พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 051 ตอนที่ 51
ตอนที่ 51 ดอกไม้โปรยปรายตามสายน้ำ
เห็นท่าทางโมโหโกรธาของมั่วอวี้ฉี มั่วชิงเฉินยิ้มหวานว่า “หากท่านพี่สิบเอ็ดเต็มใจ ชิงเฉินย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”
“ได้! ได้! เจ้าคอยดู!” มั่วอวี้ฉีพูดจบก็ผลักผู้เป็นมารดาออกทันที เอามือปิดหน้าแล้ววิ่งทะยานออกไป
มั่วชิงเฉินเม้มปากนั่งลงเสียใหม่ หยิบตะเกียบกินอาหารไปคำหนึ่ง
บรรยากาศชะงักเพียงชั่วครู่เท่านั้น แล้วก็ครึกครื้นขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นตระกูลสนับสนุนให้ผู้บำเพ็ญเพียรช่วงชิงกันมาตลอด เรื่องเช่นนี้ก็เห็นกันจนชินแล้ว
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ กลับมีคนไม่น้อยเริ่มคาดหวังต่อการประลองย่อยปลายปีปีหน้าขึ้นมา
“ท่านอาสิบสี่ ชิงเฉินมาอยู่ในตระกูล ดีที่ได้ท่านดูแล วันนี้ชิงเฉินของคารวะท่านหนึ่งจอก” ถึงช่วงเวลาคารวะสุรา มั่วชิงเฉินหยิบจอกกระเบื้องขาวใบเล็กมาถึงหน้ามั่วสิบสี่แล้วเอ่ยเสียงเบา
มั่วสิบสี่ยิ้มแผ่วเบาหนึ่งที “นางหนู เจ้านี่ ดูไม่ออกจริงๆ ว่าจะเป็นคนใจกล้า นางหนู เจ้าต้องรู้นะ ปีนี้เจ้าอาศัยความได้เปรียบที่ผู้อื่นคาดไม่ถึง อีกทั้งเพราะการมาเยือนของคนตระกูลฮวา ปีนี้จึงยกเลิกการประลองจิตสัมผัส หากปีหน้าเจ้าคิดจะชนะเจ้าสิบเอ็ด เกรงว่าจะไม่ง่ายเช่นนั้นแล้ว”
มั่วชิงเฉินเม้มปากยิ้มว่า “ท่านอาสิบสี่ ชิงเฉินก็ก้าวหน้าได้นะเจ้าคะ”
มั่วสิบสี่ชะงักงัน มองดูท่าทางมั่นอกมั่นใจของมั่วชิงเฉิน ทันใดนั้นก็หัวเราะเสียงกังวาน “นางหนู เจ้าพูดถูก พวกเราผู้บำเพ็ญเพียร ก็ต้องมีความมั่นใจเช่นนี้แหละ!”
