พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 045 ตอนที่ 45
ตอนที่ 45 จิตสัมผัสสูงเกินคนธรรมดา
อวิ๋นจือส่งมั่วหนิงโหรวและหู่โถวสองคนออกไป จากนั้นปิดประตูให้มั่วชิงเฉินเบาๆ ถึงนับว่าสงบลงเสียที
ในที่สุดมั่วชิงเฉินได้เข้าสู่ระดับหลอมลมปราณเสียที ต่อให้ร่างกายไม่สบายก็เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
นางยื่นมือออกข้างหนึ่งเข้าใต้เบาะกัดฟันคลำแล้วคลำอีก คลำอยู่ครึ่งค่อนวันถึงคลำม้วนคัมภีร์หยกม้วนหนึ่งออกมาได้
ม้วนคัมภีร์หยกนี้ก็คือคำอธิบายการบำเพ็ญเพียรสายเทียนหยวนที่มั่วสิบสี่มอบให้นางเมื่อตอนมาตระกูลมั่วใหม่ๆ
มั่วชิงเฉินมองดูม้วนคัมภีร์หยกเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ถึงหายใจลึกสงบใจลงมา เอาม้วนคัมภีร์หยกแปะไว้ที่หน้าผาก
จำได้ว่าท่านอาสิบสี่เคยพูดไว้ ตบะของผู้ที่เพิ่งเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณยังน้อย จิตสัมผัสอ่อนแอ เพื่อให้เสียแรงน้อยสักหน่อยทางที่ดีเวลาอ่านม้วนคัมภีร์หยกให้วางไว้บนหน้าผาก รอจิตสัมผัสแข็งกล้าขึ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้แล้ว
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ มั่วชิงเฉินถึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน รายละเอียดในม้วนคัมภีร์หยกนี้ละเอียดกว่าที่ท่านอาสิบสี่อธิบายให้ฟังวันนั้นมากนัก
สิ่งที่ท่านอาสิบสี่อธิบายวันนั้น เพื่อให้นางมีเจตคติคร่าวๆ ต่อการบำเพ็ญเพียร ไม่ถึงกับงงงันไม่รู้ ส่วนคำอธิบายการบำเพ็ญเพียรสายเทียนหยวนนี้ คือให้มือใหม่เข้าใจความรู้ทั่วไปของการบำเพ็ญเพียรโดยเร็ว กลายเป็นนักบำเพ็ญเพียรที่มีคุณวุฒิเหมาะสม
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นสิ่งที่มั่วชิงเฉินใช้จิตสัมผัสในการอ่าน อักษรแต่ละตัวในม้วนคัมภีร์หยกแต่นี้ต่อไปล้วนถูกจดจำอย่างแน่นแฟ้นไว้ในสมองส่วนลึกของนาง ไม่เหมือนวันนั้นหลังจากฟังแล้วก็ลืมเสียเกือบครึ่ง
มั่วชิงเฉินค่อยๆ ระลึกถึงรายละเอียดในม้วนคัมภีร์หยก แม้ว่าในหนึ่งชั่วยามนี้จดจำรายละเอียดในม้วนคัมภีร์หยกหมดแล้ว แต่หากคิดบูรณาการกลับไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในวันเดียว ยังต้องการให้นางผสานทฤษฎีและการปฏิบัติจริงในระหว่างบำเพ็ญเพียรเข้าด้วยกันทีละก้าวๆ
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มั่วชิงเฉินในตอนนี้ ยังคงเป็นมือใหม่ที่มีเพียงความรู้ทั่วไปในการบำเพ็ญเพียรแต่กลับไร้ประสบการณ์จริง
มั่วชิงเฉินหลับตาสองข้างเล็กน้อยทำความเข้าใจข้อความในม้วนคัมภีร์หยก กลับค่อยๆ ขมวดคิ้วขึ้น
นี่มันเรื่องอะไรกัน ในม้วนคัมภีร์หยกกล่าวว่า หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณ ผู้บำเพ็ญเพียรก็สามารถทำถึงขั้นปลดปล่อยจิตสัมผัสได้ ขอเพียงอยู่ภายในที่ที่จิตสัมผัสครอบคลุมถึง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตาในการดู ทุกสิ่งรอบข้างก็จะกระจ่างแก่ใจ
