาฉู่ซาน เมื่อฉู่เหวินหวางทราบเรื่อง จึงให้คนไปสอบถาม เปี้ยนเหอได้แต่ตัดพ้อ “ข้าหาได้เสียใจที่สองขาถูกตัดไม่ แต่เศร้าใจที่หยกล้ำค่าถูกมองว่าเป็นเพียงศิลาไร้ค่า”
ต่อมา ฉู่เหวินหวางรับสั่งให้ผ่าก้อนหยกดิบออก ปรากฏว่ามีหยกหายากซ่อนอยู่จริง จึงตั้งชื่อว่า
เหอซื่อปี้ (หยกสกุลเหอ) และมีตำนานลี้ลับอีกมากมายเกี่ยวกับหยกเหอซื่อปี้ที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้
ครั้งแรกที่ซีเหมินจินเหลียนได้อ่านตำนานเรื่องนี้ เธอแค่รู้สึกว่าเปี้ยนเหอคนนี้ช่างโง่เขลาจริงๆ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นหยกล้ำค่า ทำไมถึงไม่ผ่าให้เห็นเนื้อหยกแล้วค่อยนำไปถวาย ไม่แน่ว่าอาจจะได้ยศฐาบรรดาศักดิ์และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเสียด้วยซ้ำ
“นั่นน่าจะเป็นหวยหยกก้อนแรกที่เคยมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์แล้วล่ะ” หลินเสวียนหลานขับรถไปก็อดไม่ไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องน่าสนุกเกี่ยวกับหวยหยกให้ซีเหมินจินเหลียนฟังจนเธอมึนงงไปหมด
“คุณหลิน ฟังจากที่คุณเล่าแล้ว ถ้าหากเจอหยกสีเขียวจริงก็หมายความว่ารวยเละเพียงชั่วข้ามคืนนะสิ” ซีเหมินจินเหลียนถามด้วยความสนใจ “โชคดียิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่อีกสินะ”
“รางวัลที่หนึ่งแค่เท่าไหร่เอง ห้าล้านใช่ไหม” หลินเสวียนหลานส่ายหัวเล็กน้อย “ที่งานประมูลหยกสีเขียวที่เมืองย่างกุ้งในพม่า อย่าว่าแต่ห้าล้านเลย ห้าสิบล้านยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
ซีเหมินจินเหลียนตะลึงจนพูดไม่ออก โอ้ พระเจ้า! ห้าสิบล้านยังถือว่าน้อยไปเหรอเนี่ย
“ผมจะบอกอะไรให้นะ ปู่ของผมก็สร้างเนื้อสร้างตัวและร่ำรวยจากหวยหยกนี่แหละ ผมเองก็พอมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง นี่ผมยังเคยไปเสี่ยงโชคที่เมืองเจียหยางมาแล้วด้วยนะ” หลินเสวียนหลานเล่าไปยิ้มไป
จากการพูดคุยกัน ทำให้ซีเหมินจินเหลียนพอจะเข้าใจเกี่ยวกับหวยหยกขึ้นมาบ้าง เนื่องจากยังไม่มีเครื่องมือที่สามารถมองทะลุเปลือกหยกได้ หากไม่ผ่าก้อนหยกดิบออก ก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้างในจะเป็นเพียงหินไร้ค่า หรือหยกสีเขียวล้ำค่ากันแน่
และสิ่งหนึ่งที่ปรากฏตลอดการสนทนาก็คือ...การเสี่ยงโชค!
