พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 054 ตอนที่ 54
ตอนที่ 54 ยากจะคาดการณ์ได้ทุกเรื่อง
บัดนี้ทรัพยากรขาดแคลน การใช้ชีวิตของตระกูลเฉินนับวันก็ยิ่งลำบาก ได้ยินว่าตระกูลฮวาค้นพบชีพจรหินอัคคี ถึงบัดนี้กลับยังไม่ยอมบอกวิธีแบ่งสันปันส่วน
ตระกูลโอวหยางมีกำลังเหนือกว่า นั่งตำแหน่งหัวหน้าสี่ตระกูลอย่างมั่นคงมาตลอด ที่ยิ่งไม่ดีคือ ตระกูลฮวายังจะเกี่ยวดองกับตระกูลมั่วอีก
แม้หลายปีมานี้ตระกูลมั่วจะเสื่อมโทรมไปบ้าง ทว่ารุ่นหลังกลับมีต้นกล้าดีๆ ออกมาไม่น้อย โดยเฉพาะมั่วเฟยเยียนผู้นั้น ไม่คิดว่าจะเป็นรากวิญญาณธาตุน้ำแข็งผันแปร อายุน้อยๆ ก็อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นแปดแล้ว หากปล่อยให้พัฒนาต่อไป เกรงว่าต่อไปแผ่นดินนี้จะตกเป็นของตระกูลมั่วตระกูลเดียวแล้ว
ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เวลาเดียวกับที่เจ็บปวดใจเรื่องบุตรสาวของตน พวกหัวหน้าตระกูลเห็นพ้องต้องกันว่านี่เป็นโอกาสดีที่สวรรค์ประทานมาให้
อาศัยเรื่องในครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำลายมั่วเฟยเยียนให้ได้!
คิดว่าอีกสองตระกูลที่เหลือก็คงพอใจที่เห็นเช่นนี้
ดังนั้นเฉินซื่อเจี๋ยที่รับรู้เช่นนี้แล้ว วันนี้จึงมายืนอยู่นี่อย่างอุกอาจ
“เป็นความคิดของตนแล้วอย่างไร เป็นความคิดของตระกูลเฉินแล้วอย่างไรอีก” เฉินซื่อเจี๋ยถามทีละคำอย่างชัดเจน
มั่วต้าซานหัวเราะนิ่งเรียบคราหนึ่ง “หากเป็นความคิดของพี่เฉินเอง เรื่องนี้ไม่สนใจสาเหตุล้วนเป็นความผิดของตระกูลมั่วเรา ตระกูลมั่วย่อมต้องขอขมาต่อพี่เฉิน พี่เฉินมีความต้องการสิ่งใดย่อมสามารถเสนอออกมาได้ ขอเพียงตระกูลมั่วเราทำได้ จะไม่บ่ายเบี่ยงเด็ดขาด หากว่าเป็นความคิดของตระกูลเฉินละก็...เรื่องนี้ เกรงว่าคงพูดที่นี่ไม่ได้แล้ว”
“ความต้องการของข้า? ข้าต้องการให้พวกท่านมอบตัวมั่วเฟยเยียนออกมาให้ข้าลงโทษ พวกท่านทำได้หรือไม่” เฉินซื่อเจี๋ยถามอย่างไม่ลดละ
ในที่สุดมั่วต้าเหนียนก็ทนไม่ไหวขมวดคิ้วว่า “พี่เฉิน หากท่านไม่ยอมลดละ ข้าก็ไม่มีอะไรพูดแล้ว เฟยเยียนเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นยังมีสาเหตุเหล่านั้นอีก ขออภัยที่ข้าพูดตรงๆ ไม่ว่าเรื่องอะไร เราสามารถนั่งลงคุยกันดีๆ ได้ หากบอกให้เรามอบตัวเฟยเยียน นั่นเป็นไปไม่ได้แน่นอน ยกเว้นตระกูลมั่วเราไม่เหลือใครแล้ว!”
