พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 053 ตอนที่ 53
ตอนที่ 53 มีคนหาเรื่อง
“นี่...นี่คือปิ่นดอกไม้ของพี่สาวบ่าว” อวิ๋นจือยื่นมือหยิบปิ่นดอกไม้บนพื้นขึ้นมา เอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ
เมื่อพูดถึงตรงนี้หน้าอวิ๋นจือค่อยๆ เต็มไปด้วยความกลัว “คุณหนู พี่สาวบ่าวนาง นาง จะ...”
อวิ๋นจือร้อนรนขึ้นมา เรื่องในวันนี้ความจริงเป็นเช่นไรนางเป็นแค่บ่าวรับใช้ย่อมไม่รู้เรื่อง ทว่าเพียงแค่เรื่องที่คุณหนูเก้าฆ่าท่านอาสะใภ้สิบ พี่สาวก็อาจถูกฆ่าปิดปากได้!
“พี่อวิ๋นจือ พี่อย่าลน พี่บอกข้าหน่อย พี่อวิ๋นซานกับคุณหนูเก้าก็ไม่เคยห่างกันใช่หรือไม่” มั่วชิงเฉินถาม
ได้ยินมั่วชิงเฉินถามเช่นนี้ อวิ๋นจือส่ายศีรษะว่า “ไม่เจ้าค่ะ คุณหนูเก้านิสัยไม่ชอบให้คนรบกวน พี่สาวนอกจากมีเรื่องจำเป็น จะไม่เข้าห้องของคุณหนูเก้า หากคุณหนูเก้าออกไปข้างนอก ยิ่งไม่พาพี่สาวไปด้วย”
“พี่อวิ๋นจือ หากเป็นเช่นนี้ คิดว่าพี่อวิ๋นซานคงไม่มีอันตรายสักเท่าใด” มั่วชิงเฉินกล่าว
“เพราะเหตุใด” เวลานี้อวิ๋นจือได้ยินมั่วชิงเฉินพูดเช่นนี้ ราวกับจับฟางที่ช่วยชีวิตไว้ได้ ถามอย่างร้อนรน
“ขอเพียงพี่อวิ๋นซานไม่ได้ตามพี่เก้า ไม่เห็นพี่เก้าฆ่าคนในตอนนั้นกับตา คนในตระกูลย่อมไม่จำเป็นต้องทำอะไรนางอย่างไรล่ะ บัดนี้นางหายไปแล้ว อาจถูกพาไปไต่ถาม ผู้บำเพ็ญเพียรฝีมือไม่ธรรมดา สามารถดูออกว่าคนธรรมดาโกหกหรือไม่ ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่าพี่อวิ๋นซานไม่รู้เรื่องจริง ต้องปล่อยนางแน่ๆ” มั่วชิงเฉินค่อยๆ แยกแยะ
อวิ๋นจือฟังแล้วก็โล่งใจ แต่ยังคงถามอย่างไม่วางใจว่า “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดพี่สาวยังไม่กลับมาล่ะเจ้าคะ”
มั่วชิงเฉินยิ้มว่า “อย่างไรเสียพี่อวิ๋นซานก็เป็นสาวใช้ส่วนตัวของพี่เก้า ขณะนี้พี่เก้าถูกขังไว้ในที่พำนักของท่านหัวหน้าตระกูล คิดว่าพี่อวิ๋นซานคงไปปรนนิบัตินางที่นั่นแล้ว”
“โอ้ ขอบคุณฟ้าขอบคุณดิน ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะเจ้าค่ะ” อวิ๋นจือพูดพลางประกบฝ่ามือ หลับตาบ่นงึมงำ
“พี่อวิ๋นจือ เรากลับกันเถอะ” มั่วชิงเฉินเอ่ยนิ่งเรียบ
“เจ้าค่ะ คุณหนู” อวิ๋นจือพูดพลางตามมั่วชิงเฉินจากไป แต่ยังหันกลับไปมองหลายทีด้วยความอาลัยอาวรณ์
มั่วชิงเฉินกลับถึงห้อง นั่งเหม่ออยู่บนเตียงชั่วครู่ แล้วพลิกมือหยิบขวดน้ำเต้าสุราใบหนึ่งออกจากถุงเก็บวัตถุ ดื่มสองอึกแล้วโยนกลับเข้าไป