การเสี่ยงโชคกับหินหยก ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบสายตาและประสบการณ์ต่างๆ ของนักเสี่ยงโชคเท่านั้น หากแต่ยังต้องอาศัยดวงด้วย แน่นอนว่าเรื่องดวงเป็นแค่ปัจจัยเสริม ส่วนประสบการณ์นี่สิของจริง ไม่ว่าจะเป็นเปลือกหยก ลายหยก เหมืองหยก ความโปร่งใสของหยก ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการอ่านหยก[footnoteRef:1]และตัดสินใจว่าหินหยกก้อนนั้นคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือไม่ [1: การอ่านหยก คือการวิเคราะห์รายละเอียดต่างๆ ของก้อนหยกดิบ ไม่ว่าจะเป็นเปลือกหยก ลายหยก ความโปร่งใส หรือเหมืองหยกของหินหยกก้อนนั้นๆ เพื่อประเมินว่าหินหยกนั้นๆ มีความเป็นไปได้ที่จะมีหยกซ่อนอยู่ภายในหรือไม่]
สำหรับซีเหมินจินเหลียนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสีของเปลือกหยก ลักษณะเปลือกหยก ลายหยก เหมืองหยก หรือความโปร่งใสอะไรก็ตามแต่ พูดไปแล้วก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง ไม่รู้ยังไม่เท่าไหร่ แต่นี่ยิ่งฟังก็ยิ่งงง
แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เธอจำได้ขึ้นใจคือ หยกสีเขียวจะต้องโปร่งใสและสีสดใสถึงจะดี
เธอแอบพูดกับตัวเองในใจว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเหมืองหยก...ลายหยก..หรือเปลือกหยกหรอก รู้แค่ว่าข้างในมีหยกสีเขียวหรือเปล่า สีเขียวสดใสไหม แล้วโปร่งใสมากแค่ไหนก็พอ ส่วนเรื่องที่ว่าระดับความโปร่งใสมากน้อยอะไรนั่น ไม่เห็นต้องรู้เลย แค่ใสๆ เหมือนหน้าตัวเองก็พอ”
ถ้าหากหลินเสวียนหลานรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เขาคงโกรธจนกระอักเลือดใส่พวงมาลัยรถแน่ๆ ไม่สิ! ไม่ว่าจะเป็นนักเสี่ยงโชคคนไหนก็ตามที่รู้ว่าซีเหมินจินเหลียนคิดยังไง คงได้โกรธจนกระอักเลือดแน่ๆ
แน่นอนว่ามันเป็นแค่ความคิดพิเรนทร์ของเธอ ซีเหมินจินเหลียนอดไม่ได้ที่จะพูดคุยกับหลินเสวียนหลานถึงเรื่องเครื่องประดับหยกสีเขียวที่กำลังเป็นที่นิยม แต่สุดท้ายเธอก็ได้แต่เบ้ปากแล้วช่างมันเถอะ...
เครื่องประดับเพชรนิลจินดา กำไลหยกสีเขียวที่ประดับอยู่ในตู้กระจกตามห้างสรรพสินค้าทั้งหลายที่เธอชื่นชอบหนักหนา แต่ในสายตาของหลินเสวียนหลานกลับเป็นแค่ของไร้ค่าไปซะงั้น
แค่แหวนหยกสีเขียวเนื้อแก้วราคาตั้งเป็นแสน ส่วนกำไลหยกสีเขียวเนื้อแก้ว ราคาสูงถึงหลักล้านหรือแพงกว่านั้น ส่วนสร้อยคอหยกสีเขียวเนื้อแก้วก็ราคาเป็นแสน หรืออาจจะหลายแสน......
สุดท้ายซีเหมินจินเหลียนได้ข้อสรุปว่า เธอกำลังพูดคนละภาษากับหลินเสวียนหลาน มิน่าตั้งแต่โบร่ำโบราณ คนเราถึงได้ให้ความสำคัญกับการหาคู่ครองที่ฐานะเหมาะสมกัน มิเช่นนั้นหากฐานะแตกต่างกันเกินไปก็คงพูดกันไม่รู้เรื่องแน่นอน
เธอกับหวังหมิงหยางยังพอพูดกันรู้เรื่อง อย่างน้อยทั้งสองก็จัดอยู่ในฐานค่าครองชีพใกล้เคียงกัน แต่เธอกับหลินเสวียนหลานนี่มันแตกต่างกันมากเกินไปจริงๆ
เวลาที่อยู่กับหลินเสวียนหลาน ซีเหมินจินเหลียนรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุงเต็มขั้น
ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ยังเป็นแค่คนบ้านนอกอยู่ดี