เรื่องนี้มั่วต้าเหนียนพูดได้เสียงดังฟังชัดและหนักแน่นไม่มีใครเปรียบ คนที่หลบอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวแอบโห่ร้องว่าดี
ได้ยินมั่วต้าเหนียนพูดเช่นนี้ เฉินซื่อเจี๋ยก็ไม่แปลกใจ ไม่ว่าตระกูลไหน อยากให้พวกเขามอบตัวเด็กที่มีรากวิญญาณแปรผันออกไปย่อมเป็นไปไม่ได้ ทว่า คิดจะหลุดรอดไปง่ายๆ เช่นนี้ เกรงว่าตระกูลมั่วท่านก็ต้องมอบอะไรตอบแทนบ้าง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอตัว ศพของบุตรี ข้าจะเอาไปด้วย” เฉินซื่อเจี๋ยเอ่ย
“เช่นนั้นไม่ได้ หากเจ้าเอาศพไปเวลานี้ เรื่องนี้ก็ยิ่งพูดไม่รู้เรื่องแล้ว” มั่วหกเฒ่าเปิดปากพูด
เฉินซื่อเจี๋ยสีหน้าบึ้งตึงว่า “ทำไม คนก็ถูกคนของตระกูลมั่วท่านฆ่าแล้ว นำศพกลับไปยังไม่ได้อีกหรือ” เอ่ยถึงตรงนี้ ก็เห็นเครื่องเรือนที่วางอยู่กลางโถงโยกโคลงไม่หยุด ถ้วยชาบนโต๊ะสั่นคลอนแล้วตกลงพื้นดัง เพล้ง
“เอาไปเถอะ” มั่วต้าซานโบกมือ
“ท่านหัวหน้าตระกูล...” มั่วหกเฒ่าร้องเรียก
มั่วต้าซานส่ายศีรษะเบาๆ
มั่วหกเฒ่าถลึงตาใส่เฉินซื่อเจี๋ยปราดหนึ่งอย่างโมโห
เฉินซื่อเจี๋ยไม่พูดสักคำ เดินเข้าโถงพิธีนำศพของเฉินซินกลับไป
“พี่สาม ท่านให้เขานำศพภรรยามั่วสิบไปได้อย่างไร หากพวกเขาสร้างเรื่องอะไรจากศพขึ้นมา ตระกูลมั่วเราก็ยิ่งเสียเปรียบสิ” มั่วหกเฒ่าส่ายศีรษะ
มั่วต้าซานมองไปรอบๆ โถงใหญ่ ได้ยินเพียงเสียงที่แม้ไม่ดังเท่าใดแต่กลับถ่ายทอดไปถึงทุกซอกมุม “พวกเจ้าออกไปได้แล้ว ตาเฒ่าห้า ตาเฒ่าหกอยู่ก่อน พี่รอง ท่านก็อยู่ก่อนเถอะ”
มั่วต้าเหอแม้ตบะจะต่ำ แต่อย่างไรเสียก็เป็นหนึ่งในสี่คนที่เหลืออยู่ของรุ่นนี้แล้ว
คนในโถงต่างถอยออกไป พวกมั่วชิงเฉินก็จากไปอย่างว่าง่าย
“พี่สาม...” มั่วหกเฒ่าเรียก
มั่วต้าซานโบกมือว่า “พวกเจ้านั่งลงให้หมด”
รุ่นอาวุโสสี่คนของตระกูลมั่วนั่งล้อมวงอยู่ด้วยกัน มั่วต้าซานมองสามคนที่เหลือ ว่า “เรื่องนี้ ตระกูลเฉินต้องไม่ยอมเลิกราแน่ นำศพกลับไปหรือไม่ ก็ไม่สำคัญแล้วล่ะ”
“พี่สาม หรือว่าพวกเขาตระกูลเฉิน คิดจะใช้เรื่องนี้เปิดศึกกับตระกูลมั่วเราให้ได้ หากเป็นเช่นนี้ นั่นมิใช่ให้สองตระกูลที่เหลือฉวยโอกาสได้สบายๆ หรอกหรือ” มั่วต้าเหนียนออกปากถาม
