เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 036 ตอนที่ 36
ตอนที่ 36 ถานเจี่ยว 6 (3)
ขากลับฉันเป็นคนขับรถ
อูอวี้ดูเหมือนเหนื่อยแล้วจริงๆ นั่งพิงเบาะที่นั่งข้างคนขับรถ ไม่ได้พูดอะไรอยู่นาน ในสมองของฉันเองก็กำลังคิดหลายๆ เรื่องอยู่ จนกระทั่งขับเข้าเขตเมืองแล้ว เขาถึงพูดขึ้นมาว่า “ให้ผมลงตรงหน้าร้านก็ได้”
ฉันไม่ได้พูดอะไร
ผ่านไปสักพัก ฉันพูดว่า “คุณบอกว่าคนร้ายคนนี้ดูเหมือนพวกสติไม่สมประกอบ แต่การกระทำของเขาทั้งหมดมันเหมือนกับมีการวางแผนมาก่อน เขาดูแลจูจื่อฮั่นเป็นพิเศษเสียขนาดนั้น แต่คนแรกที่เขาติดต่อครอบครัวเพื่อเสนอเงื่อนไขในการไถ่ตัวคืนกลับเป็นจ้าวรุ่ยชิน ก่อนหน้านี้พวกเรายังวิเคราะห์กันว่าเขาไม่ได้ทำทั้งหมดเพื่อเงิน ฉันยิ่งดูก็ยิ่งไม่เข้าใจเลยจริงๆ คุณว่า ตาต่อไปเขาจะลงหมากแบบไหนกันแน่”
หมอกลงหนาจัดเสียจนฉันมองอะไรไม่เห็น นั่นก็คือความรู้สึกของฉันในตอนนี้
หลังจากพูดเสร็จแล้วฉันก็แค่รอให้เสียงทุ้มกังวานของเขาดังขึ้นมา ใครจะรู้ผ่านไปสักพัก ฉันจะได้ยินแค่เสียงลมหายใจเข้าออกยาวๆ อย่างสม่ำเสมอ ฉันหันหน้ามองไป ก็เห็นว่าเขาหลับไปแล้ว
รถติดไฟแดงพอดี ฉันก็เลยจอดรถแล้วยังคงมองเขาเหมือนเดิม หน้าตาของชายหนุ่มยังคงหล่อเหลาคมคายชัดเจนได้ถึงขนาดนั้นทั้งที่เขาหลับอยู่ จริงๆ แล้วตัวเขาในตอนนี้ดูเหมือนจะเหนื่อยมาก ที่ศีรษะพันผ้าพันแผลไว้จนเหมือนบะจ่าง กระนั้นก็ยังมีคราบเลือดอยู่ ทั้งตัวก็สกปรกมาก แต่ตอนที่ฉันมองมือของเขาที่วางอยู่บนตัก มือนั้นก็เปื้อนดินสกปรกเป็นคราบเช่นกัน แต่ฉันกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ชวนให้คนรู้สึกอบอุ่นบางอย่างจากตัวเขา
ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนนั่งข้างๆ ฉันมาก่อน มีเขานั่งแบบนี้ แปลกมากที่ฉันเองก็รู้สึกดีมาก
ดึกดื่นแบบนี้รถบนถนนโล่งมาก แม้แต่คนที่ทักษะการขับรถไม่เก่งอย่างฉันก็ยังขับได้คล่องมากราวกับปลาได้น้ำ ขับรถหักเลี้ยวโค้งได้อย่างมั่นคง พอเห็นเขาหลับสนิทมาก ฉันกลับรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างน่าประหลาด
รถขับมาถึงประตูหน้าร้านเขาแล้ว
ร้านปิดไปนานแล้วจึงดับไฟหมดแล้ว หน้าร้านที่เป็นเช่นนั้นจึงแลดูเย็นเยียบอยู่ในความมืด แน่นอนว่าไม่มีใครอยู่ตรงนี้เพื่อคอยเขากลับมา ถ้าเขากลับไปคนเดียวแล้วจะมีอะไรกินไหม ใครจะดูแลเขา แล้วเขาจะไปโรงพยาบาลอย่างไร
พอนึกถึงปัญหาพวกนี้ ฉันเลยแค่ลังเลไปหนึ่งวินาทีเท่านั้น ก็เลยไม่ได้เรียกเขาให้ตื่นขึ้นมา แต่ขับรถมุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ
และแล้วก็มาถึงหน้าโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในเขตนี้
