หนี้รักบัลลังก์แค้น

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 029 ตอนที่ 29

#29Chapter 029

ตอนที่ 29 วางแผนชายแดนเหนือ

“ใจฮ่องเต้คาดเดายากเสียจริง...” เสิ่นหวาซั่นก็กำลังทอดถอนใจกับเรื่องราวชายแดนเหนือที่จบแบบลวกๆ นึกถึงการแบ่งฝ่ายของเจิ้นหย่วนกงกับพระมาตุลา ทั้งหวั่นใจว่าราชสำนักอาจเกิดคลื่นลมใหญ่ขึ้นจากสถานการณ์ชายแดนเหนือ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่เขาก็รู้ว่าการก่อกวนจากชนกลุ่มน้อยชายแดนเหนือเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ไม่สามารถปราบปรามได้แต่ก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้เช่นกัน กู่ต้าจู่อยู่ชายแดนเหนือยี่สิบปี หากว่าไม่มีผลงานแต่ก็ต้องทนลำบาก เมืองหน้าด่านอันเป่ยจะละทิ้งง่ายๆ ได้อย่างไร แต่พอนึกถึงว่าเจียงป๋อเหวินเป็นขุนนางคู่พระทัยของฉางไท่ฮ่องเต้ หรือว่าฉางไท่ฮ่องเต้ทรงต้องการเช่นนี้ แต่เป็นเพราะอะไรหรือ เนื่องจากตระกูลเสิ่นไม่มีสายข่าววงในของกองทัพ เขาจึงคิดหาสาเหตุไม่ได้เลย

ความวุ่นวายของชายแดนเหนือหากว่าเป็นเพราะการรุกล้ำของทูเจวี๋ย สู้บอกว่าเกิดเพราะการแย่งชิงของราชสำนักน่าจะถูกกว่า หรือพูดให้แน่ชัดก็เป็นต้นเหตุจากการแย่งชิงของหล่งโย่วเว่ยกับกวนเน่ยเว่ย จึงเป็นสาเหตุที่แท้จริงของความวุ่นวายชายแดนเหนือ ที่น่าเสียดายคือ ฉางไท่ฮ่องเต้คิดว่าต้าหย่งมั่นคงดั่งขุนเขา คิดเองว่าไร้เทียมทานทั้งบุ๋นทั้งบู๊ จึงได้ตัดสินเช่นนั้นหรือ สถานการณ์ตอนนี้สำหรับฉางไท่ฮ่องเต้ยังไม่มีวี่แววที่จะมีผลกระทบ ส่วนที่จะทุกข์ยากทีหลัง ยังคงเป็นประชาชนชายแดนเหนือนั่นเอง

ใครจะรู้ว่าสถานการณ์ฟ้ากำหนด แม้สูงส่งถึงฮ่องเต้ก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ดั่งคำขงจื่อที่ว่ากงล้อหมุนวน เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้น เบญจธาตุก่อเกิดกษัตริย์ เกี่ยวเนื่องกันและกันเป็นวัฏจักรแม้แต่คนอย่างเสิ่นหนิงที่เกิดใหม่หลุดพ้นการเวียนว่ายตามฟ้ากำหนดก็ยังรู้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เรื่องราวของชายแดนเหนือผ่านพ้นไปตามความวุ่นวายรายวันของขุนนางเมืองหลวง คนที่ยังสนใจอยู่เริ่มมีน้อยลง มีเพียงไม่กี่คนที่ยังกังวลเท่านั้นที่สนใจ แม้แต่เรื่ององค์ชายสามไปเมืองหน้าด่านอันเป่ยก็ยังไม่มีใครสนใจมาก ขุนนางที่สังสรรค์ก็ยังคงสังสรรค์ ที่ทำงานก็ยังคงทำงาน ทั้งเมืองหลวงมีความสงบชนิดหาได้ยากยิ่ง