มั่วต้าซานส่ายศีรษะว่า “ไม่ถึงกับเปิดศึกหรอก อย่างไรเสียสองตระกูลก็พลังพอกัน หากเปิดศึก เกรงว่าจะสูญเสียทั้งสองฝ่าย เรื่องเสียแรงแล้วยังไม่ได้ผลดีเช่นนี้ ตระกูลเฉินจะยอมได้อย่างไร มีเรื่องหนึ่งข้ายังไม่ทันได้บอกพวกเจ้า ก่อนหน้านี้ไม่นานฮวาไป่เฉินแพร่งพรายให้ข้ารู้ว่า ชีพจรหินอัคคีนั่นพวกเขาเตรียมจะหารือร่วมกันเรื่องการแบ่งสันกับพวกเราทั้งสามตระกูลแล้ว”
“เอ๋ ในที่สุดเรื่องนี้ก็มีความเคลื่อนไหวแล้ว ข้ายังนึกว่าพวกเขาตระกูลฮวาจะยึดไว้เอง” มั่วต้าเหนียนเอ่ย
“ถึงว่าเจ้าไม่ใช้สมอง ภูเขาชีพจรหินอัคคีทั้งลูกพวกเขาตระกูลฮวาตระกูลเดียวจะกินหมดได้อย่างไร” มั่วหกเฒ่าเอ่ยอย่างดูแคลน
“ตาเฒ่ามั่วหก เจ้าจะหาเรื่องโดนอัดใช่หรือไม่!” มั่วต้าเหนียนโกรธจนถลึงตาหนวดกระดิก
“พอแล้ว เวลาเช่นนี้พวกเจ้ายังมีอารมณ์ทะเลาะกันอีก!” มั่วต้าซานเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“พี่รอง เรื่องนี้ท่านเห็นว่าอย่างไร” มั่วต้าซานไม่คาดหวังกับตาเฒ่าตรงหน้าสองคนแล้ว หันหน้าถามมั่วต้าเหอ
ชนรุ่นหลังในตระกูลมั่วจำนวนไม่น้อยต่างไม่รู้ว่า มั่วต้าเหอที่พำนักอยู่โถงเฉาหยางมาตลอดแม้ตบะต่ำต้อย ในใจกลับเจ้าแผนการ เรื่องใหญ่ในตระกูลทั้งหลาย ล้วนขาดเขาเข้าร่วมไม่ได้
นี่ก็เป็นเหตุผลที่ตอนนั้นมั่วสามรู้ว่าบุตรีคนโตมั่วหร่านอีไม่เคารพมั่วต้าเหอ ลงโทษให้นางเข้าข้างฝาสำนึกผิดเป็นเวลาเกือบเดือน
มั่วต้าเหอลูบหนวดขาวโพลน หรี่ตาว่า “ตระกูลเฉิน เกรงว่าจะสร้างเรื่องบนเรื่องการจัดสรรชีพจรหินอัคคี”
“อย่างไรหรือ” มั่วต้าซานถาม
“ตามธรรมเนียม ตระกูลฮวาเป็นผู้ค้นพบเหมืองหินอัคคีนี้ พวกเขาย่อมได้ส่วนใหญ่ กระทั่งตระกูลเดียวยึดครองห้าส่วนก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ที่เหลือ พวกเราสามตระกูลแบ่งเท่าเทียมกัน หากจัดสรรไม่ลงตัว ยังเหลือหนึ่งส่วนละก็ เกรงว่าจะใช้วิธีประลองที่ใช้ประจำมาตัดสิน ตระกูลเฉิน อาจใช้เรื่องนี้บีบให้เราสละสิทธิ์การเข้าชิง อย่างไรเสียพวกเขาก็กำจุดอ่อนเราไว้ รู้ว่าเราไม่มีทางละทิ้งเฟยเยียนเด็ดขาด” มั่วต้าเหอแยกแยะ
มั่วต้าเหอพูดจบ ทั้งสามคนนิ่งเงียบไป
จากนั้นมั่วต้าซานถอนใจว่า “หากจบเช่นนี้ได้ก็ช่างเถอะ เพียงหวังว่าตระกูลเฉินจะหยุดเมื่อพอดี อย่าได้สร้างปัญหาขึ้นอีก...”
