พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 052 ตอนที่ 52
ตอนที่ 52 แรกปรากฏการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” มั่วชิงเฉินถามอย่างประหลาดใจ สองปีผ่านไป มั่วหนิงโหรวก็มีความสุขุมเพิ่มขึ้นจากความอ่อนแอที่เป็นมาแต่เดิม ไม่ค่อยเห็นนางลุกลี้ลุกลนเช่นนี้แล้ว
แล้วก็เห็นริมฝีปากมั่วหนิงโหรวซีดเซียวไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย พูดตัวสั่นงันงกว่า “พี่เก้า...พี่เก้านาง...นาง...”
มั่วชิงเฉินร้อนใจจนกระทืบเท้าว่า “พี่เก้าเป็นอะไร พี่สิบสี่ ใจเย็นๆ หน่อย”
“พี่เก้านางฆ่าท่านอาสะใภ้สิบแล้ว!” มั่วหนิงโหรวพูดจบก็ขาอ่อนจะล้มลง โชคดีที่มั่วชิงเฉินตาไวรีบพยุงนางไว้
ล้อเล่นน่ะ นี่มันมันสะพานเมฆนะ หากตกลงไปเกรงว่าจะไม่ใช่แค่เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำเท่านั้น
แม้มั่วชิงเฉินดูสุขุมกว่ามั่วหนิงโหรว แต่ในใจกลับเหมือนคลื่นลมถาโถม
ไม่คิดว่ามั่วเฟยเยียนจะฆ่าท่านอาสะใภ้สิบเสียแล้ว!
ในพริบตานั้น หญิงงามที่ประดับเพียงดอกไม้มุกเงินเรียบง่ายคู่หนึ่งในชุดเขียวดูสุภาพคนนั้นพลันปรากฏขึ้นในสมองมั่วชิงเฉิน
หรือว่า...หรือว่าหญิงสาวที่กระชดกระช้อยดุจดอกไม้เช่นนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นศพเย็นเฉียบไปแล้ว
ต่อจากนั้นใบหน้าเย็นชาดุจหิมะมาตลอดของมั่วเฟยเยียนพลันผ่านเข้ามาในสมองมั่วชิงเฉิน มั่วเฟยเยียนที่เพิกเฉยต่อเรื่องทางโลกมาตลอด ราวกับในใจมีเพียงหลักการมีชีวิตยืนยาวเท่านั้น กลับฆ่าท่านอาสะใภ้สิบเสียแล้ว!
มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงว่าเรื่องทุกอย่างนี้ไร้สาระเหมือนอยู่ในความฝัน ดูไม่เป็นความจริง ทว่าร่างกายของมั่วหนิงโหรวที่สั่นสะท้านอยู่ตรงหน้ากลับบอกนางว่า นางไม่มีทางนำเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่นเด็ดขาด
ในชั่วพริบตา มั่วชิงเฉินก็นึกถึงคืนนั้น นางกับหู่โถวนั่งนกกระเรียนกระดาษด้วยกันท่องไปบนฟ้า ระหว่างที่กำลังหลงระเริงนกกระเรียนกระดาษพลันร่วงลงข้างล่างในทันที สุดท้ายหยุดอยู่บนต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่ม
และที่นั่นเอง มั่วชิงเฉินได้ยินบทสนทนาพริ้มพรายชวนให้คิดลึกท่อนหนึ่ง เนื้อหานั้นทำให้นางตกตะลึงใจหาย
ตั้งแต่นั้นมั่วชิงเฉินตัดสินใจผนึกความทรงจำช่วงนั้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจ จนกระทั่งพริบตาเดียวสองปีผ่านไป นางก็เลือกที่จะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
