พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 047 ตอนที่ 47

#47Chapter 047

ตอนที่ 47 ถุงเก็บจักรวาลได้

“วั่งชวน มานี่หน่อย” มั่วชิงเฉินคิดอยู่ครึ่งค่อนวันก็คิดไม่ออก ตัดสินใจเรียกวั่งชวนเข้ามาดูให้แน่ชัด

วั่งชวนก็เชื่อฟังจริงๆ ได้ยินดังนั้นจึงเดินทีละก้าวๆ มาถึงหัวเตียง

มั่วชิงเฉินเพ่งพิศวั่งชวนจากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน พบว่าเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกเปียกเป็นวงใหญ่

มั่วชิงเฉินที่ชินกับการถอดเสื้อผ้าวั่งชวน กระชากเปิดเสื้อวั่งชวนออกอย่างไม่ลังเล จ้องหน้าอกวั่งชวนแล้วเริ่มครุ่นคิด

ตรงนั้น คือที่ที่วางหินวิญญาณของวั่งชวนนี่นา!

เมื่อนึกขึ้นได้มั่วชิงเฉินตาเป็นประกาย ยื่นนิ้วมือออกแตะกลไกตรงนั้นแผ่วเบา ฝาเล็กๆ อันหนึ่งดีดออกมา ตรงนั้นมีหินวิญญาณที่กลายเป็นสีเทาวางอยู่อย่างเงียบๆ ตามความรู้พื้นฐานมั่วชิงเฉินเข้าใจแล้วว่านี่คือหินวิญญาณที่ใช้พลังที่มีจนหมดสิ้น ซึ่งก็คือหินไร้ประโยชน์ก้อนหนึ่งนั่นเอง

ทว่ารอบๆ หินไร้ประโยชน์ก้อนนั้น กลับมีของเหลวสีเขียวนองอยู่ กำลังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสุรา เป็นสุราเลิศรสในขวดน้ำเต้าสุราจริงๆ!

หรือว่า...

เมื่อคิดถึงตรงนี้มั่วชิงเฉินใจเริ่มเต้นรัว นางยื่นมือหยิบหินไร้ประโยชน์ออกมาก รดสุราเลิศรสลงไปเพิ่มอีก จากนั้นปิดกลไก ออกคำสั่งว่า “วั่งชวน นำถ้วยชากลับไปไว้บนโต๊ะ”

จากนั้นก็เห็นวั่งชวนยื่นแขนออกมารับถ้วยชาเนิบๆ เดินไปที่โต๊ะทีละก้าวๆ

มั่วชิงเฉินสูดลมหายใจเข้าแรง กดหน้าอกที่กระเพื่อมอย่างรุนแรง บ่นงึมงำในใจไม่หยุดว่า ‘ใจเย็น ใจเย็น!’

ผ่านไปครู่ใหญ่กว่ามั่วชิงเฉินจะสงบลงได้ เดี๋ยวดูวั่งชวนที่เคลื่อนไหวเหมือนปกติ เดี๋ยวดูขวดน้ำเต้าสุราในมือ ในใจเต็มไปด้วยความยินดี

หรือว่า สุราเลิศรสในขวดน้ำเต้านี้สามารถใช้แทนหินวิญญาณได้ ถ้าเช่นนั้นตนก็ไม่ต้องกลัดกลุ้มเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรแล้วสิ ผู้บำเพ็ญเพียรยามบำเพ็ญเพียรกำหินวิญญาณไว้ในมือจะสามารถเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียรได้มาก

ไม่ถูกสิ หากเป็นเช่นนี้ ตนที่ดื่มสุรามาตลอด เหตุใดความเร็วในการบำเพ็ญเพียรถึงไม่เพิ่มขึ้นล่ะ หรือว่าต้องเอาหินไร้ประโยชน์แช่ไว้ในสุราเลิศรส

เมื่อคิดได้ดังนี้มั่วชิงเฉินโยนหินไร้ประโยชน์เข้าไปในสุรา จากนั้นกดมือไว้ด้านบนเริ่มบำเพ็ญเพียรขึ้นมา ไม่นานนักก็ลืมตาแล้วส่ายศีรษะ ไม่ได้!

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นเอาหินไร้ประโยชน์แช่ในสุราสักครู่ มันก็จะกลับมาเป็นหินวิญญาณได้หรือไม่นะ

มั่วชิงเฉินเริ่มคิดไปต่างๆ นานา นางอยากรู้ประโยชน์ของสุราเลิศรสในขวดน้ำเต้าเหลือเกิน

ทว่าเรื่องนี้กลับไม่สามารถดูออกในทันที เมื่อคิดได้ดังนี้ มั่วชิงเฉินเก็บวั่งชวนขึ้น ตัดสินใจบำเพ็ญเพียรหนึ่งรอบอาทิตย์ใหญ่แล้วพักผ่อน รอถึงวันรุ่งขึ้นค่อยดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่