สองปีมานี้ มั่วชิงเฉินใช้เงินเพียงไม่กี่ตำลึงก็ซื้อขวดน้ำเต้าสุราเช่นนี้มาหลายใบ ล้วนใส่สุราไว้ดื่ม ส่วนขวดน้ำเต้าสุรามหัศจรรย์ใบนั้น บัดนี้กลับหดเหลือขนาดเท่าถั่วลิสง ถูกนางห้อยไว้บนคอทำเป็นสร้อยคอแล้ว
เพื่อปิดหูปิดตาผู้คน มั่วชิงเฉินยังเริ่มเรียนรู้การหมักสุรา ค่อยๆ ลือเรื่องที่นางชอบหมักสุรา ชอบดื่มสุราออกไป นางคิดไว้แล้ว กับการที่ต้องปิดๆ บังๆ ถูกค้นพบแล้วถามโน่นถามนี่ ไม่สู้ให้ทุกคนรู้ถึงความชอบของนางอย่างสง่าผ่าเผย เช่นนี้กลับนอนหลับได้ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว
ทว่ามั่วชิงเฉินก็ไม่กล้าให้คนอื่นชิมสุราเลิศรสในขวดน้ำเต้าสุรา อย่างไรเสียสุราในขวดน้ำเต้านั้นรสเลิศผิดธรรมดา ยังดีกว่ารสชาติของสุราทิพย์ด้วยซ้ำ เด็กผู้หญิงอายุแปดขวบเช่นนาง หากหมักสุราเช่นนี้ออกมาได้จะผิดปกติเกินไป
ดังนั้นมั่วชิงเฉินเพียงแค่เลือกใช้ผลไม้ทิพย์ราคาถูกที่สุดชนิดหนึ่ง หมักเป็นสุราผลไม้ ในนั้นเทสุราในขวดน้ำเต้าปนลงไปเล็กน้อย เช่นนี้แล้ว สุราที่มั่วชิงเฉินหมัก รสชาติเพียงแค่ดีกว่าสุราทิพย์ราคาถูกที่สุดที่ขายในร้านสุราทิพย์มากเท่านั้นเอง ทำให้คนคิดว่านางมีพรสวรรค์ด้านหมักสุราเท่านั้นเอง ไม่ก่อให้เกิดความสงสัยใดๆ ต่อนาง
กระทั่งท่านหัวหน้าตระกูลมั่ว มั่วต้าซานก็เคยถอนใจว่า ดูออกตั้งนานแล้วว่าเจ้าสิบหกมีพรสวรรค์ด้านหลอมโอสถ ส่วนการหมักสุรา มีส่วนคล้ายการหลอมโอสถอยู่เนืองๆ บัดนี้ดูแล้ว ตนดูไม่ผิดจริงๆ
ในถุงเก็บวัตถุของมั่วชิงเฉิน มีขวดน้ำเต้าสิบกว่าใบ ในนั้นมีสามใบใส่สุราจากขวดน้ำเต้าสุราใบเดิมของนาง ปกติเก็บไว้ดื่มเอง ที่เหลือล้วนใส่สุราผลไม้ที่นางหมักเองเพื่อตบตาผู้คนเท่านั้น
“หรือว่า ตระกูลมั่วเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาปัญหาแล้ว” มั่วชิงเฉินบ่นงึมงำคนเดียว
ช่วงเวลาเหล่านี้ที่มาอยู่ตระกูลมั่ว มั่วชิงเฉินก็เห็นที่นี่เป็นบ้านตนเองอย่างไม่รู้ตัวแล้ว
แม้คนในตระกูลไม่ได้ชื่นชอบตนเป็นพิเศษ หนำซ้ำยังมีบางคนแอบคอยดูเรื่องผิดพลาดของตนเพราะรากวิญญาณที่ต่ำต้อยของตน แต่มั่วชิงเฉินชอบชีวิตที่เงียบสงบและมีเป้าหมายเช่นนี้ ของใช้บำเพ็ญเพียรของตนทุกปี ก็อาศัยฝีมือตนหามาได้ นางรู้สึกว่าชีวิตเช่นนี้มั่นคงและมีความหวัง
