เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 027 ตอนที่ 27
ตอนที่ 27 ถานเจี่ยว 5 (3)
นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบส่วนหนึ่งของทางตำรวจก็ยังให้เบาะแสที่สำคัญมากกับฉัน
อันดับแรก พวกเขาคิดว่าคนร้ายเคยเป็นหัวขโมยมาก่อน นี่คือผลของการวิเคราะห์จากรอยเท้าในที่เกิดเหตุเบื้องต้น ตรงพื้นรองเท้าด้านนอกมีรอยสึกหรอเยอะมาก แต่ข้างในกลับมีไม่ค่อยเยอะ ส่วนด้านหลังก็มีรอยสึกหรอเล็กน้อย นี่คือเท้าของ ‘หัวขโมย’ โดยทั่วไป ฉันก็เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นนี้ เพราะว่าวันนั้นตอนที่เห็นก็รู้สึกเลยว่าเสียงฝีเท้าของคนคนนั้นมันเบาเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้ฉันกำลังคิดว่าเขาอาจจะเคยได้รับ ‘การฝึกอบรมทางด้านโจรกรรม’ มาก่อน
แต่ว่าหัวขโมยมืออาชีพคนหนึ่งทำไมถึงได้มาขโมยเด็กแบบนี้ หรือว่าเขาวางแผนจะเปลี่ยนแนวอาชีพเหรอ
แต่ทางตำรวจกลับพูดไม่เหมือนที่ฉันพูด บอกว่ายังไม่รู้ใบหน้าของคนร้าย ทั้งๆ ที่พวกเขาหากล้องวงจรปิดบนถนนเจอแล้ว แม้กระทั่งได้รูปถ่ายใบหน้าของคนร้ายซึ่งเหมือนกับใบหน้าที่ฉันได้เห็นไม่มีผิด หนำซ้ำยังได้เก็บรอยนิ้วมือในที่เกิดเหตุของคนร้ายมาด้วยเช่นกัน แต่กระนั้นไม่ว่าจะเป็นรอยนิ้วมือหรือหน้าตากลับไม่มีการบันทึกข้อมูลเอกลักษณ์ใดๆ ไว้เลย ทำให้ยืนยันฐานะของเขาไม่ได้ ข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของเด็กที่หายไปก็ยังหาไม่เจอเลยสักคน
หากมองจากคดีนี้คดีเดียว สถานการณ์ของคดีนี้มันไม่ซับซ้อน แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับมีอะไรซ่อนอยู่ในทุกๆ ที่ แต่ตอนนี้ยังบอกได้ไม่ชัดเจน ฉันพกข้อมูลไปกะว่าจะไปหาอูอวี้ ระหว่างทางขับรถไปร้านซ่อมรถก็รู้สึกว่าตัวเองยังมองข้ามเบาะแสที่สำคัญมากอันหนึ่งตลอดเวลา แต่สมองก็ยังนึกถึงสิ่งที่เชื่อมกันไม่ได้ในเวลานี้
เสี่ยวหวาอยู่ในร้าน แต่อูอวี้ไม่อยู่ เสี่ยวหวาบอกว่า เขากับช่างอีกสองคนไปกินข้าวด้วยกันที่ร้านอาหารตรงทางเท้าฝั่งตรงกันข้าม ทั้งยังบอกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเขาให้ฉันด้วยความกระตือรือร้นเอามากๆ
ฉันจอดรถอยู่บริเวณหน้าร้านอาหารที่ทั้งเล็กและเก่า บนพื้นยังมีคราบน้ำมันแผล็บอยู่หลายแห่ง พอมองดูนาฬิกาข้อมือ ก็เห็นว่าเป็นเวลาบ่ายสองโมงแล้ว แต่ในบริเวณที่นั่งกลางแจ้งของร้านเล็กๆ นี้ยังมีคนนั่งรออยู่เต็มเลย ฉันเห็นอูอวี้และช่างสองคนนั่งที่โต๊ะตัวในสุด ขณะกำลังลังเลว่าจะรอข้างนอกดีหรือไม่ เขาก็เห็นฉันแล้วตะโกนเรียก “ถานเจี่ยว”