คืนหนึ่งผ่านไป วันรุ่งขึ้นแสงรุ่งอรุณอ่อนๆ สายหนึ่งเพิ่งจะส่องเข้ามาในห้อง มั่วชิงเฉินก็ลืมตาขึ้นมองไปที่หินไร้ประโยชน์ซึ่งแช่อยู่ในสุราอย่างรอไม่ไหว กลับต้องผิดหวังเมื่อพบว่าก้อนหินนั้นยังคงเป็นสีเทาทะมึน เห็นชัดว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ

มั่วชิงเฉินลองอีกหลายวิธี สุดท้ายก็ต้องยอมรับอย่างจำใจ สุราเลิศรสในขวดน้ำเต้านี้ ขณะนี้นอกจากใช้เพื่อให้ตนดื่มแล้วก็คือสามารถให้วั่งชวนเคลื่อนไหวได้โดยไม่เปลืองหินวิญญาณ

วันนี้ไม่มีคนมาเยี่ยมมั่วชิงเฉิน มั่วต้าเหนียนกำชับไม่กี่คำก็รีบออกไปเช่นกัน เหลือมั่วชิงเฉินตัวคนเดียว จะได้บำเพ็ญเพียรฆ่าเวลาพอดี

เป็นเช่นนี้ผ่านไปติดต่อกันสองวัน ในที่สุดมั่วชิงเฉินเคลื่อนไหวได้ตามปกติแล้ว

นางบิดขี้เกียจแรงๆ หนึ่งที ปล่อยให้อวิ๋นจือแต่งตัวให้นาง

อวิ๋นจือยืนอยู่ข้างหลังมั่วชิงเฉิน นิ้วมือผูกผมอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว ไม่นานนักก็เกล้าผมทรงผีเสื้อออกมาคู่หนึ่ง

อวิ๋นจือเพ่งพิจารณารอบหนึ่ง ยังไม่พอใจ ยื่นมือเปิดลิ้นชักเก็บเครื่องประดับบนโต๊ะเครื่องแป้งหยิบปิ่นผีเสื้อคู่หนึ่งปักลงบนผม ใส่คู่กับดอกไม้มุกสีน้ำเงินที่มั่วชิงเฉินใส่ทุกวันที่มั่วต้าเหนียนมอบให้ ก็เข้ากันเป็นอย่างดี

อวิ๋นจือถึงพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นเอ่ยว่า “น่าเสียดายคุณหนูมักใส่ชุดขาว หากใส่ชุดสีชมพูก็จะยิ่งงดงามแล้ว”

มั่วชิงเฉินยิ้มอย่างจำใจว่า “พี่อวิ๋นจือ ข้าจะแต่งตัวสวยเช่นนั้นไปทำอะไร เอาล่ะ พี่ตามข้าไปหาท่านปู่รองกันเถอะ”

ตั้งแต่หลังงานประลองย่อยปลายปี พวกมั่วชิงเฉินก็ไม่ต้องไปบำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยาง สามารถเคลื่อนไหวอิสระได้ กระทั่งเลยวันที่สิบห้าเดือนหนึ่งถึงค่อยกลับไปใหม่

ตอนที่ได้ยินข่าวนี้ มั่วชิงเฉินยังถามมั่วต้าเหนียนอย่างแปลกใจว่า “เหตุใดตระกูลมั่วเราก็เหมือนคนสามัญเช่นนั้น ยังต้องฉลองขึ้นปีใหม่หรือเจ้าคะ”

ถูกมั่วต้าเหนียนตบศีรษะอย่างน่าขันว่า “เจ้าเด็กโง่นี่ พวกเราตระกูลมั่ว ผู้บำเพ็ญเพียรมีไม่กี่คนเอง คนส่วนใหญ่ยังเป็นคนสามัญนะ ยิ่งกว่านั้น ต่อให้เป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรอีกสามตระกูลที่อยู่ในเมืองลั่วหยาง ก็ฉวยโอกาสนี้ไปมาหาสู่กัน เอาล่ะ นางหนู เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเหล่านี้ จงใช้โอกาสหายากนี้เล่นให้สนุกเถอะ”

มั่วต้าเหนียนนึกว่ารักสนุกคือนิสัยธรรมชาติของเด็กๆ กลับไม่รู้ว่ามั่วชิงเฉินเพิ่งเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณ กำลังอยู่ในช่วงอยากบำเพ็ญเพียรตลอดเวลา ได้ยินว่าไปโถงเฉาหยางไม่ได้ในใจยังผิดหวังอยู่เลย

ทว่ามั่วชิงเฉินก็ฉวยโอกาสสอบถามได้ว่า ท่านปู่รองท่านนั้นเคยชินกับการอาศัยอยู่ในโถงเฉาหยาง ต่อให้เป็นวันที่พวกเขาไม่ไปบำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยาง ท่านก็อยู่ที่นั่น