วันที่องค์ชายสามเดินทาง มดงานได้รายงานข่าวให้เสิ่นหนิง ที่รายงานพร้อมกันคือ ข่าวจากพระราชวัง องค์ชายห้ายังคงมาทักทายยามเช้าเช่นเดียวกับเมื่อก่อน ไม่มีข่าวที่เป็นประโยชน์อันใด เสิ่นหนิงบอกมดงานไม่ต้องรีบร้อน ทั้งยังสั่งว่า หากไม่มีข่าวอะไรพิเศษก็ไม่ต้องเสี่ยงติดต่อส่งข่าว นางคิดอยู่แล้วว่า ไพ่ใบนี้จะเก็บไว้ใช้ในตอนสุดท้าย

นึกถึงความวุ่นวายเจ็ดปีของชายแดนเหนือ ใจของเสิ่นหนิงก็รู้สึกหนักอึ้ง หากตามรอยชาติที่แล้ว จนถึงรัชศกฉางไท่ปีที่สี่สิบสองสถานการณ์ชายแดนเหนือจึงจะค่อยๆ สงบลง ฉางไท่ปีที่สี่สิบสอง ซั่งกวนฉางจื้อรับโองการปราบปรามชายแดนเหนือ ใช้ฐานะรัชทายาทดำรงตำแหน่งเจาเถ่าสื่อ ไม่คาดว่าขณะที่กองทัพใหญ่ใกล้ถึงชายแดนเหนือ หัวหน้าหน่วยตันอินฮั่นก่อกบฏหน้าทัพ เสิ่นเจ๋อซือนายพลหล่งโย่วเว่ยขณะนั้นเร่งเดินทางพันลี้เข้าช่วยเหลือ ถูกลูกธนูเสียชีวิต ตระกูลเสิ่นสูญเสียกำลังยิ่งใหญ่สุดในกองทัพ จากนั้นถึงแม้มีลูกหลานในตระกูลเป็นทหารไม่น้อย แต่ไม่มีคนไหนเหมือนเสิ่นเจ๋อซือขึ้นถึงตำแหน่งอี๋เว่ย ทำให้การจัดการตระกูลเสิ่นของซั่งกวนฉางจื้อทำได้สะดวกขึ้นมาก

ในเมื่อท่านอาสี่เสิ่นเจ๋อซือชาติที่แล้วตายเพราะชายแดนเหนือ ถ้าเช่นนั้นชาตินี้เขาก็ควรเกิดเพื่อชายแดนเหนือ! เสิ่นหนิงนิ่งคิดเงียบๆ ความกังวลที่มีต่อประชาชนชายแดนเหนือกับอนาคตของเสิ่นเจ๋อซือเมื่อรวมกันแล้ว เสิ่นหนิงซึ่งเนื้อในอายุสี่สิบกว่าปีออกอาการเศร้าซึมไม่สมกับหน้าตาที่เป็นอยู่ ทำให้เสิ่นเจ๋อจิ้งประหลาดใจมาก ตั้งแต่เสิ่นหนิงปรนนิบัติในห้องหนังสือ เขาก็รู้สึกว่าเสิ่นหนิงเปลี่ยนแปลงไปมากมาย การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม จากการแลกเปลี่ยนความเห็นกับเสิ่นอวี๋ซื่อ เขายกผลการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นเพราะนางเริ่มโตเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น หรือเป็นเพราะผลจากการร่วมอ่านหนังสือในห้องหนังสือกันหนอ

“ท่านพ่อ เมืองหน้าด่านอันเป่ยไกลหรือไม่ ระยะนี้ได้ยินคนข้างนอกพูดถึงบ่อยนัก” เสิ่นหนิงถามเสิ่นเจ๋อจิ้ง ความจริงก็ใช่ เกี่ยวกับชายแดนเหนือกับเมืองหน้าด่านอันเป่ย ในช่วงก่อนหน้านั้น แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ดังนั้นการที่เสิ่นหนิงถามเช่นนี้ เสิ่นเจ๋อจิ้งก็ไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด

“เมืองหน้าด่านอันเป่ยอยู่ที่ชายแดนเหนือ ไกลกว่าหล่งโย่วเต้า...” เสิ่นเจ๋อจิ้งกำลังว่างพอดี จึงค้นเอาแผนที่ต้าหย่งมาอธิบาย ตามปกติขุนนางฝ่ายบุ๋นขั้นห้าอย่างเสิ่นเจ๋อจิ้งไม่มีแผนที่ แต่เสิ่นหวาซั่นเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธา มีทั้งแนวการไหลของแม่น้ำและแนวสูงต่ำภูเขาทั้งแคว้นอยู่ในมือ แค่แผนที่แผ่นเดียวเป็นเรื่องเล็กน้อย แม้แต่พี่น้องอื่นๆ ของเสิ่นเจ๋อจิ้งก็มีแผนที่ส่วนตัวในมือคนละแผ่น รายละเอียดของแผนที่แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เช่นแผนที่ในมือของเสิ่นเจ๋อจิ้ง จะเป็นเครื่องหมายแสดงเรื่องราวย่านการค้ากับพ่อค้าต่างๆ

เสิ่นเจ๋อจิ้งพูดอย่างคร่าวๆ ถึงการก่อกวนของชนกลุ่มน้อยชายแดนเหนือและสถานการณ์ชายแดนเหนือ สิ่งที่เขารู้ก็เป็นสิ่งที่ขุนนางราชสำนักรู้กันทั่วไปเช่นกัน

เสิ่นหนิงมองดูแผนที่นั้น ไม่ต้องให้เสิ่นเจ๋อจิ้งอธิบายนางก็จำได้แม่นยำ สมัยที่ตระกูลเสิ่นยังไม่ได้ตกอับล่มจม นางมีฉายาว่าเสี่ยนลุ่ยหรือผู้เห็นการณ์ไกล มีฉายาก่อนเกิดเป็นเกียรติยศขนาดไหน นั่นเป็นเพราะนางเคยไม่หลับไม่นอนพิจารณาแผนที่ กำหนดแผนการปราบปรามสามอ๋อง สิ่งเหล่านี้ผ่านไปนานแล้ว เหลือเพียงปัจจุบัน มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่จะวางแผนได้

“หากอาสี่ไปชายแดนเหนือ ชนกลุ่มน้อยจะไม่กล้ามารุกราน วิทยายุทธอาสี่สูงส่งขนาดนั้น...” นี่คือคำวิจารณ์ที่ตรงที่สุดของเสิ่นหนิงต่อเสิ่นเจ๋อซือ ตระกูลเสิ่นส่วนใหญ่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ทว่าเสิ่นเจ๋อซือผิดแปลกออกไป หัดเรียนวิทยายุทธแต่เล็ก เดินเส้นทางแตกต่างกับคนตระกูลเสิ่น แม้แต่ลูกชายหญิงของเขาก็ชอบฝึกวิทยายุทธ์เหมือนเช่นบิดา เข้าสู่เส้นทางการทหาร ในใจของเสิ่นหนิงนั้นเห็นเสิ่นเจ๋อซือเป็นเสาหลักของตระกูลเสิ่นเช่นเดียวกับเสิ่นเจ๋อจิ้ง

“ท่านพ่อ ให้อาสี่ไปชายแดนเหนือได้หรือไม่” ถือโอกาสที่เสิ่นเจ๋อจิ้งยังมีความสนใจชายแดนเหนือ เสิ่นหนิงรีบถาม ตามความคิดนาง ให้เสิ่นเจ๋อซือไปเมืองหน้าด่านอันเป่ยเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าบิดากับปู่ได้คิดถึงจุดนี้หรือไม่

“ไปชายแดนเหนือ...” เสิ่นเจ๋อจิ้งก็คิดถึงน้องชายที่มีฝีมือวิทยายุทธ์ยอดเยี่ยม และคิดถึงเสิ่นอวี๋หงที่กำลังนำฝึกอบรมที่หรูหลิวซู่ก็ถูกส่งไปอยู่ที่อื่นเช่นกัน