นึกถึงเรื่องนี้ มั่วชิงเฉินก็หน้าซีดลงในทันใด หรือว่า...หรือว่าความสัมพันธ์ไม่ถูกไม่ควรของท่านอาเก้าและท่านอาสะใภ้สิบ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว หนำซ้ำยังพอดีถูกมั่วเฟยเยียนเห็นเข้าพอดี
“พี่สิบสี่ เหตุใดพี่เก้าถึงฆ่าท่านอาสะใภ้สิบล่ะ” มั่วชิงเฉินถามเสียงแหบแห้ง
เสียงของมั่วหนิงโหรวราวกับจะร้องไห้ออกมาก็ไม่ปาน “ข้า...ข้าไม่รู้ ข้ากับพี่สิบอยู่ในห้อง เมื่อได้ยินข่าวคราวพี่สิบก็ใช้คาถาเหยียบลมไปทางโน้นแล้ว ข้าเดินช้า ถึงมาเจอเจ้าที่นี่ น้องสิบหก เรา...รีบไปดูเถอะ”
“ไป” มั่วชิงเฉินพูดพลางจูงมือกับมั่วหนิงโหรวโจนทะยานไป
“คุณหนู รอบ่าวด้วย” อวิ๋นจือร้องเรียกวิ่งตามมาข้างหลัง
สถานที่เกิดเหตุก็คือตรงภูเขาจำลองในสวนดอกไม้ด้านหลัง เมื่อพวกมั่วชิงเฉินสามคนไปถึง เหลือเพียงบ่าวไพร่ไม่กี่คนกำลังทำความสะอาดสถานเกิดเหตุอยู่ บนศิลาเขียวยังมองเห็นรอยเลือดจางๆ ได้
“พี่เก้าล่ะ” มั่วหนิงโหรงลากบ่าวไว้คนหนึ่ง ถามอย่างเสียกิริยา
บ่าวผู้นั้นเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง เห็นคุณหนูสิบสี่ที่ปกติเป็นดั่งเซียนยื่นมือดึงแขนเสื้อเขาไว้ ก็อดตื่นตระหนกไม่ได้ หน้าแดงก่ำ ผ่านไปครึ่งค่อนวันก็พูดอะไรไม่ออก
“พี่สิบสี่ ท่านใจเย็นหน่อย” มั่วชิงเฉินเอ่ยเสียงดัง จากนั้นมองไปทางบ่าวคนนั้นว่า “เจ้าไม่ต้องลน ค่อยๆ เล่าให้พวกเราฟัง พี่สิบเวลานี้ไปไหนแล้ว”
บ่าวไพร่ไม่กี่คนมองหน้ากันและกัน
มั่วชิงเฉินเอ่ยเสียงเข้มว่า “พวกเจ้าไม่ต้องปิดบัง ในเมื่อเราได้ข่าวแล้ว จะช้าหรือเร็วก็ต้องรู้เรื่องนี้ เราเพียงแต่เป็นห่วงพี่เก้า ดังนั้นจึงอยากรู้ให้เร็วหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“คุณหนูเก้า...ถูกพาไปโถงลงทัณฑ์แล้ว” บ่าวที่ถูกมั่วหนิงโหรวดึงแขนเสื้อเมื่อครู่กล่าว
“เช่นนั้นท่านอาสะใภ้สิบล่ะ” มั่วชิงเฉินถามต่อ
“ก็ถูกย้ายไปโถงลงทัณฑ์แล้วเช่นกัน” บ่าวอีกคนหนึ่งกล่าว
ย้ายไป? ถ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าท่าอาสะใภ้สิบตายแล้วแน่นอน?
“เช่นนั้นตกลงเกิดเรื่องอะไรกันขึ้น พี่เก้าฆ่าท่านอาสะใภ้สิบจริงหรือ” มั่วหนิงโหรวถามอย่างรีบร้อน
ทีนี้ บ่าวไพร่ไม่กี่คนนั้นต่างล้วนหุบปาก เป็นตายก็ไม่ยอมเปิดปากแล้ว
มั่วชิงเฉินรู้ชัดแก่ใจ เห็นเพียงสถานที่เกิดเหตุนี้ เห็นชัดแล้วว่าขณะที่ท่านอาเก้าและท่านอาสะใภ้สิบกำลังลักลอบมีความสัมพันธ์กันกลับถูกมั่วเฟยเยียนพบเข้าพอดี มั่วเฟยเยียนเกิดโมโหชั่ววูบฆ่าท่านอาสะใภ้สิบเสีย
บ่าวไพรไม่กี่คนนี้ต่อให้รู้ต้นสายปลายเหตุ เกรงว่าตีให้ตายก็ไม่กล้าเล่าให้คุณหนูทั้งสองท่านฟัง