“ถึงแล้วครับ!” ขณะที่ซีเหมินจินเหลียนกำลังเหม่อลอย หลินเสวียนหลานก็เอ่ยขึ้น เธอถึงรู้สึกตัวว่าหลินเสวียนหลานขับรถมาจอดตรงลานจอดรถบริเวณชั้นใต้ดินเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร เขาก็จูงมือเธอแล้ววิ่งออกไป
ซีเหมินจินเหลียนอึ้งไปเล็กน้อยที่ถูกหลินเสวียนหลานจูงมือ ดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ เขาจูงมือเธอแล้วมุ่งหน้าวิ่งไปทางตลาดค้าของเก่าทันที
ไหนๆ เมื่อคืนนี้เธอก็ถูกเขาทั้งอุ้ม ทั้งสัมผัสที่ๆ ไม่ควรสัมผัสแล้ว เวลาแบบนี้ก็คงไม่ต้องมัวแต่เขินอายกันแล้วมั้ง
ซีเหมินจินเหลียนแปลกใจมากที่ตลาดค้าของเก่าแห่งนี้เหมือนกับตลาดขายสินค้าทั่วไปไม่มีผิด มีแต่ร้านแบกะดินวางสินค้าขายระเกะระกะเต็มไปหมด บางร้านถึงกับวางของขายบนพื้นด้วยซ้ำ
ตลาดค้าของเก่าที่นี่มีของขายทุกอย่างสมชื่อจริงๆ ขายตั้งแต่ภาพเขียน แจกันเซรามิก เครื่องทองแดงเก่าๆ เหรียญโบราณ...ต่อให้วางทิ้งไว้ก็คงไม่มีใครเอา แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันเป็นอะไรบ้าง
ซีเหมินจินเหลียนสงสัยมากว่าของพวกนี้ขายได้ด้วยเหรอ แล้วใครจะซื้อ คนซื้อสมองมีปัญหาหรือเปล่า เธอเคยได้ยินว่าของเก่าบางชิ้นราคาไม่ธรรมดาเลย เพราะคนเล่นของเก่าพวกนี้ คุณค่าของมันอยู่ที่กาลเวลา ข้อนี้คนบ้านนอกอย่างเธอก็เข้าใจอยู่
ครั้งนี้เธอจึงไม่ได้ถามสิ่งที่เธอสงสัยออกไป ของเก่าพวกนี้มันของปลอมทั้งนั้น เธอได้ยินคนเขาพูดกันบ่อยๆ ว่าของปลอมนานไปก็กลายเป็นของเก่า ของปลอมของเก่าผสมปนเปกันไป นี่ล่ะเสน่ห์ของตลาดค้าของเก่า
เธอไม่มีเงินและไม่มีความรู้เรื่องของเก่า จึงไม่เคยคิดที่จะมาตามล่าหาสมบัติที่ตลาดค้าของเก่าแบบนี้
หลินเสวียนหลานไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จูงมือเธอมาจนถึงหน้าร้านร้านหนึ่งที่มีผู้คนห้อมล้อมอยู่เต็มหน้าร้าน ไม่รู้เหมือนกันว่ามุงดูอะไรกันอยู่
หลินเสวียนหลานเหมือนเด็กๆ ที่กำลังสนุกกับงานรื่นเริง เขาจูงมือซีเหมินจินเหลียนแล้วใช้แรงเพื่อเบียดตัวเข้าไปให้ได้ ทันใดนั้นก็มีคนทักขึ้น “คุณชายหลิน ทำไมถึงมาเอาป่านนี้”
“พอดีติดธุระนิดหน่อย ก็เลยมาช้าน่ะครับ!” หลินเสวียนหลานรีบอธิบาย “แต่ท่านประธานซุนมาเร็วจังนะครับ”
คนที่ถูกเรียกว่าประธานซุนอายุประมาณสามสิบกว่าๆ รูปร่างอ้วนท้วนสูงใหญ่ ใบหน้ากลมๆ ประดับด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ซีเหมินจินเหลียนอดมองเขาไม่ได้ ส่วนเขาก็ส่งยิ้มให้เธอแล้วว่า “ผมว่าแล้วเชียว ปกติถ้าเถ้าแก่โจวมีของใหม่มาเมื่อไหร่ คุณต้องรีบมาทันที แต่วันนี้กลับยังไม่มาสักที สงสัยจะติดธุระอยู่แน่ๆ ที่แท้ก็ติดธุระอยู่กับสาวสวยนี่เอง!”
“นี่ไง เสน่ห์ของหยกสีเขียวหรือจะสู้เสน่ห์อิสตรี!” ชายวัยห้าสิบกว่าๆ รูปร่างสันทัด สวมใส่ชุดฉางผาวที่เป็นเสื้อคลุมยาวทำจากผ้าไหมซาตินสีน้ำเงิน ท่าทางมีเลศนัย ส่งเสียงถามยิ้มๆ
“นี่เถ้าแก่โจวก็แซวผมด้วยอีกคนเหรอครับเนี่ย ผมกับคุณซีเหมินเพิ่งรู้จักกันเอง” หลินเสวียนหลานรีบแก้ตัวพลางมองซีเหมินจินเหลียน แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองจับมือเธออยู่จึงรีบปล่อยมือทันที
ท่าทางแบบนี้ยิ่งส่อพิรุธ ทั้งประธานซุนทั้งเถ้าแก่โจวต่างพากันหัวเราะชอบใจใหญ่
________________________________________