“ตามสภาพปัจจุบัน ชายแดนเหนือเป็นจุดที่สามารถสร้างผลงานการรบได้ดี เพียงแต่สถานการณ์เมืองหน้าด่านอันเป่ยยังไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าจะมีภัยถึงชีวิตหรือไม่...” เสิ่นหวาซั่นได้ยินคำของเสิ่นเจ๋อจิ้งแล้ว สิ่งแรกที่คิดคือความปลอดภัยของเสิ่นเจ๋อซือหลานลุงคนนี้ จากประสบการณ์หลายสิบปีของเสิ่นหวาซั่น มีแต่คนเท่านั้นที่เป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุด คนต้องมีชีวิตอยู่ ผลงานทางทหารจึงจะมีความหมาย เรื่องอื่นนอกนั้นไร้สาระทั้งสิ้น เสิ่นเจ๋อซือเป็นลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของน้องสามเสิ่นเต๋อซั่น เรื่องนี้จะผลีผลามไม่ได้ จะต้องพูดคุยกับเขาก่อน

ฝ่ายเสิ่นเต๋อซั่นที่อยู่บ้านของตระกูลเสิ่นที่หางโจวแม้จะได้รับจดหมายของเสิ่นหวาซั่นแล้วก็ยังลังเลอยู่ ถึงเขาจะทำการค้า แต่ใช่ว่าจะไม่มีความรู้รอบตัว ไม่เช่นนั้นสมบัติของตระกูลเสิ่นคงไม่สามารถเพิ่มพูนได้มากมายในมือของเขา พูดได้ว่า เขาสามารถวิเคราะห์ได้อย่างเฉียบคมพอๆ กับเสิ่นหวาซั่น เสิ่นหวาซั่นเล่าสถานการณ์ชายแดนเหนือให้เขาฟัง จะให้หรือไม่ให้เสิ่นเจ๋อซือไปชายแดนเหนือนั้นให้เสิ่นเต๋อซั่นเป็นผู้ตัดสินใจ ตามความเคยชิน เขาคำนวณอย่างรวดเร็วถึงความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่ได้รับ แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับลูกชายตัวเอง เลยชักสับสน ตัดสินใจไม่ได้ง่าย

เขาเขียนจดหมายให้เสิ่นเจ๋อซือลูกชายตัวเองก่อน สอบถามความคิดเขา แล้วไปหาเสิ่นไคซั่นพี่ชายคนรองของตัวเอง ทั้งสองคนต่างอยู่ที่หางโจวจึงสะดวกขึ้นมาก

ภายในจวนผู้ว่าหางโจว เสิ่นไคซั่นได้ยินคำพูดของเสิ่นเต๋อซั่นก็ยังตัดสินใจยาก สิ่งที่เขากังวลนั้นเสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเต๋อซั่นได้วิเคราะห์แล้ว เขาก็เกรงว่าถ้าทำไม่ดีจะทำให้เสิ่นเจ๋อซือติดอยู่ที่ชายแดนเหนือ

“รอให้ซือเอ๋อร์ตัดสินใจเองดีกว่า” ทั้งสองคนพูดเช่นนี้ในตอนท้าย เสิ่นเต๋อซั่นคุยกับเสิ่นไคซั่นถึงเรื่องสัพเพเหระในครอบครัว ว่าวันก่อนได้ส่งคนไปเมืองหลวงจัดการเรื่องเสิ่นเจ๋อหย่วนไปซีหนิง อีกทั้งถามเงินทองที่จวนผู้ว่าต้องการใช้ในระยะนี้ แล้วจึงออกจากจวนผู้ว่า

เสิ่นเจ๋อซือตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะต้องไปชายแดนเหนือ ทั้งบิดาและลุงห่วงมากแล้ว ถ้าพูดว่าเป้าหมายสูงสุดของฝ่ายบุ๋นคือรักษาคุณธรรมรักษาคำพูด สำหรับฝ่ายบู๊ การสร้างผลงานให้ดินแดนมั่นคงก็เป็นความต้องการสูงสุด แม้ตัวจะตายก็ไม่หวั่น ชีวิตคนเรา ไม่ว่าบุ๋นหรือบู๊ ย่อมต้องมีความใฝ่หาและเป้าหมาย เขามีเลือดนักรบที่เข้มข้นภายในหัวใจ