เมื่อนึกขึ้นได้มั่วชิงเฉินดึงมั่วหนิงโหรวว่า “พี่สิบสี่ คิดว่าพวกเขาคงรู้ไม่มาก เราไปดูสถานการณ์ที่โถงลงทัณฑ์ก่อนดีกว่า”
“ดีๆ” เวลานี้มั่วหนิงโหรวไม่มีสติแล้ว มั่วชิงเฉินพูดอะไรก็รีบเห็นด้วย
ขณะที่พวกมั่วชิงเฉินสามคนรีบมุ่งหน้าไปโถงลงทัณฑ์ กลับพบมั่วหร่านอีระหว่างทาง
“พี่สิบ เป็นเช่นไรบ้างแล้ว” มั่วหนิงโหรวเห็นมั่วหร่านอีจึงรีบร้อนถาม
มั่วหร่านอีเหล่มั่วชิงเฉินปราดหนึ่ง จากนั้นว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรกันแน่ เมื่อข้าไปถึงโถงลงทัณฑ์ พวกท่านหัวหน้าตระกูลต่างอยู่ที่นั่นกันหมด ยังไล่พวกเราออกมากันหมดเลย”
“เช่นนั้นพี่เก้ากับท่านอาสะใภ้สิบล่ะ” มั่วหนิงโหรวถามอีก
“ท่านอาสะใภ้สิบ...” พูดถึงตรงนี้มั่วหร่านอีชะงักทีหนึ่ง จึงพูดต่อว่า “ท่านอาสะใภ้สิบถูกย้ายไปโถงพิธีแล้ว มั่วเฟยเยียนนาง ถูกส่งไปสำนึกผิดยังที่พำนักของท่านหัวหน้าตระกูล ห้ามออกจากลานบ้านแม้แต่ก้าวเดียว”
พูดถึงตรงนี้ มั่วหร่านอีสีหน้าประหลาดขึ้นมา
“เอ๋ นี่เพราะเหตุใดล่ะ” มั่วหนิงโหรวฟังบทลงโทษของมั่วเฟยเยียนแล้วเอ่ยอย่างประหลาดใจ
มั่วหร่านอีส่ายศีรษะว่า “ไม่รู้ ตอนที่ข้าไปถึง แม้แต่พวกท่านอาสิบสามท่านอาสิบสี่ก็ถูกไล่ออกมา ข้างในเหลือเพียงครอบครัวท่านอาเก้าและรุ่นท่านปู่ไม่กี่ท่าน เรื่องนี้ เกรงว่าจะไม่ง่ายเช่นนี้ มั่วเฟยเยียนต้องมีปัญหาใหญ่แน่แล้ว”
มั่วหนิงโหรวกัดริมฝีปากว่า “หรือว่า...หรือว่าท่านปู่หัวหน้าตระกูลจะฆ่าพี่เก้า นี่...นี่เป็นไปไม่ได้!”
ท่านอาสะใภ้สิบที่ตายไปเป็นคนแซ่อื่น มั่วเฟยเยียนที่พรสวรรค์ไร้ที่เปรียบ ใครหนักใครเบา แม้แต่มั่วหนิงโหรวตัวเล็กๆ ก็รู้ชัดเจนดี
มั่วหร่านอีจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม ว่า “แน่นอนว่าไม่ ต่อให้ท่านปู่หัวหน้าตระกูลจะทำ ตระกูลมั่วทั้งตระกูลก็ไม่รับปากหรอก หึๆ มั่วเฟยเยียนที่มีรากวิญญาณธาตุน้ำแข็ง เป็นความหวังในการเชิดชูตระกูลมั่วมาตลอด! เพียงแต่ พวกเจ้าอย่างลืมนะ ว่าท่านอาสะใภ้สิบเป็นคนของตระกูลเฉิน!”
มั่วชิงเฉินที่ฟังอย่างสงบมาตลอด เวลานี้ถึงทนไม่ได้ออกเสียงว่า “ตระกูลเฉิน?”
มั่วหร่านอีมองมั่วชิงเฉินแล้วหัวเราะเย้ยทีหนึ่ง “เจ้าสิบหก เจ้าไม่ใช่ไม่รู้ว่าท่านอาสะใภ้สิบเป็นคนตระกูลเฉินหรอกนะ”
มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะ ในระหว่างสองปีไม่ครบดีนี้ นางแทบจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญเพียร ไหนเลยจะมีเวลาว่างสนใจว่าแม่หม้ายคนหนึ่งเป็นคนที่ไหน ยิ่งกว่านั้นเพราะไปเห็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนนั่น นางที่ไม่ยอมหาเรื่องใส่ตัวมาตลอด หลบยังกลัวหลบไม่ทันด้วยซ้ำ!
