เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง

เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 037 ตอนที่ 37

#37Chapter 037

ตอนที่ 37 อูอวี้ 6 (1)

-อูอวี้-

ผมไม่เคยไปโรงพยาบาลกับผู้หญิงมาก่อน ผมไม่เคยคิดว่าพอพาถานเจี่ยวไปด้วยแล้วมันจะสนุก...และวุ่นวายมากขนาดนี้

ผมนั่งอยู่หน้าแพทย์ฉุกเฉิน บอกอาการง่ายๆ เพียงแค่ว่า “ตกจากที่สูง”

เธอมองมาที่ผมด้วยท่าทีไม่เห็นด้วย จากนั้นก็พูดพร้อมกับทำไม้ทำมือประกอบ “คุณหมอคะ…คืออย่างนี้นะคะ...มันเป็นหน้าผาสูงขนาดนั้น แถมที่พื้นก็ไม่ได้เรียบ มีรากไม้กับพวกหิน พอฉันมาถึง เขาก็สลบอยู่ก่อนแล้วอย่างน้อยห้านาทีค่ะ”

หมอเป็นหมอวัยรุ่นที่หน้าตาดูใจดี พอได้ยินเธอพูดก็สนใจขึ้นมาทันที “หา ตกมาแรงขนาดนี้ ตกลงมาได้ยังไงกัน”

ผมกำลังคิดจะพูดว่า ‘ผมใจลอยไม่ทันระวัง’ จะได้จบบทสนทนาที่ไม่ค่อยจะมีแก่นสารนี้เสียที แต่ถานเจี่ยวร้อง “หึ” ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ ผม แล้วพูดว่า “คุณหมอคะ เรื่องนี้บอกคุณมากไม่ได้ค่ะ คือว่าพวกเรากำลังจับโจรคนหนึ่ง เขาไล่ตามไป เลยทำให้เจ็บหนักจนเป็นแบบนี้ค่ะ”

“อ้อๆ คุณหันมาให้ผมตรวจดูให้ละเอียดหน่อย” หมอว่า

พอมองเห็นสายตากระตือรือร้นของหมอ ไหนจะดวงตาเป็นประกายระยิบระยับคู่นั้นของเธอที่อยู่ข้างผมนั่นอีก ผมเลยหันมาแบบเงียบๆ

ผมรู้สึกว่าเธอแตกต่างจากตอนที่ผมกับเธอเจอกันเมื่อหนึ่งปีก่อนอยู่บ้าง เมื่อครั้งแรกพบ เธอเป็นคนร่าเริงสดใส แต่ก็มีความเย็นชาอยู่เล็กน้อยที่มาพร้อมหนามแหลมคม แต่ตอนนี้พอได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ก็รู้ว่าหนามพวกนั้นเป็นเพียงเกราะป้องกันเธอจากคนแปลกหน้าเท่านั้น

เธอเป็นคนอบอุ่น ร่าเริง และยังอ่อนโยนมากอีกด้วย

ขั้นตอนการรักษาเบื้องต้นหลังจากนั้นก็คือ หมอตรวจดูบาดแผลอย่างละเอียด ถามเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายผม แต่แทนที่จะถามผม หมอกลับถามเธอ เธอตอบอย่างน้อยหนึ่งร้อยคำต่อหนึ่งคำถาม ตอบเสียละเอียดถี่ยิบ จังหวะการพูดก็ดูมีชีวิตชีวาและถูกต้อง สมแล้วที่เธอเป็นนักเขียนนิยาย

เสร็จแล้ว หมอก็ให้ผมไปทำซีทีสแกน

จุดนี้เธอเข้าไปไม่ได้ ผมจึงนับว่าได้อยู่อย่างสงบสักพัก พอผมออกมา ก็เห็นดวงตากลมโตใสกระจ่างของเธอจ้องมองมาที่ผม พวกเรานั่งรอผลอยู่หน้าห้องทำซีทีสแกน นั่งไปสักพัก ทันใดนั้นก็ได้ยินเธอกระซิบว่า “คุณจะต้องไม่เป็นอะไร”

เดิมทีผมไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้อยู่แล้ว พอหันหน้าไปมองเธอ สีหน้าของเธอดูสุขุมเด็ดเดี่ยว เส้นผมสีดำปรกลงมาบนใบหน้าขาวใสกระจ่างราวหยกของเธอ ทำให้แลดูสวยแบบเยือกเย็น

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่าคำพูดของเธอที่เคยพูดก่อนหน้านี้ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่บ้าง

มาโรงพยาบาล มีคนแบบนี้มาอยู่เป็นเพื่อน จากช่วงเวลาแต่ละนาทีที่แสนน่าเบื่อและเงียบเหงาก็กลายเป็นห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยขึ้นมาทันที

เธอถามผมว่าชอบหรือไม่ชอบ ในเวลานี้ ผมไม่มีคำตอบอย่างอื่นเสียแล้ว

พวกเราเอาผลตรวจซีทีสแกนไปให้หมอวินิจฉัยดู ผลคือไม่ได้เป็นอะไร แต่หมอก็ยังย้ำกำชับว่า “ถึงผลในรูปจะยังดีดู แต่เรื่องอาการเลือดออกในสมองนั้นยังบอกอะไรไม่ได้ การที่ไม่มีเลือดออกในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าต่อไปจะไม่มีเลือดออก ดังนั้นช่วงหลายวันนี้ให้สังเกตอาการอย่างละเอียด มีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนหรือเปล่า ถ้าพบอาการผิดปกติให้รีบมาที่โรงพยาบาลทันที”

แน่นอนว่าคำพูดพวกนี้บอกกับถานเจี่ยว ตอนนี้ยังจะมีบทให้ผมได้พูดอะไรเสียที่ไหน ผมเห็นสีหน้าของเธอเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิมมาก จากนั้นเธอก็พูดงึมงำว่า “ตอนที่เรากำลังมาโรงพยาบาล เขาหลับในรถไปสักพักค่ะ”

หมอทำหน้าตกใจขึ้นมาทันที “จริงหรือครับ”  

“ใช่สิคะพี่ชายสุดหล่อ ฉันคุยกับคุณอยู่นี่...” เธอตอบ

ผมอดไม่ได้ขัดจังหวะพวกเขา “ถานเจี่ยว ผมหลับเพราะผมเหนื่อยกับง่วงนอนต่างหาก”

“อ๋อ…” ถานเจี่ยวและหมอพูดพร้อมกัน

พอเดินออกจากโรงพยาบาล ในมือผมถือยากับของอื่นๆ ส่วนเธอถือธนบัตรปึกนั้น หน้านิ่วคิ้วขมวด ปากก็บ่นพึมพำ ที่แท้ก็กำลังนับเงินที่ใช้ไป ทั้งหมดคือเงินที่เธอหยิบจากกระเป๋าผมแล้ววิ่งไปจ่ายเงิน สุดท้ายเธอก็พับธนบัตรเก็บ กลอกตามอง “คุณคิดว่าเงินนี่ เสิ่นสือเยี่ยนจะเบิกมาชดเชยให้คุณไหม”

“…”

“สี่ร้อยกว่าหยวนเชียวนะ ตอนนี้คุณเองก็...จะหาเงินก็คงไม่ง่ายเท่าไร” เธอว่า

“ทำไมต้องไปหาเขาเพื่อจะให้เขาเบิกเงินมาชดเชยให้ด้วย” น้ำเสียงผมเย็นชาลงกว่าเดิม

“คุณบาดเจ็บเพราะช่วยคนอื่นนี่ ตำรวจจะไม่รับผิดชอบหน่อยเหรอ” เธอกล่าวอย่างมีเหตุมีผล

“ไม่จำเป็น อย่าไปหาเขา” ผมพูดเสียงแข็ง

ถานเจี่ยวเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไร คงฟังออกว่าน้ำเสียงของผมดูเย็นชา

เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย ไปหาเสิ่นสือเยี่ยนเอาเงินชดเชยน่ะเหรอ

ผมอูอวี้ยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า