งานเลี้ยงเย็นเลิกไป มั่วชิงเฉินกลับถึงห้อง หยิบของใช้บำเพ็ญเพียรที่ได้รับแจก เริ่มนับขึ้นมาอย่างทนแทบไม่ไหว
หินวิญญาณสิบสองก้อน สิ่งที่อยู่ในขวดหยกคือโอสถรวมวิญญาณสีเหลือง ทั้งหมดมีเพียงหกเม็ด แล้วดูของมั่วอวี้ฉี หินวิญญาณสิบก้อน โอสถรวมวิญญาณเพียงสี่เม็ดเท่านั้นเอง ดูแล้ว ของที่ตนได้รับนับว่ามากแล้ว
มั่วชิงเฉินหยิบโอสถรวมวิญญาณขึ้นเม็ดหนึ่งทันที ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็กัดฟันกลืนลงไป
โอสถต้องใช้ถึงจะเกิดประโยชน์ ต่อให้ล้ำค่าเพียงใดก็ไม่ควรตั้งไว้ทำเป็นของเชยชม ยิ่งกว่านั้นสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิ่งใด
เวลา! เวลาถึงเป็นของที่สำคัญที่สุด พวกเขาต้องต่อสู้กับเวลาตลอดเวลา มีเพียงสำเร็จระดับสร้างรากฐานก่อนอายุเจ็ดสิบปีเท่านั้นถึงมีอนาคต
สำหรับมั่วชิงเฉินที่มีสี่รากวิญญาณ ไม่ว่าโอสถจะดีเพียงใดก็ต้องเปลี่ยนให้เป็นตบะของตนให้ได้ถึงสำคัญที่สุด
โอสถรวมวิญญาณเพิ่งเข้าปาก ก็เปลี่ยนเป็นความสดชื่นสายหนึ่งไหลลงสู่ท้องทันที สัมผัสกับพลังวิญญาณที่จุดตันเถียน ทันใดนั้นก็เหมือนเพลิงกัลป์เจอกับน้ำมัน ปราณวิญญาณจำนวนมหาศาลดุจโยนหินก้อนใหญ่ลงทะเลก่อเกิดคลื่นพันชั้น เริ่มไหลทะลวงอยู่ในร่างกาย
มั่วชิงเฉินรีบสงบจิตใจ เคลื่อนพลังตามเคล็ดวิชาครั้งแล้วครั้งเล่า
ผ่านไปเนิ่นนาน มั่วชิงเฉินถึงถอนหายใจเอาอากาศปนเปื้อนออกมา ใช้จิตสัมผัสรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย มุมปากอดยกยิ้มอ่อนบางไม่ได้
พลังวิญญาณในร่างกาย โอสถรวมวิญญาณเพียงเม็ดเดียวก็เพิ่มขึ้นถึงเพียงนี้ เทียบกับปกติที่เดินหนึ่งรอบอาทิตย์ใหญ่พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้นดีกว่ามากเลย!
มิน่าโอสถจึงเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายละเมอใฝ่หา แม้แต่คนไร้ประโยชน์เช่นตนที่มีสี่รากวิญญาณ ตบะที่เพิ่มขึ้นจากโอสถรวมวิญญาณชั้นต่ำที่สุดเพียงเม็ดเดียวก็เทียบได้กับการบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากหนึ่งเดือน!
มั่วชิงเฉินเก็บโอสถและหินวิญญาณที่เหลือไว้อย่างดี ด้วยตบะของนางในเวลานี้ หากกินโอสถติดต่อกันภายในวันเดียวนั้นร่างกายยังรับไม่ไหว ยิ่งกว่านั้นโอสถทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ ต่อให้นางครึ่งเดือนกินเม็ดหนึ่ง ก็เหลือไม่ถึงปีหน้า
มั่วชิงเฉินเข้าใจ การใช้โอสถแม้สามารถเพิ่มตบะอย่างรวดเร็ว แต่หากทำเช่นนี้เรื่อยไป จะทำให้รากฐานไม่มั่งคง จิตมารเข้าแทรกได้ง่ายในภายหลัง ถึงเวลาจะแย่เอา ดังนั้นควรจะก้าวไปทีละก้าวถึงจะถูก
เวลาก็ผ่านไปเช่นนี้อย่างรวดเร็ว วสันต์เคลื่อนไปสารทมาเยือน พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
การประลองย่อยปลายปีปีที่สองนั้น ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงคือ มั่วชิงเฉินชนะมั่วอวี้ฉีอีกครั้งในการประลอง ขณะเดียวกันยังได้เปรียบในการประลองจิตสัมผัส
ไม่คิดว่าในโถงเฉาหยางมั่วชิงเฉินกลายเป็นคนที่สองรองจากมั่วหร่านอีผู้อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่!