ทว่าบัดนี้เรื่องที่มั่วเฟยเยียนฆ่าคน กลับไม่รู้ว่าจะเป็นผีเสื้อที่กระพือปีกทีหนึ่งก็ทำให้วงโคจรของตระกูลมั่วเปลี่ยนไปหรือไม่
มั่วชิงเฉินเข้าใจ ตนยังเด็กไม่มีกำลัง คิดเรื่องเหล่านี้ก็รังแต่เป็นกังวลเปล่าๆ สิ่งที่ตนทำได้ มีเพียงเพิ่มตบะให้สูงขึ้นอย่างสุดกำลัง
นางในเวลานี้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องใดๆ ได้ ไม่แม้กระทั่งกำหนดชะตาชีวิตของตน แต่อย่างน้อยนางสามารถกำหนดทิศทางในการพยายามของตนได้
“วั่งชวน ชิงเฉินจะเริ่มบำเพ็ญเพียรแล้วนะ” มั่วชิงเฉินตบแขนวั่งชวนเบาๆ
สองปีมานี้ มั่วชิงเฉินใช้เวลาส่วนใหญ่ในการบำเพ็ญเพียร กระทั่งการปฏิสัมพันธ์กับคนก็น้อยลงมาก เพราะว่ายิ่งบำเพ็ญเพียร นางยิ่งเข้าใจความไม่เพียงพอของสี่รากวิญญาณของตน หากยังไม่ขยัน เกรงว่าจะต้องเสียเวลาเปล่าไปทั้งชีวิตแล้ว
ทว่า อยู่คนเดียวในห้องเล็กๆ บำเพ็ญเพียรทุกคืน อดมีความรู้สึกอ้างว้างไม่ได้ อย่างไรเสียสภาพจิตใจนางยังไม่ถึงขั้นสงบไร้คลื่นลม ดังนั้นมั่วชิงเฉินจึงชินกับการปล่อยวั่งชวนออกมา นานๆ ทีบ่นกับเขาสองคำ อย่างไรเสียวั่งชวนก็ไม่ต้องใช้หินวิญญาณ ขอเพียงมีสุราเลิศรสในขวดน้ำเต้าก็พอแล้ว
วันต่อมา ทั้งตระกูลมั่วจมดิ่งอยู่ในบรรยากาศเงียบงันแต่แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง แม้กระทั่งคนของโถงเฉาหยาง เวลาบำเพ็ญเพียรก็ไม่ค่อยมีสมาธิ
“ถ้าพี่แปดอยู่ก็ดีน่ะสิ เขารู้ข่าวคราวมากมาย ต้องรู้ดีกว่าพวกเราแน่ๆ” ในที่สุดมั่วหนิงโหรวก็ทนไม่ไหวลืมตาขึ้นว่า
มั่วอวี้ฉีหัวเราะเยาะว่า “เขานับเฉินหมิงของตระกูลเฉินเป็นพี่เป็นน้องกันมิใช่หรือ เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่เช่นนั้น หรือว่าไปสืบข่าวคราวเสียแล้ว”
“จริงหรือ ไม่รู้ว่าตกลงเรื่องเป็นเช่นไรบ้างแล้ว” มั่วหนิงโหรวเอ่ย
“ไม่ว่าเป็นเช่นไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา อย่างไรก็เป็นปัญหาที่พี่เก้าก่อขึ้นเอง” มั่วอวี้ฉียิ้มเหมือนไม่ยิ้มว่า
“น้องสิบเอ็ด เจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก นี่ไม่ใช่เรื่องภายในที่พวกเราทะเลาะกันเพื่อแย่งวัตถุดิบในการบำเพ็ญเพียร เรื่องในครั้งนี้ใหญ่โตไม่ใช่น้อย ต้องรู้ว่าตระกูลมั่วเรา ถ้าเสียหายคนหนึ่งก็เสียหายทั้งหมดถ้าได้ดีคนหนึ่งก็ได้ดีกันหมด” มั่วหร่านอีลืมตาขึ้นเอ่ยทันที