“เมืองลั่วหยางเรามีตระกูลบำเพ็ญเพียรทั้งหมดสี่ตระกูลใหญ่ แยกเป็นตระกูลโอวหยาง ตระกูลฮวา ตระกูลเฉิน และเราตระกูลมั่ว ท่านอาสะใภ้สิบเป็นบุตรีสายเอกแห่งตระกูลเฉิน หนำซ้ำยังมีรากวิญญาณคู่ชั้นเลิศ ได้ยินว่าตอนนั้นหากไม่ใช่ท่านอาสิบเห็นนางครั้งเดียวก็ถูกใจเข้า ใช้หินเปลวแห่งทวีปเหยียนเป็นของหมั้นหมาย ตระกูลเฉินอย่างไรก็ไม่ยอมให้ท่านอาสะใภ้สิบลดตัวแต่งเข้ามาหรอก ต้องรู้นะว่า บุตรีตระกูลเฉินนั้นเป็นสมบัติที่ล้ำค่ามากเลยนะ” มั่วหร่านอีพูดด้วยน้ำเสียงประหลาด
หินเปลวแห่งทวีปเหยียน? มั่วชิงเฉินฟังแล้วก็ตกใจ จำได้ว่าคัมภีร์อธิบายการบำเพ็ญเพียรสายเทียนหยวนนั้นเคยพูดถึงไว้ หินเปลวแห่งทวีปเหยียนมาจากหนึ่งในสิบบูรพทวีป นั่นคือทวีปเหยียน เป็นหินประหลาดธาตุไฟ เหมาะสำหรับใส่เข้าไปในอาวุธเวทธาตุไฟเป็นพิเศษ เป็นวัตถุดิบที่หายาก
ด้วยกำลังของตระกูลมั่วสามารถใช้หินเปลวแห่งทวีปเหยียนเป็นของหมั้นหมาย นี่คือความจริงใจใหญ่หลวงแล้ว
เมื่อนึกถึงตรงนี้ใจมั่วชิงเฉินพลันบีบรัดคราหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นฐานะท่านอาสะใภ้สิบในตระกูลเฉินก็ไม่ต่ำน่ะสิ
ดูท่า มั่วเฟยเยียนจะมีปัญหาใหญ่จริงๆ เสียแล้ว หรืออาจพูดว่า ตระกูลมั่วมีปัญหาใหญ่แล้ว!
มั่วหนิงโหรวกลับไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ เพียงแต่ได้ยินคำพูดของมั่วหร่านอีแล้วเกิดไม่พอใจว่า “บุตรีของตระกูลเฉินก็คือสมบัติล้ำค่าเช่นนั้นหรือ”
“หึๆ น้องสิบสี่ เจ้าเกิดในตระกูลมั่วแต่เด็ก ไม่ใช่ไม่รู้ ในสี่ตระกูลใหญ่ กำลังแข็งแกร่งที่สุดคือตระกูลโอวหยาง ส่วนได้ชื่อว่าบุตรีงดงามนั้นก็คือตระกูลเฉินนะ!” แม้มั่วหร่านอีจะพูดเช่นนี้ สีหน้ากลับแฝงไว้ด้วยความดูถูก
มั่วชิงเฉินกลับไม่มีกะจิตกะใจคิดเรื่องเหล่านี้ แต่กลับถามตรงๆ ว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นท่านอาสิบไม่อยู่แล้ว เหตุใดท่านอาสะใภ้สิบจึงไม่กลับตระกูลเฉินล่ะ”
นางไม่เชื่อหรอก ผู้บำเพ็ญเพียรจะเหมือนอย่างตระกูลใหญ่ในโลกฆราวาส สามีตายแล้วผู้หญิงยังต้องเป็นหม้ายไปตลอดเพื่อรักษาเกียรติยศ
“นี่ก็เป็นเรื่องที่คนมากมายในตระกูลไม่เข้าใจ ตอนนั้นก็ไม่เห็นท่านอาสะใภ้สิบและท่านอาสิบจะรักกันสักเพียงไหน ทว่าท่านอาสิบไปแล้ว ไม่คิดว่าท่านอาสะใภ้สิบไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมจากตระกูลมั่วไป ต่อให้ท่านหัวหน้าตระกูลเฉินออกปาก ไม่คิดว่านางตัดผมปอยหนึ่งให้คนนำกลับไป บอกเป็นตายก็อยู่ที่ตระกูลมั่วนี่แล้ว” มั่วหร่านอีก็เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