นี่ทำให้ผู้คนมากมายรู้สึกน่าอัศจรรย์ ในเวลาเดียวกันก็เริ่มมองเด็กผู้หญิงที่สร้างปาฏิหาริย์หลายต่อหลายครั้งคนนี้ใหม่
ทว่าผู้อาวุโสมากมายเมื่อพูดถึงมั่วชิงเฉิน ถึงสุดท้ายมักเพิ่มเข้าไปหนึ่งประโยค น่าเสียดาย สุดท้ายก็มีเพียงสี่รากวิญญาณ ช่างน่าเสียดายความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กคนนั้นในการประลอง
และแล้วก็ถึงเดือนสามดอกไม้ผลิบานอีกครั้ง มั่วชิงเฉินที่ผ่านการประลองย่อยปลายปีสองครั้งบัดนี้อายุแปดปีแล้ว
ในเวลาหนึ่งปีกว่านี้ มั่วชิงเฉินใช้โอสถและหินวิญญาณจนหมดโดยไม่ตระหนี่ บวกกับนานๆ ทีมั่วต้าเหนียนแอบยัดโอสถให้เม็ดสองเม็ด มั่วชิงเฉินถึงได้บำเพ็ญเพียรถึงขั้นยอดสุดของระดับหลอมลมปราณขั้นสองแล้ว
สำหรับนางที่มีเพียงสี่รากวิญญาณ นับว่าเร็วมากแล้ว แน่นอนนี่จะขาดความดีความชอบของของใช้ในการบำเพ็ญเพียรของมั่วอวี้ฉีทั้งสองปีที่ยึดมาเป็นของตนไม่ได้ บัดนี้มั่วอวี้ฉีกับนางเปรียบดั่งน้ำและไฟ ทุกครั้งที่เห็นหน้ากันก็เหมือนจะตีกันขึ้นมา
วันนี้ เนื่องจากมั่วชิงเฉินบำเพ็ญเพียรถึงช่วงคอขวด ในใจมักเกิดความรู้สึกหงุดหงิด จึงพาอวิ๋นจือไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ตามอารมณ์
ไม่คิดว่าในป่าดอกท้อที่บานสะพรั่ง ได้พบกับท่านอาสิบสามมั่วโยวและฮวาเชียนซู่สองคน
ฝนกลีบดอกท้อโปรยปราย หญิงสาวในชุดแดงลูกท้อยิ้มละไม แหงนหน้ามองชายหนุ่มงามสง่าตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ไม่มีท่าทางร่าเริงเปิดเผยเฉกเช่นแต่ก่อน เห็นชัดว่าได้ตกหลุมรักแล้ว
ส่วนฮวาเชียนซู่ในชุดขาวสง่า กลับยังคงวางตัวสุภาพ ท่าทางราวกับไม่มีวันเปรอะเปื้อนธุลี
“คารวะท่านอาสิบสาม ท่านพี่เชียนซู่” มั่วชิงเฉินพบเจอสองคนก็คำนับอย่างนอบน้อม
สายตาฮวาเชียนซู่กวาดใส่มั่วชิงเฉินไปมาแผ่วเบา มุมปากอมยิ้มตลอดเวลา
มั่วโยวที่อยู่ต่อหน้ามั่วชิงเฉินกลับเป็นตัวของตัวเอง ยิ้มอย่างร่าเริงเปิดเผยว่า “ชิงเฉินเองหรือ ข้าได้ยินมาว่าหนึ่งปีกว่ามานี้เจ้าขยันบำเพ็ญเพียรนัก เกือบเทียบได้กับเจ้าเจ็ดน้อยนั่นอยู่แล้ว เหตุใดวันนี้มีเวลาว่างมาป่าท้อล่ะ หู่โถวเคยมาบ่นกับข้านะว่าเจ้าไม่ได้เล่นเป็นเพื่อนเขามานานแล้ว”
มั่วชิงเฉินฉีกยิ้ม “ชิงเฉินจะเทียบกับท่านพี่เจ็ดได้อย่างไร บัดนี้พี่เจ็ดเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นห้าแล้วนะ แม้แต่หู่โถวเอง ปีนี้ก็อยู่ระดับยอดสุดของระดับหลอมลมปราณขั้นสามแล้ว หากชิงเฉินยังไม่ขยันอีก เกรงว่าคงทำได้เพียงหลบไปร้องไห้อยู่มุมกำแพงแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