มั่วอวี้ฉีกัดริมฝีปาก ไม่พูดอะไร สองปีมานี้แพ้ให้กับมั่วชิงเฉินติดต่อกัน นางเริ่มอยู่ในตระกูลมั่วอย่างตะขิดตะขวง ยิ่งไม่กล้าล่วงเกินคนอย่างมั่วหร่านอี ในใจกลับไม่พอใจว่า เรื่องอะไรล่ะ ปกติก็ไม่เห็นในตระกูลให้ของใช้บำเพ็ญเพียรแก่ข้ามากขึ้นเสียหน่อย คนอื่นไปแหย่รังผึ้งกลับจะให้ข้าเดือดร้อนไปด้วย
มั่วชิงเฉินกลับแอบเห็นด้วยกับคำพูดของมั่วหร่านอี มั่วหร่านอีแม้นิสัยหยิ่งยโสเอาแต่ใจ แต่สำหรับเรื่องสำคัญบางเรื่องกลับแยกหนักเบาได้อย่างชัดเจน
“อืมๆ พี่สิบพูดถูก ถ้าใครรังแกพี่เก้า ข้าจะอัดมัน!” หู่โถวอายุเจ็ดขวบแล้ว โตมายิ่งกำยำล่ำสันแล้ว ร่างกายก็บึกบึน ดูแล้วราวกับลูกเสือน้อย
“น้องสิบห้า เจ้ายังเก่งสู้พี่เก้าไม่ได้เลย” มั่วหนิงโหรวเอ่ยหน้าตาจริงจัง
หู่โถวกำลังจะเถียงอย่างโมโห กลับเห็นมั่วแปดน้อยที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยางแล้วจู่ๆ ก็บุกเข้ามา หายใจหอบว่า “แย่...แย่แล้ว พวกเจ้ารีบไปดู ตระกูลเฉิน ตระกูลเฉินส่งคนมาแล้ว!”
เพิ่งพูดจบ มั่วแปดน้อยก็หันหลังรีบวิ่งออกไปอีก
พวกมั่วหร่านอีลุกขึ้นทันที รีบวิ่งออกไปด้วยกัน
มั่วชิงเฉินที่ตามไปด้วยขณะที่ผ่านโถงเล็ก พบว่าท่านปู่รองก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน
พวกมั่วชิงเฉินรีบไปที่โถงรับรองตระกูลมั่ว ไปถึงแล้วกลับหลบอยู่หลังเสา แอบซ่อนตัว แม้ว่าสำหรับนักบำเพ็ญเพียรที่มีจิตสัมผัสแล้ว การทำเช่นนี้เป็นเรื่องน่าขันมาก
ทว่าในเวลาเช่นนี้ ใครจะไปใส่ใจเด็กไม่กี่คนกันล่ะ
เห็นเพียงในโถงใหญ่ ท่านหัวหน้าตระกูลมั่วและพวกท่านปู่อยู่กันครบ ชายวัยกลางคนในชุดยาวสีเทายืนอยู่กลางโถง ยืนประจันหน้ากับพวกเขาด้วยท่าทางเอาเรื่อง
“พี่เฉิน” ท่านหัวหน้าตระกูลมั่วต้าซานประกบหมัด
ชายวัยกลางคนผู้นั้นแค่เสียงฮึเย็นเยียบคราหนึ่ง มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงแก้วหูสั่นสะเทือน จากนั้นเสียงนั่นพลันดังอื้ออึงในศีรษะจนเริ่มปวดขึ้นมา
แล้วก็เห็นมั่วต้าซานโบกมือหนึ่งที ปากพูดว่า “พี่เฉิน ท่านหมายความว่าอย่างไร”
มั่วชิงเฉินรู้สึกตัวเบาขึ้นทันที ความรู้สึกไม่สบายตัวเช่นนั้นหายไปแล้ว จึงรีบกางหูฟัง
“ท่านหัวหน้าตระกูลมั่ว คนเปิดเผยไม่พูดลับลมคมใน เมื่อวานบุตรีข้าตายในตระกูลมั่ว เป็นเพราะเหตุใดกันแน่ วันนี้ข้าจะขอทวงความยุติธรรม” ชายวัยกลางคนพูดเสียงเข้ม
พวกมั่วต้าซานมองหน้ากันปราดหนึ่ง จากนั้นว่า “เรื่องนี้ พูดแล้วเรื่องยาว พี่เฉิน ท่านว่า...”