มั่วชิงเฉินถอนใจทีหนึ่ง ความจริงในนี้ เกรงว่านอกจากไม่กี่คนในโถงลงทัณฑ์แล้ว ก็มีแต่นางแล้วที่รู้
ท่านอาสะใภ้สิบผู้นั้น ตกลงควรบอกว่านางบูชาความรักดี หรือว่าไร้ยางอายดีนะ
การตายของท่านอาสะใภ้สิบ เห็นชัดว่าปิดไม่อยู่ ดูจากวิธีการของท่านหัวหน้าตระกูลแล้ว เกรงว่าคงคิดปิดบังความจริง อย่างไรเสียพี่ชายของสามีและน้องสะใภ้มีความสัมพันธ์ไม่ถูกต้อง ต่อให้เป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร ก็เป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วน
“ถ้าเช่นนั้นพี่เก้าจะทำเช่นไร ตระกูลเฉินจะส่งคนมาขอให้ท่านปู่หัวหน้าตระกูลลงโทษพี่เก้าหรือไม่” มั่วหนิงโหรวฟังแล้วก็เอ่ยอย่างเป็นห่วง
มั่วหร่านอีกัดริมฝีปากว่า “ข้าก็ไม่รู้ เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น ทว่าจะเป็นอะไรไป มั่วเฟยเยียนนางมีรากวิญญาณธาตุน้ำแข็งแปรผัน ไม่ว่าอย่างไรตระกูลมั่วก็ต้องปกป้องนางไว้ ไม่เห็นท่านปู่หัวหน้าตระกูลสั่งให้นางสำนึกผิดบังหน้านั่นหรือ ความจริงคือให้นางอยู่ในที่พำนักตนเพื่อปกป้องนางด้วยตนเอง ไม่รู้นางเกิดบ้าอะไรขึ้นมา จู่ๆ ก็ฆ่าท่านอาสะใภ้สิบ หึ ถึงท้ายสุด ยังต้องให้ตระกูลมั่วทั้งตระกูลคอยเช็ดก้นให้นาง!”
“พี่สิบ ท่านอย่าพูดเช่นนี้สิ พี่เก้านางทำเช่นนี้ ต้องมีสาเหตุแน่ๆ” มั่วหนิงโหรวเอ่ยอย่างมั่นใจ
นอกจากพี่น้องคลานตามกันมาอย่างมั่วหร่านอีแล้ว ทั้งตระกูลมั่ว ที่มั่วหนิงโหรวชอบที่สุดคือมั่วชิงเฉินและหู่โถว ที่นับถือที่สุดกลับเป็นมั่วเฟยเยียน
“เอาเถอะ เจ้าสิบสี่ เจ้าอายุน้อยๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้ ตามข้ากลับไปบำเพ็ญเพียรถึงจะถูกต้อง” มั่วหร่านอีพูดพลางดึงมั่วหนิงโหรวเข้ามา เพียงแค่มองมั่วชิงเฉินปราดหนึ่งก็จากไปเสียแล้ว
มั่วชิงเฉินยิ้มอย่างรันทดทีหนึ่ง สองปีผ่านไป ไม่เพียงมั่วอวี้ฉีกับนางเปรียบเหมือนน้ำกับไฟ แม้แต่มั่วหร่านอีที่เดิมทีไม่เห็นอะไรอยู่ในสายตาทั้งนั้น ท่าทีที่มีต่อนางก็นับวันยิ่งบอกไม่ถูกแล้ว
“คุณหนู พวกเราทำอย่างไรดี” อวิ๋นจือเห็นพวกมั่วหร่านอีสองคนจูงมือจากไป มั่วชิงเฉินยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น จึงทนไม่ไหวออกปากถาม
“พี่อวิ๋นจือ พี่สาวของพี่ พี่อวิ๋นซาน บัดนี้ควรจะอยู่ที่ใด” มั่วชิงเฉินจ้องหน้าอวิ๋นจือ ถามออกเสียง
อวิ๋นจือตาเป็นประกาย “ใช่แล้ว บัดนี้ท่านพี่ต้องอยู่ในสวนชูซิ่ว คุณหนู ท่านตามข้ามา”
อวิ๋นจือพามั่วชิงเฉินรีบไปสวนชูซิ่ว เมื่อถึงที่นั่น กลับปรากฏประตูใหญ่เปิดกว้าง
อวิ๋นจือหน้าเปลี่ยนสีเดินไปในลานบ้าน กลับมองปิ่นดอกไม้อันหนึ่งบนพื้นแล้วชะงักนิ่งอยู่ตรงนั้น