เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 029 ตอนที่ 29
ตอนที่ 29 ถานเจี่ยว 5 (5)
-ยังคงเป็นถานเจี่ยว-
อูอวี้ไม่ได้พูดอะไร
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พอทำให้เขาตกใจได้ ฉันก็ยังรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จมากอยู่ดี ฉันขยับเก้าอี้ที่นั่งอยู่ไปทางเขา รอบข้างเสียงดังหนวกหูมาก ฉันกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่เขากลับขัดขึ้นมาว่า “คุณเองก็เคยเห็นนกพวกนั้นด้วยเหรอ”
เฮ้ย! สมองจำเป็นต้องไวขนาดนี้เลยเหรอ
ฉันพยักหน้าและพูดว่า “ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยไปกินข้าวที่ร้านแนวครอบครัว เป็นร้านอาหารที่มีเด็กเล็กเยอะมาก แล้วก็เห็นนกหลายตัวป้วนเปี้ยนอยู่นอกร้านอาหารเป็นร้อยกว่าตัวได้ ถ้าการปรากฏตัวของนกเป็นลางสังหรณ์บางอย่าง ถ้าอย่างนั้นจะคิดได้ไหมคะว่า คนคนนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะอยู่แถวนั้น และกำลังเลือกเป้าหมายต่อไปอยู่”
“ครับ”
ฉันพูดว่า “งั้นพวกเราแจ้งตำรวจได้ไหมคะ จะได้ระวังป้องกันไว้ก่อน”
เขาก็ยังพูดว่า “ครับ” เหมือนเดิม แม้ว่าจะมีแค่คำง่ายๆ คำเดียว แต่ว่าแววตาดำขลับของเขานั้นเป็นประกาย แม้ว่านั่งบนเก้าอี้เก่าๆ เล็กๆ เหมือนฉัน แต่ว่าเขานั่งแล้วดูหล่อมาก ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจมากทีเดียว
ทันใดนั้นมีบริกรคนหนึ่งเดินผ่านข้างๆ พวกเราไป อูอวี้ยกมือขึ้น “คิดเงินด้วย”
ฉันหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาแล้วพูดว่า “ฉันจ่ายเอง เพราะฉันกินเยอะมากเลย แล้วก็...เพราะฉันมา คุณเลยต้องเป็นคนเลี้ยงเลย”
อูอวี้พูดขึ้นมาเบาๆว่า “ไม่เกี่ยวกัน”
บริกรอมยิ้มมองเราสองคน ยื่นมือออกไปรับเงินจากอูอวี้ ฉันรีบแย่งยื่นเงินให้บริกร ใครจะรู้ว่าฉันยังส่งเงินไม่ถึงมือบริกร แขนแกร่งข้างหนึ่งก็ยื่นมาขวางหน้าฉันไว้ ฉันพยายามผลักแขนเขา แต่เขาไม่ขยับเลยสักนิด กลับกลายเป็นว่าฉันโดนเขาจับกดไว้บนเก้าอี้ มือของฉันข้างหนึ่งก็โดนเขาจับไว้
“นี่ ทำไมฉันต้องให้คุณจ่ายให้ด้วย” ฉันว่า
เขาส่งเงินให้บริกรพร้อมพูดเบาๆว่า “ลองดูแล้วกันว่าจะผ่านไปได้ไหม ถ้าผ่านไปได้ก็ให้คุณจ่าย”
ผิวตรงแขนร้อนผ่าวจนลวกคอกับหน้าฉันเล็กน้อย ฉันรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นรัว ทำไมต้องแย่งกันจ่ายเงินด้วย
ฉันบ่นเบาๆ “ไม่มีเหตุผลเลย”
เขายิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