เมื่อได้รับจดหมายตอบจากเสิ่นเต๋อซั่น เสิ่นหวาซั่นเรียกพบเสิ่นเจ๋อจิ้ง ทั้งคู่ปรึกษากันถึงเรื่องจะต้องจัดการอย่างไรที่จะให้เสิ่นเจ๋อซือย้ายไปเมืองหน้าด่านอันเป่ย ยังดีที่ตำแหน่งผู้บังคับกองกั่วอี้เมืองอวี้โจวของเสิ่นเจ๋อซือไม่นับว่าสูง ถึงมีการโยกย้ายก็ไม่เป็นที่สังเกตมากนัก การจัดการอะไรก็ง่ายขึ้น

ไม่นานนัก เสิ่นเจ๋อจิ้งก็นัดโจวถิงเจินรองเสนาบดีกลาโหมมาสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความเป็นไปของกระทรวงขุนนางกับกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่เสิ่นเจ๋อจิ้งรับตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบ ทั้งคู่ได้ร่วมดื่มด้วยกัน ครั้งนี้ ทั้งคู่รสนิยมตรงกัน ระหว่างนั้นเสิ่นอวี๋ซื่อก็ได้ไปบ้านตระกูลสวีครั้งหนึ่ง ยังส่งหน่อไม้สดที่เสิ่นเต๋อซั่นเพิ่งส่งมาให้ตระกูลสวี ทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ที่ดี

ผ่านไปอีกไม่นาน ขณะที่เสิ่นเจ๋อจิ้งสังสรรค์กับโจวถิงเจิน สวี่เซิ่นสิงก็เข้าร่วมด้วย เขามีหลานชายอยากถือโอกาสสอบเลื่อนขั้นปีหน้าขยับขยายตำแหน่ง

พอดีเลยเสิ่นเจ๋อจิ้งคิด ดูแล้วข่าวที่ได้จากหรูหลิวซู่ก็มีประโยชน์เหมือนกัน

อาศัยช่วงที่บรรยากาศในวงสุรากำลังได้ที่ เสิ่นเจ๋อจิ้งบอกทั้งสองถึงเรื่องเสิ่นเจ๋อซือ โจวถิงเจินเพราะเรื่องหน่อไม้ สวี่เซิ่นสิงเพราะเรื่องหลานชายจึงตอบรับอย่างง่ายดาย ก็แค่ยื่นหมูยื่นแมวกัน มีแต่เราต้องเอื้อประโยชน์ให้คนอื่น วันหลังคนอื่นก็ต้องเอื้อประโยขน์ให้เราบ้าง คนเหล่านี้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ

ดังนั้นยังไม่ทันถึงเดือนสิบสอง สวี่เซิ่นสิงก็ส่งข่าวให้เสิ่นเจ๋อจิ้งว่า ‘เรื่องเรียบร้อยแล้ว ตำแหน่งซือหม่าเมืองหน้าด่านอันเป่ยยังสูงกว่าผู้บังคับกองกั่วอี้เมืองอวี้โจวอีกหนึ่งขั้น’ เนื่องจากเป็นการโยกย้ายตามปกติ กู่ต้าจู่กับองค์ชายสามก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร เพียงแต่เวลากระชั้นชิด จะต้องไปรายงานตัวที่อันเป่ยก่อนปีใหม่ อีกไม่กี่วันกระทรวงกลาโหมก็ออกคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งลงมา

ตระกูลเสิ่นพึงพอใจกับผลที่ได้อย่างมาก แสดงความขอบคุณทั้งโจวถิงเจินทั้งสวี่เซิ่นสิง ระหว่างนั้นสวี่เซิ่นสิงก็เตือนเรื่องหลานชาย เสิ่นเจ๋อจิ้งก็บอกให้สวี่เซิ่นสิงสบายใจ รับรองเรื่องได้ดังหวัง อีกทั้งส่งข่าวอย่างเร็ว บอกให้เสิ่นเต๋อซั่นกับเสิ่นเจ๋อซือรับรู้ข่าวนี้ ให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อม

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 029 ตอนที่ 29