ระดัหลอมลมปราณขั้นหนึ่ง ขอบเขตการปลดปล่อยจิตสัมผัสคือภายในรัศมีหนึ่งจั้ง ทว่า เพราะเหตุใดขอบเขตการปลดปล่อยจิตสัมผัสของนาง ถึงมีรัศมีมากถึงสองจั้งเต็มๆ ล่ะ
เรื่องผิดปกติจะต้องมีอะไรแปลกแน่นอน เริ่มตั้งแต่นาทีที่ท่านหัวหน้าตระกูลประเมินรากวิญญาณของนาง มั่วชิงเฉินก็รู้ว่าตนไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์แต่อย่างใด ทว่าเหตุใดจิตสัมผัสของนาง กลับมากกว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มีตบะขั้นเดียวกันสี่เท่า
มั่วชิงเฉินคิดไปคิดมาก็คิดไม่ออก เรื่องน่าประหลาดเช่นนี้ ต่อให้เป็นมั่วต้าเหนียนที่รักเอ็นดูนางมาก นางก็ไม่คิดจะถาม
มั่วชิงเฉินแอบรู้สึกว่า นี่อาจจะเกี่ยวกับการที่วิญญาณนางทะลุมิติมา หรืออาจเพราะร่างกายนี้เคยมีวิญญาณทั้งหมดสองดวง เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่อาจทราบบางสิ่ง ถึงได้ทำให้เกิดสิ่งผิดปกติเช่นเวลานี้
ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่าตนได้กำไรแล้ว จิตสัมผัสของผู้บำเพ็ญเพียรแข็งกล้าหรืออ่อนแอ นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว
จิตสัมผัสไม่เพียงแต่สามารถสำรวจสิ่งแวดล้อม พบอันตรายแต่เนิ่นๆ ได้ ยิ่งมีประโยชน์ในการชี้ขาดต่อการควบคุมพลังวิญญาณของตน แม้กระทั่ง หากจิตสัมผัสแข็งกล้ากว่าผู้อื่น ยังสามารถได้ยินพวกเขาสื่อสารกันทางจิตได้ด้วย
มั่วชิงเฉินยิ่งคิดยิ่งดีใจ จึงเริ่มบำเพ็ญเพียรตามวิธีที่บอกไว้ในม้วนคัมภีร์หยก
พลังวิญญาณที่หยุดอยู่ที่จุดตันเถียนนั้น เริ่มว่ายเวียนในร่างกายตามใจมั่วชิงเฉินปรารถนา และเวลาเดียวกันนี้เองปราณวิญญาณในฟ้าดินเริ่มเข้าสู่ร่างมั่วชิงเฉิน ผสานเข้ากับพลังวิญญาณที่มีอยู่เดิมว่ายเวียนไปช้าๆ
โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวหนึ่งรอบอาทิตย์ใหญ่[footnoteRef:1]ผ่านไป พลังวิญญาณเหล่านั้นกลับมารวมตัวกันที่จุดตันเถียนของมั่วชิงเฉินอีกครั้ง ทว่ามั่วชิงเฉินกลับค้นพบว่า ปราณวิญญาณที่เข้าสู่ร่างใหม่เหล่านั้น ได้สลายไปส่วนใหญ่เหลือเพียงส่วนน้อยสุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณในร่างกาย [1: หนึ่งรอบอาทิตย์ใหญ่ ในที่นี้หมายถึง การโคจรพลังตั้งแต่จุดแรกเริ่มวนไปทั่วร่างกายจนมาบรรจบกันที่จุดแรกเริ่มอีกครั้ง เหมือนกับการโคจรรอบโลกของดวงอาทิตย์ เป็นคำศัพท์เฉพาะที่ใช้ในแวดวงผู้ฝึกวิชากังฟู]
มั่วชิงเฉินหายใจออกยาวๆ ในที่สุดนางก็ประสบได้อย่างชัดแจ้งถึงความสำคัญของพรสวรรค์แล้ว
ที่ว่าพรสวรรค์ ก็ตัดสินจากรากวิญญาณของเจ้านั่นแหละ
ส่วนรากวิญญาณยิ่งผสมปนเป ยิ่งยากจะเก็บปราณวิญญาณที่ดูดซับเข้าสู่ร่างกายไว้
หรือพูดได้ว่า คนสองคนที่รากวิญญาณไม่เหมือนกันใช้เวลาเท่ากันเคลื่อนหนึ่งรอบอาทิตย์ใหญ่ ต่างดูดซับปราณวิญญาณหนึ่งร้อยอันละก็ ผู้มีรากวิญญาณฟ้าสามารถเก็บไว้เก้าสิบอัน ส่วนผู้มีห้ารากวิญญาณ อาจจะเก็บไว้ได้เพียงสิบอัน!
เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า ระดับความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของสองคนย่อมต่างกันราวฟ้าดินโดยปริยาย
มั่วชิงเฉินตระหนักได้ถึงจุดนี้ กลับไม่ท้อใจ อย่างไรเสียนางวนเวียนอยู่นอกประตูระดับหลอมลมปราณนานเพียงนั้น ได้เตรียมใจไว้นานแล้ว
ยิ่งกว่านั้นเมื่อเคลื่อนหนึ่งรอบอาทิตย์ใหญ่แล้ว ไม่เพียงแต่ร่างกายสดชื่นไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย แม้แต่ความเจ็บปวดบนร่างกายก็เบาบางลงไม่น้อย
มิน่าคำอธิบายการบำเพ็ญเพียรสายเทียนหยวนกล่าวไว้ว่า มีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนกักตนครั้งหนึ่งนับหลายเดือนหรือแม้แต่หลายปี ที่แท้การบำเพ็ญเพียรรู้สึกดีเช่นนี้เอง
มั่วชิงเฉินงึมงำพูดอยู่คนเดียวพลางคิดจะบำเพ็ญเพียรอีกสักรอบแต่กลับได้ยินเสียงเคาะประตู
“คุณหนู ถึงเวลาอาหารแล้วเจ้าค่ะ” เสียงอวิ๋นจือลอยมาจากนอกประตู
มั่วชิงเฉินชะงัก “เวลาอะไรแล้ว เหตุใดจึงถึงเวลาอาหารอีกแล้ว”
จากนั้นอวิ๋นจือยิ้มพลางผลักประตูเข้ามา “คุณหนู ยามเซินตรงแล้วเจ้าค่ะ อย่าบอกนะว่าท่านนอนจนงุนงงหมดแล้ว”
การบำเพ็ญเพียรช่างไม่รู้วันเวลาจริงๆ มั่วชิงเฉินถอนใจในใจ ปากกลับเอ่ยว่า “ท่านปู่กลับมาหรือยัง”
อวิ๋นจือส่ายศีรษะว่า “นายท่านห้ายังไม่กลับมาเจ้าค่ะ นายท่านห้าก่อนไปได้สั่งอวิ๋นจือไว้ ถึงเวลาอาหารก็ให้ปรนนิบัติคุณหนูรับประทานอาหาร มิต้องรอท่านแล้วเจ้าค่ะ”
มั่วชิงเฉินพยักหน้าว่า “ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนพี่อวิ๋นจือแล้ว”
มั่วชิงเฉินรับประทานอาหารเย็นอย่างง่ายๆ ยังจมดิ่งอยู่ในความตื่นเต้นของการบำเพ็ญเพียร ทนไม่ไหวรีบให้อวิ๋นจือไปแล้วเริ่มบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง
รอหลังจากนางเคลื่อนหนึ่งรอบอาทิตย์ใหญ่อีกครั้ง กำลังคิดจะบำเพ็ญเพียรต่อกลับพบว่าปวดศีรษะตงิดๆ
ไม่ว่าสิ่งใดก็ควรหยุดเมื่อพอดี ท่าทางขีดจำกัดในการรับของร่างกายตนถึงตรงนี้แล้วล่ะ ต้องพักสักครู่จึงสามารถบำเพ็ญเพียรต่อได้
เมื่อมั่วชิงเฉินคิดได้เช่นนี้ ก็ลืมตามองออกไปนอกหน้าต่าง
ท้องฟ้ายามค่ำคืนยังคงสะอาดใสเช่นนั้น เต็มไปด้วยดวงดาว นางนึกถึงความรู้สึกน่าอัศจรรย์ที่วันนั้นหู่โถวพานางนั่งนกกระเรียนกระดาษด้วยกันอย่างไม่รู้ตัว คิดว่าหากมีสักวันได้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ก็สามารถเหยียบสิ่งของโบยบินในอากาศอย่างอิสระแล้ว นั่นถึงจะเป็นความอิสระเสรีดุจเทพเซียนสินะ
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านั้น มั่วชิงเฉินอดอยากดื่มสุราขึ้นมาไม่ได้ ยื่นมือล้วนเข้าไปในอกหยิบขวดน้ำเต้าสุราออกมา มองจันทร์กระจ่างนอกหน้าต่างเริ่มดื่มสุราอึกเล็กๆ เล็กๆ
“ดื่มสุราคนเดียวออกจะอ้างว้างเสียหน่อย” มั่วชิงเฉินพูดพลางดวงตาเป็นประกาย หยิบหุ่นเชิดวั่งชวนข้างเตียงออกมา จากนั้นโยนลงพื้น หุ่นเชิดกลายเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาสง่างามในพริบตา
มั่วชิงเฉินยื่นมือตบวั่งชวนเบาๆ ว่า “วั่งชวนเอ๋ย ขอบใจเจ้าที่อยู่เป็นเพื่อนข้าระยะนี้ หากไม่ได้เจ้า เข็มกล้วยไม้ปัดจุดของข้านั่นเกรงว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่เข้าขั้น คิดชนะมั่วอวี้ฉีก็เป็นเรื่องเพ้อฝันแล้ว”
พูดถึงนี่มั่วชิงเฉินดื่มเข้าไปอีกอึกว่า “น่าเสียดาย วั่งชวน ถ้าเจ้าพูดได้ก็ดีน่ะสิ หากเป็นเช่นนั้นเราสองคนจะได้ดื่มสุราด้วยกันในคืนอันหนาวเหน็บนี้ นั่นจะไม่เป็นเรื่องอภิรมย์หรอกหรือ”
พูดพลางมั่วชิงเฉินกดไปที่หลังวั่งชวน ปากเอ่ยว่า “ไม่ว่าอย่างไร เจ้ารินสุราให้ข้าสักจอกเถอะ”
พูดจบมั่วชิงเฉินกลับชะงักนิ่ง เหตุใดวั่งชวนที่ถูกกดปุ่มกลไก กลับยังนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนตุ๊กตุ่นไม้ ไม่ขยับเขยื้อนแล้ว