คิดได้ว่าไปมือเปล่าไม่ดี มั่วชิงเฉินรื้อสุราลูกท้อไหเล็กออกมาไหหนึ่งออกจากใต้เตียง นี่คือสุราที่ท่านปู่ให้ไว้เมื่อตอนจัดงานลูกท้อสวรรค์ จนถึงบัดนี้เหลือเพียงสามไหเท่านั้น

เข้าใกล้สิ้นปี เป็นช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุด นายบ่าวสองคนต่างใส่เสื้อคลุมขนสัตว์รีบเร่งมุ่งสู่โถงเฉาหยาง

เวลานี้มั่วชิงเฉินถึงรับรู้ถึงประโยชน์ของการเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณ ปกตินางแขนขาสั้น เวลาไปไหนมาไหนกับอวิ๋นจือ อวิ๋นจือต้องตั้งใจชะลอฝีเท้าเพื่อรอนางเรื่อยมา ทว่าบัดนี้ นางกลับรู้สึกว่าเบาไปทั้งตัวอย่างผิดปกติ เริ่มมีความรู้สึกก้าวย่างดุจบินแล้ว

“คุณหนู ถึงแล้วเจ้าค่ะ” อวิ๋นจือมองเรือนไม้ที่คุ้นเคยจนไม่รู้จะคุ้นเคยอย่างไรแล้วว่า

“พี่อวิ๋นจือ พี่รอข้าอยู่ที่นี่ อีกสักครู่ข้าก็ออกมา” มั่วชิงเฉินเอ่ยพลางรับตะกร้าที่ใส่สุราลูกท้อจากมืออวิ๋นจือ เดินมุ่งหน้าสู่เรือนไม้

“ท่านปู่รอง” มั่วชิงเฉินเคาะประตูเรียกเสียงใสทีหนึ่ง

ไม่นานนัก เสียงแก่เฒ่าลอยมาจากข้างใน “เจ้าสิบหกหรือนี่ อากาศเหน็บหนาว รีบเข้ามาเร็ว” พูดพลางประตูก็เปิดออก เผยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของมั่วต้าเหอออกมา

มั่วชิงเฉินอดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ ท่านปู่รองที่หยุดอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่มาตลอด แม้คาถาเคลื่อนย้ายสิ่งของก็ใช้ไม่เป็น ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ได้แต่เหมือนคนสามัญต้องลงมือด้วยตนเอง

“เจ้าสิบหก เหตุใดถึงถ่อมานี่ในวันอากาศเหน็บหนาวเช่นนี้ ไม่รู้ว่าโถงเฉาหยางหยุดเรียนแล้วหรือ” มั่วต้าเหอมองดูใบหน้าแดงเถือกของมั่วชิงเฉินแล้วยิ้มถาม

“ชิงเฉินทราบเจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินเอ่ย

“เอ้อ ดูความจำข้า คิดว่าเจ้าสิบหกคงมารับถุงเก็บวัตถุสินะ” มั่วต้าเหอยิ้มเอ่ย

มั่วชิงเฉินพยักหน้าว่า “ใช่เจ้าค่ะ ชิงเฉินโชคดีที่เข้าสู่ระดับหลอมลมปราณ จึงอยากรู้อยากเห็นมากว่าถุงเก็บวัตถุนั้นเป็นเช่นไรกันแน่!”

“หึๆ เจ้าสิบหก นี่ก็คือถุงเก็บวัตถุของเจ้า” มั่วต้าเหอยิ้มพลางล้วงถุงเล็กๆ สีเขียวอ่อนใบหนึ่งออกจากแขนเสื้อ

มั่วชิงเฉินเห็นบนถุงสีเขียวอ่อนเล็กๆ ใบนั้น ยังปักดอกบัวสีขาวไว้ อดรู้สึกชื่นชอบไม่ได้ นางรับมาเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านปู่รอง ท่านปู่รองนี่คือสุราลูกท้อที่ชิงเฉินนำมา ขอท่านอย่ารังเกียจ”

“นางหนูนี่พูดอะไรกัน สุราลูกท้อนี่หมักจากลูกท้อในลานบ้านท่านปู่เจ้าสินะ ทุกปีคนที่คอยจ้องสุราลูกท้อนี่มีมากมายเหลือเกิน ปู่รองเห็นแล้วก็อยากได้” มั่วต้าเหอเอ่ย

มั่วชิงเฉินขยิบตาว่า “ชิงเฉินก็เช่นกันเจ้าค่ะ! ท่านปู่รอง ถ้าเช่นนั้นชิงเฉินไม่รบกวนท่านพักผ่อนแล้ว”

มั่วชิงเฉินร่ำลามั่วต้าเหอ พาอวิ๋นจือเดินไปสวนหย่างอี๋ด้วยความดีใจ กลับเห็นหู่โถวกับผู้ชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้นางข้างดอกเหมยบานสะพรั่งกอหนึ่ง

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 047 ตอนที่ 47