“ไม่เป็นไร เวลาข้ามีมากนักแล!” ชายวัยกลางคนพูดแทรกมั่วต้าซานอย่างไม่เกรงใจ
“เฉินซื่อเจี๋ย เจ้าอย่ารังแกกันให้มากนัก ปฏิบัติกับหัวหน้าตระกูลของเราด้วยท่าทางเช่นนี้ เจ้าเห็นตระกูลมั่วเป็นอะไร หรือว่า เจ้าเป็นตัวแทนของทั้งตระกูลเฉินหรืออย่างไร” มั่วหกเฒ่าถามเสียงเย็นชา
เขาเห็นเฉินซื่อเจี๋ยผู้นี้ขวางหูขวางตามานานแล้ว เพียงแค่เข้าสู่ระดับสร้างรากฐานก่อนพวกเขาไม่กี่ปี ก็ผยองเช่นนี้ เขาก็ไม่ใช่หัวหน้าตระกูลเฉิน พูดกับท่านหัวหน้าตระกูลของตนเช่นนี้ เห็นชัดว่าไม่เห็นทั้งตระกูลมั่วในสายตา
ฟังมั่วหกเฒ่าพูดจบ เฉินซื่อเจี๋ยหัวเราะเสียงยาว ปากก็พูดเสียงร้ายกาจว่า “ข้ารู้เพียงว่าฆ่าคนต้องชดใช้ชีวิต ติดหนี้ต้องคืนเงิน เมื่อเป็นเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว พวกท่านตระกูลมั่วจงมอบมั่วเฟยเยียนผู้นั้นออกมา ณ บัดนี้!”
มั่วต้าซานกลับพูดอย่างไม่ร้อนรนว่า “พี่เฉิน ตระกูลมั่วเราและตระกูลเฉิน มีสัมพันธ์ดีมานานหลายปี เหตุใดท่านต้องทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ ลองฟังข้าพูดสักคำ”
เฉินซื่อเจี๋ยมองมั่วต้าซานอย่างเย็นเยียบ ไม่ขยับเขยื่อน
จากนั้นก็เห็นมั่วต้าซานกับเฉินซื่อเจี๋ยมองหน้ากันขึ้นมา ส่วนสีหน้าของเฉินซื่อเจี๋ยเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว แล้วเปลี่ยนจากเขียวเป็นขาว จากนั้นเปลี่ยนจากขาวเป็นดำอีกครา ทันใดนั้นน่าดูราวกับจานสี
มั่วชิงเฉินที่หลบดูอยู่ข้างๆ เข้าใจว่าทั้งสองคนใช้จิตสัมผัสสนทนาอยู่ เสียดายแม้นางจะพบว่าจิตสัมผัสตนสูงกว่าผู้บำเพ็ญเพียรตบะระดับเดียวกันอยู่มาก แต่หากคิดแอบฟังการสนทนาของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน นั่นก็เพ้อฝันไปแล้ว
“พี่เฉิน เรื่องก็เป็นเช่นนี้ ท่านดูเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พวกเราก็ไม่อยาก...” มั่วต้าซานกล่าว
เห็นเพียงเฉินซื่อเจี๋ยนิ่งงันไปนาน แต่ยังคงเอ่ยว่า “นี่เป็นเพียงคำพูดของตระกูลมั่วท่านฝ่ายเดียว ต่อให้เป็นจริงเช่นนี้ นั่นก็เพราะตระกูลมั่วท่านรังแกสตรีอ่อนแอ หรือว่าคิดจะอาศัยสิ่งนี้ให้บุตรีข้าต้องตายเปล่า”
“พี่เฉิน ขอบังอาจถามว่าที่ท่านมาวันนี้ เป็นความคิดของท่านเอง หรือเป็นตัวแทนของตระกูลเฉิน” มั่วต้าซานถาม
เฉินซื่อเจี๋ยฟังแล้วหลบสายตา
เมื่อวานพวกเขาตระกูลเฉินได้ฟังข่าวร้าย ขณะเดียวกับที่เจ็บปวดใจเรื่องบุตรีก็ตั้งใจมาทวงความยุติธรรมที่ตระกูลมั่ว แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานแล้ว จะเพลี่ยงพล้ำง่ายๆ เช่นนั้นได้อย่างไร จึงไปหาพวกท่านหัวหน้าตระกูลปรึกษาเรื่องนี้
ส่วนผลการปรึกษาออกมาก็ถูกใจเขาพอดี!