ฉันไม่กล้าค้างอยู่แบบนี้นานเกินไป จึงเอนตัวพิงข้างหลังเพื่อหนีจากการควบคุมของเขา ฉันพูดขึ้นมาลอยๆว่า “งั้นก้ได้ ครั้งหน้าให้ฉันจ่ายนะ”
เขาก็ตอบว่า “ครับ” ด้วยสีหน้าราบเรียบเหมือนเดิม
พวกเราสองคนลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก หัวใจของฉันก็กลับมาเต้นเป็นปกติ สติของฉันเองก็เหมือนจะกลับมาอยู่กับร่องกับรอยแล้วเช่นกัน ทันใดนั้นฉันก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“แย่แล้ว เพื่อนสนิทของฉัน จ้วงอวี๋กับหลานชายเธอ วันนั้นก็อยู่ที่ร้านอาหาร ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะเสี่ยงอันตรายไปด้วยสิ”
อูอวี้ได้ยินแล้วมองมาที่ฉัน ถามว่า “เด็กอายุเท่าไร”
“แปดขวบ แต่ค่อนข้างผอมและตัวเล็กหน่อย บอกว่าหกเจ็ดขวบก็มีคนเชื่อ”
แววตาของอูอวี้ดูเหมือนจะล้ำลึกยิ่งกว่าเดิมอยู่บ้าง พูดขึ้นมาว่า “กลัวก็แต่ไม่ใช่ว่าอาจจะน่ะสิ แต่เป็นไปได้สูงมากว่า คนที่ตกเป็นเป้าหมายจะเป็นพวกเขา”
ฉันตกใจ “เพราะอะไรกัน”
อูอวี้พูดว่า “ก่อนหน้านี้ผมเห็นนกอยู่ข้างนอกร้านซ่อมรถมีประมาณสิบตัว ทำไมพวกมันถึงมาโผล่ที่นั่นได้ ถ้าเป็นอย่างที่พวกเราสันนิษฐานไว้ พวกมันจะปรากฏตัวที่ใดที่หนึ่งแบบไม่มีเหตุผลไม่ได้ ถ้างั้นก็เหลือแค่ความเป็นไปได้เดียว นั่นคือพวกมันจำผมได้ แต่ผมแค่เคยเห็นพวกมันบนเรือเท่านั้น คุณอาจจะรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อ แต่พวกมัน...ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ”
ฉันอึ้งไป สีหน้าของอูอวี้จริงจังมาก ดังนั้นฉันเลยรู้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น นี่เป็นความรู้สึกของเขาที่รุนแรงและชัดเจนจริงๆ ต่อให้เป็นเรื่องเหลือเชื่อก็ตามที แต่ฉันก็ยินดีจะเชื่อ
ฉันพูดว่า “ความหมายของคุณคือ พวกมันก็อาจจะจำฉันได้แล้วเหมือนกันใช่ไหมคะ”
ในสายตาของเขาทอแววชื่นชม “คืนนั้นตอนที่ชิงตัวเด็กกัน นกที่โผล่มามีมากกว่าร้อยตัว พวกมันปรากฏตัวที่ร้านอาหาร เป็นไปได้มากว่ามาเพื่อรอเหยื่อ ถ้าเกิดพวกมันจำคุณได้ ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะสังเกตเห็นเด็กที่นั่งโต๊ะเดียวกับคุณด้วย”
ในใจของฉันว้าวุ่นขึ้นมาทันที รีบเดินจ้ำอ้าวไปที่รถและพูดว่า “ฉันต้องรีบบอกจ้วงอวี๋กับตำรวจ”
ฉันเพิ่งล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋าไม่ทันไร เขาก็พูดว่า “ให้ผมขับเถอะ”
ฉันถามว่า “ทำไมล่ะ”
เขามองมาที่ฉันแล้วพูดว่า “ผมเคยเห็นคุณขับรถ”
หมายความว่า.....
ในทันใดนั้นฉันรู้สึกเห่อร้อนที่ใบหน้า พูดไปว่า “ก็ได้ คุณขับเถอะ ดูซิว่าคุณจะขับแข็งไหม” แล้วโยนกุญแจให้เขา