ตึกฉุกเฉินกลับเปิดไฟสว่างจ้าไปหมด สำหรับคนที่รีบมากลางดึกเหมือนอย่างพวกเราแบบนี้แล้ว มันทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันอบอุ่นอยู่หลายส่วน ฉันตบแขนเขาเบาๆ “นี่ ตื่นได้แล้วค่ะ”
เขาลืมตาขึ้นมาทันที คุณจะรู้สึกได้ว่าผู้ชายอย่างเขา ถึงจะหลับไปแล้วก็ยังตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา สายตาของเขากลับมาแจ่มชัดอย่างรวดเร็ว มองโรงพยาบาลที่อยู่ข้างหน้าแล้วมองมาที่ฉันพร้อมพูดว่า “ขอบคุณครับ”
ฉันกำลังคิดจะผลักประตูลงจากรถ เขาก็พูดขึ้นมาว่า “คุณไม่ต้องไปด้วยหรอก กลับไปพักผ่อนเถอะ”
ฉันหันหน้ามามองเขา ยิ้มแล้วพูดแซวเขาว่า “มีอย่างที่ไหนกัน พอข้ามแม่น้ำเสร็จก็รื้อสะพานทิ้ง[1]เร็วขนาดนี้เลยหรือคะ”
เขาอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะแล้วพูดว่า “นักเขียนอย่างพวกคุณใช้สำนวนพวกนี้กันหมดเลยหรือครับ”
ฉันลงจากรถ พยักหน้าพูดว่า “อือฮึ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความต้องการค่ะ ใช้ทุกสิ่งที่มีอย่างชาญฉลาด ถ้าเกิดว่าเป็นผู้ชายก็อย่าพิรี้พิไรเลย ไปกันเถอะค่ะ”
อูอวี้จึงไม่ได้พูดอะไรอีก เราสองคนเดินเข้าไปในแผนกฉุกเฉิน ฉันพูดว่า “ฉันเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นนะ การที่ต้องมาโรงพยาบาลคนเดียวมันรู้สึกแย่มาก บางครั้งตอนที่ฉันไม่สบายหรือป่วยแล้วต้องมาคนเดียว ไหนจะต้องวิ่งขึ้นวิ่งลง จ่ายเงิน ตรวจเช็กอาการ เอายา หรือแม้แต่ตอนให้น้ำเกลือก็ต้องทำด้วยตัวเอง ความรู้สึกในตอนนั้นมันแย่กว่าตอนปกติหลายเท่า”
พูดจบก็เห็นอูอวี้มองมาที่ฉัน ในดวงตาของเขากำลังยิ้มอยู่ เขาพูดว่า “นั่นคือความรู้สึกของพวกผู้หญิง มีผู้ชายที่ไหนกันที่พอมาโรงพยาบาลแล้วต้องมีคนมาเป็นเพื่อนด้วย ไม่ได้เป็นโรคที่รักษาไม่ได้นี่ครับ”
พอได้ยินแล้วฉันก็หยุดยืน เอามือเท้าเอว “ความหมายของคุณคือไม่ชอบที่ฉันมาเป็นเพื่อนสินะคะ” ทันทีที่คำพูดหลุดออกไป ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นเร็วไม่มั่นคง ปากฉันมันเร็วเกินไปแล้ว
แต่ว่าฉันก็ยังจ้องเขาอยู่
สายตาของเขาคล้ายกับอึ้งไปสักพัก มองมาที่ฉันแวบหนึ่ง ตอนนี้พวกเราเดินมาถึงหน้าช่องเวชระเบียนของตึกฉุกเฉินแล้ว เขาทำเหมือนไม่ได้ยิน ควักกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วกดคิวไว้ หัวใจของฉันในตอนนี้ราวกับกับร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่มอย่างไรอย่างนั้น
เขาไม่ได้พูดว่าชอบหรือไม่ชอบ เรื่องที่เขาไม่คิดจะพูด ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่พูดอยู่ดี
------
[1]ข้ามแม่น้ำเสร็จก็รื้อสะพานทิ้งเป็นสำนวน อุปมาถึงการที่เมื่อทำอะไรจนบรรลุเป้าหมายแล้ว ก็ทอดทิ้งผู้คนหรือสิ่งที่ช่วยตนให้ประสบผลสำเร็จ