ฉันจึงเดินเข้าไป ช่างสองคนนั้นซึ่งดูเหมือนจะจำฉันได้ก็ยิ้มให้อย่างนึกแปลกใจ สายตาที่มองอูอวี้เต็มไปด้วยความคลุมเครือ อูอวี้เหมือนไม่ได้รับรู้โดยสิ้นเชิง ลากเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆ มาไว้ข้างตัวเองแล้วพูดว่า “นั่งสิ” จากนั้นเขาก็มองสองคนนั้นแวบหนึ่ง สองคนนั้นก็ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
ฉันไม่สนใจ เพราะพวกเราสองคนบริสุทธิ์ใจกันนี่นา แค่เคยสัมผัสหน้ากับมือครั้งหนึ่งเท่านั้น จะถือว่าเป็นคนรักกันได้ยังไง แต่พอที่ฉันนั่งลงข้างๆ เขาจริงๆ ได้ใกล้ชิดกับเขามากๆ ในที่สาธารณะและมองเขา ฉันก็รู้สึกใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาเล็กน้อยทันที อีกทั้งคอก็แห้งนิดหน่อยด้วย
แล้วก็….หิวมากด้วย
ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่าตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ฉันลืมกินข้าวไปเสียสนิท ทำไมกันนะ พอกวาดมองอาหารเย็นชืดที่เหลืออยู่บนโต๊ะ ฉันก็มีความรู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่น่าอร่อยมากๆ
“มีธุระเหรอ” อูอวี้ถาม
ฉันพยักหน้า
“โอเค อีกเดี๋ยวค่อยคุยนะ” เขาว่า
“ได้”
“กินอะไรมาหรือยัง” เขาถาม
“ยัง” ฉันตอบตามตรง
เขายิ้มให้พร้อมกับหยิบเมนูเปื่อยๆ แผ่นนั้นบนโต๊ะให้ฉันแล้วบอกว่า “สั่งกับข้าวมาสักสองอย่างสิ”
ฉันรับเมนูมาดูอย่างสำรวม เวลานี้ช่างสองคนนั้นก็ลุกขึ้นพูดว่า “พี่อวี้ พวกเรากลับไปร้านก่อนนะ”
“ได้ พวกนายไปกันก่อน มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง” อูอวี้ตอบ
ช่างคนหนึ่งพูดยิ้มๆ ว่า “พี่ต้องเลี้ยงแน่นอนอยู่แล้ว”
อูอวี้ไม่ได้พูดอะไร
ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน สั่งกับข้าวมาสองอย่าง อูอวี้เรียกบริกรมาเช็ดโต๊ะให้สะอาด แล้วเทน้ำใส่แก้วให้พวกเราสองคน ระหว่างรออาหาร ฉันจึงเอาข้อมูลของคดีให้เขา เขาอ่านด้วยความระมัดระวัง ทั่วทั้งร้านอาหาร มีแค่โต๊ะเราที่เงียบ
ผ่านไปไม่นาน ฉันพูด “ในเมื่อรู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว ทำไมวันนี้คุณยังมัวไปซ่อมรถอะไรอีก ทำไมไม่มาหาฉันจะได้ปรึกษากันว่าต่อไปจะต้องทำยังไง”
เขาเงยหน้าขึ้นมองฉัน “ก็คุณพูดว่าคุณอยากอยู่เงียบๆ คนเดียวไม่ใช่เหรอครับ”
เอ่อ...ใช่ ฉันเคยพูด
เขาก้มหัวอีก “แต่ถ้าคืนนี้คุณยังไม่มาหาผม ผมก็กะจะไปหาคุณอยู่แล้ว”
“อ๋อ”
ในใจของฉันพลันอุ่นวาบขึ้นมาทันที