“ช่างน่าชิงชังนัก การจัดสรรชีพจรหินอัคคีจะต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้เข้าพอดี พี่สาม ครั้งนี้ต้องลงโทษเจ้าสารเลวมั่วเก้านั่นให้หนัก” มั่วหกเฒ่ากล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อนึกถึงทรัพยากรที่อาจต้องปล่อยมือ ก็เสียดายจนเจ็บไปทั้งตัว
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้เจ้าพูด ข้าย่อมมีวิธีของข้า ตาเฒ่าหก เจ้าก็อย่าเอาแต่คิดถึงของนอกกายเหล่านั้น อย่างไรเสียคนมีความสามารถถึงเป็นรากฐานของการเชิดชูตระกูลมั่วเรา รุ่นพวกเราก็ได้เพียงเท่านี้แล้ว รุ่นที่สองคนมีความสามารถโรยรา หากพูดถึงอนาคตของตระกูลมั่ว ก็อยู่บนตัวเฟยเยียนกับเด็กไม่กี่คนนั่นแล้ว” มั่วต้าซานกล่าว
ผู้คนที่ถูกไล่ออกไป ต่างไม่มีกะจิตกะใจบำเพ็ญเพียร จับกลุ่มกันสองสามคนวิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่รู้คนของตระกูลเฉินจะจัดการอย่างไรกันแน่
มีเพียงมั่วชิงเฉินกลับโถงเฉาหยางเงียบๆ นั่งบนที่นั่งตนเองหลับตาเริ่มบำเพ็ญเพียร
นางบำเพ็ญเพียรถึงจุดยอดสุดของระดับหลอมลมปราณขั้นสองแล้ว กำลังอยู่ระหว่างคอขวด ในเวลาเช่นนี้ เข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสามเร็วขึ้นวันหนึ่ง ก็ถือเป็นการปลอมประโลมจิตใจ
หลายวันมานี้ ตระกูลมั่วอยู่ในบรรยากาศตุ้มๆ ต่อมๆ มาตลอด ที่พวกเขาต่างไม่รู้ก็คือ ท่านหัวหน้าตระกูลมั่วต้าซานได้รับยันต์ถ่ายทอดเสียงจากตระกูลฮวา เชิญหัวหน้าตระกูลทั้งสามตระกูลใหญ่ร่วมหารือเรื่องชีพจรหินอัคคีที่ตระกูลฮวา
และไม่รู้ว่าเพราะตั้งใจหรือบังเอิญ พอดีในวันนี้ เฉินซื่อเจี๋ยได้ย้อนกลับมา ผู้ที่มาพร้อมกันนั้น ยังมีคนของคนตระกูลฮวาและตระกูลโอวหยาง ในนั้นมีสองคนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน
สี่ตระกูลใหญ่ผู้บำเพ็ญเพียร นอกจากตระกูลโอวหยางที่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานสามท่านซึ่งค่อนข้างได้เปรียบแล้ว นอกนั้นสามตระกูลต่างมีตระกูลละสองคน
บัดนี้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานสามท่านมาเยือน มั่วหกเฒ่าในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานเพียงหนึ่งเดียวในตระกูลมั่ว จึงอดทำท่าทางเหมือนรับศึกหนักไม่ได้
“เฉินซื่อเจี๋ย เจ้าหมายความเช่นไร” มั่วหกเฒ่าตะโกน
เฉินซื่อเจี๋ยหัวเราะเย็นเยียบทีหนึ่ง โบกมือหนึ่งที กลางโถงใหญ่ก็ปรากฏโลงแก้วขึ้นหลังหนึ่ง ที่นอนอยู่ข้างในก็คือเฉินซินที่ตายไปแล้ว!
กลางโถงมีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้น
“มั่วต้าเว่ย วันนี้ข้ามา ได้เชิญพี่ฮวาและพี่โอวหยางมาเป็นพยาน เพื่อทวงความยุติธรรมให้บุตรีข้าที่ต้องตายอย่างไร้ความผิด!” เฉินซื่อเจี๋ยกล่าวเสียงร้ายกาจ
มั่วหกเฒ่าโกรธจัด “เฉินซื่อเจี๋ย วันนั้นท่านหัวหน้าตระกูลของพวกเรา ได้อธิบายต้นสายปลายเหตุให้เจ้าฟังอย่างชัดเจนแล้วชัดๆ เหตุใดเจ้ายังไม่ลดละเช่นนี้ หรือว่า แม้แต่ชื่อเสียงของบุตรีเจ้าก็ไม่สนใจแล้วหรือไร ต้องบังคับให้ข้าพูดความจริงต่อหน้าทุกคนใช่หรือไม่”
“หึๆๆ พูดได้ดี เอาแต่พูดว่าบุตรีข้าชื่อเสียงจะเป็นเช่นไร คนที่อยู่นี่ใครไม่รู้บ้าง ตอนนั้นมั่วสิบเสียไป เพื่อเขาแล้วบุตรีข้าตั้งใจแน่วแน่อยู่ในตระกูลมั่ว บัดนี้ตายอย่างอนาถ พวกเจ้ายังคิดจะสาดโคลนใส่นาง ท่านพี่ทั้งสอง หลังจากข้าพาบุตรีกลับตระกูลได้ให้คนตรวจอย่างละเอียด บุตรีข้าถูกขืนใจก่อนแล้วฆ่าทิ้งชัดๆ บัดนี้เพื่อทวงความยุติธรรมให้บุตรี ข้าก็ไม่สนใจจะปกปิดแล้ว!” เพิ่งสิ้นเสียงเฉินซื่อเจี๋ย คนไม่น้อยที่อยู่ในที่นี้ต่างส่งเสียงตกใจ
“เจ้า เจ้าพูดเหลวไหล!” มั่วหกเฒ่าโมโหชี้นิ้วกล่าว
เสียงหัวเราะของเฉินซื่อเจี๋ยยิ่งเย็นเยียบขึ้นอีก “ข้าพูดเหลวไหล? มั่วเก้าตระกูลมั่วเจ้าละโมบในความงามของบุตรีข้าจึงขืนใจนาง จากนั้น ถูกบุตรสาวมั่วเฟยเยียนมาพบเข้า เพื่อปกป้องชื่อเสียงของบิดามั่วเฟยเยียนจึงฆ่าคนปิดปาก!”
“หา เป็นเช่นนี้จริงหรือ?” อีกด้านหนึ่งของโถงใหญ่ มั่วโยวใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ ถามเสียงหลง
มั่วสิบสี่ส่ายศีรษะ ส่งสัญญาณให้มั่วโยวอย่าวู่วาม
มั่วต้าเหนียนที่อยู่ข้างๆ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวแล้ว ด่ากราดว่า “ผายลม บุตรสาวเจ้าไม่รักษาจารีตชัดๆ ถึงได้ถูกเฟยเยียนที่กำลังตกใจโกรธพลั้งมือฆ่าตาย ต้องรู้ว่าเฟยเยียนเพียงแค่สิบสองขวบ ต่อให้ใครเห็นสภาพเช่นนั้นก็ต้องเสียสติสัมปชัญญะ พูดอะไรกับแค่เด็กคนหนึ่ง หากจะบอกว่ามีความผิด ตระกูลมั่วเราไม่บ่ายเบี่ยงเด็ดขาด แต่หากบอกว่าบุตรสาวตระกูลเฉินไม่ผิดเลยสักนิด คิดจะเอาเด็กคนหนึ่งให้ตายด้วยเหตุนี้ นั่นก็อำมหิตเกินไปแล้ว”
“น้องมั่ว พวกเราสองตระกูลได้รับการไหว้วานจากพี่เฉิน และก็ให้ผู้หญิงในตระกูลตรวจสอบแล้ว มั่วเฉินซื่อ ถูกข่มเหงอยู่ก่อน จากนั้นถูกฆ่าจริงๆ!” ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานของตระกูลโอวหยางเปิดปากกล่าว
“เป็นไปไม่ได้!” มั่วหกเฒ่าแทบจะกระโดดขึ้นมา
“หากเป็นเช่นนี้จะทำเช่นไร” เฉินซื่อเจี๋ยมองดูมั่วหกเฒ่าที่ค่อยๆ สูญเสียสติสัมปชัญญะบีบบังคับว่า
“หากเป็นเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นก็สุดแต่ตระกูลเฉินลงโทษ!” มั่วหกเฒ่าพูดจบประโยค ถูกมั่วต้าเหนียนกระแอมทีหนึ่ง กว่าเขาจะได้สติกลับมาก็สายไปเสียแล้ว
“ดี! ดี! ถ้าเช่นนั้นตระกูลมั่วส่งผู้หญิงมาตรวจศพของบุตรีข้าได้เลย หากข้าพูดไม่ผิด ก็ไม่ต้องให้มั่วเฟยเยียนชดใช้ชีวิต ขอเพียงให้นางทำลายตบะตนเอง เพื่อปลอบประโลมวิญญาณบุตรีข้าบนสวรรค์!” เฉินซื่อเจี๋ยพูดพลาง ในตาฉายแววยิ้มอย่างเย็นเยียบ