ถูกแล้ว มั่วเจ็ดน้อยที่มีถึงห้ารากวิญญาณผู้นั้น ไม่คิดว่าตอนต้นปีได้บรรลุระดับหลอมลมปราณขั้นห้าแล้ว เป็นเรื่องครึกโครมในตระกูลไปพักหนึ่ง ได้ยินว่าบิดาที่เป็นคนสามัญของเขา กอดเขาร้องไห้ใหญ่โตต่อหน้าธารกำนัล มั่วชิงเฉินเห็นอยู่ในสายตา ในใจเกิดความรู้สึกที่พูดไม่ออก แต่ก็รู้สึกดีใจกับพี่ชายที่ไม่ค่อยพูดจาผู้นั้นจากใจ
“ท่านอาสิบสาม ท่านพี่เชียนซู่ ชิงเฉินไม่รบกวนท่านทั้งสองแล้วล่ะ ชิงเฉินขอตัวเจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินพูดพลางขยิบตาให้มั่วโยว แล้วก็หัวเราะคิกคักวิ่งไปไกล ถูกมั่วโยวต่อว่าว่า ยายเด็กดื้อ ไปคำหนึ่ง
กระทั่งมั่วชิงเฉินเดินออกไปไกลถึงถอนใจเบาๆ
“คุณหนู เหตุใดท่านถึงถอนใจล่ะเจ้าคะ” อวิ๋นจือถามอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไร พี่อวิ๋นจือ เรากลับกันเถอะ” มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะ
ท่านอาสิบสามกับฮวาเชียนซู่ ปีที่แล้วได้ตกลงเรื่องแต่งงานแล้ว ได้ยินว่าปีนี้วันที่เจ็ดเดือนเจ็ดก็จะแต่งงานกัน ที่จริงสมกันเป็นกิ่งทองใบหยก เหตุใดนางดูแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจ
หนึ่งปีกว่ามานี้ ฮวาเชียนซู่ได้กลายเป็นแขกประจำของตระกูลมั่ว ทุกครั้งที่มา ก็จะต้องพบกับท่านอาสิบสาม
เพียงแต่ นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความรู้สึกที่ท่านอาสิบสามมีต่อฮวาเชียนซู่นับวันยิ่งลึกซึ้ง ส่วนฮวาเชียนซู่กลับยังคงมีสายตาสดใสกระจ่างเหมือนเมื่อก่อน
นี่ ไม่ควรเป็นสายตาที่ชายหนุ่มที่มีความรักในใจใช้มองหญิงสาวที่รักจริงๆ
พูดกันว่า เขาผู้ซึ่งอายุเพียงยี่สิบเศษ บัดนี้อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสิบสองแล้ว เป็นไปได้ที่จะบรรลุระดับสร้างรากฐานได้ตลอดเวลา เขาผู้ซึ่งมีพรสวรรค์น่าทึ่งเช่นนี้ หากไม่มีความรู้สึกต่อท่านอาสิบสาม จะใช้การแต่งงานผูกมัดตนเองไปไย
มั่วชิงเฉินรู้สึกสับสนเหลือเกิน ในใจแอบคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่น่าจะลงเอยด้วยดี คิดฟุ้งซ่านเช่นนี้พลางเดินไปสวนหย่างอี๋ กลับเดินชนศีรษะกับมั่วหนิงโหรวบนสะพานเมฆ
“พี่สิบสี่ เหตุใดเจ้าลุกลี้ลุกลนเช่นนี้” มั่วชิงเฉินถาม
จากนั้นก็เห็นมั่วหนิงโหรวหน้าซีดว่า “แย่แล้ว น้องสิบหก เกิดเรื่องใหญ่ในตระกูลแล้ว!”