หนี้รักบัลลังก์แค้น

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 028 ตอนที่ 28

#28Chapter 028

ตอนที่ 28 สถานการณ์ชายแดนเหนือ

กลางเดือนเก้า เจ็ดนายพลใหญ่กลับเมืองหลวง เจียงป๋อเหวินนายพลใหญ่หล่งโย่วเว่ยทั้งยังเป็นพี่ชายของฮองเฮากล่าวในการประชุมขุนนางให้ปลดกู่ต้าจู่แห่งเมืองหน้าด่านอันเป่ย ข้อหา “ไร้ความสามารถ หาผลประโยชน์ส่วนตัวจากงานราชการ” กล่าวหาร่วมมือชนกลุ่มน้อยทูเจวี๋ย เซียนเปย ก่อกวนเมืองชายแดนต้าหย่ง ขอให้ฉางไท่ฮ่องเต้ออกคำสั่งปลดให้กลับเมืองหลวงเพื่อแก้ข้อกล่าวหา ทั้งเสนอให้ยุบสำนักรักษาความสงบอันเป่ย ให้กองทหารห้าหมื่นนายของเมืองหน้าด่านอันเป่ยรวมกับของหล่งโย่วเว่ย พอคำนี้ออกมาทั้งราชสำนักล้วนสั่นสะเทือน ขุนนางบางคนถึงขนาดขาดความสำรวมอุทานอย่างตกใจต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ว่า “เป็นไปได้อย่างไร”

ไม่มีขุนนางคนไหนคิดว่าเจียงป๋อเหวินถือโอกาสได้กำลังทหารเพิ่ม ถึงแม้เจียงป๋อเหวินจะเป็นพี่ภรรยาของฮ่องเต้ ที่ยิ่งกว่านั้นคือเป็นขุนนางสายตรงของฉางไท่ฮ่องเต้ ติดตามฮ่องเต้ตั้งแต่ยังไม่ครองราชย์ สุดท้ายยังช่วยให้ฉางไท่ฮ่องเต้ได้ครองราชย์ ผลงานนี้ทำให้ฉางไท่ฮ่องเต้เชื่อถือมากกว่าเครือญาติยิ่งนัก ป้ายบ้านตระกูลเจียงในฝั่งซ้ายของถนนสื่อฟู่ยังแขวนอักษร “กษัตริย์กับขุนนางมิอำพราง” ที่เป็นลายพระหัตถ์ของฉางไท่ฮ่องเต้ เห็นได้ชัดถึงความใกล้ชิดของฮ่องเต้ที่มีต่อตระกูลเจียง

ยังไม่ทันรอปฏิกิริยาอื่นๆ ของเหล่าขุนนาง อันลู่โหวอู๋เหนิงเฉาและเสนาบดีกลาโหมเฉินจือเฮ่าก็เห็นด้วยกับคำเสนอปลดของเจียงป๋อเหวิน เห็นว่ากู่ต้าจู่อยู่ชายแดนเหนือหลายปีไม่มีผลงาน กลับกลายเป็นพวกทูเจวี๋ยและเซียนเปยแข็งกร้าวมากขึ้นทุกวัน เริ่มมีเสียงร้องทุกข์จากประชาชนชายแดนเหนือ อู๋เหนิงเฉาเป็นพ่อตาของรัชทายาท มีความสัมพันธ์กับตระกูลเจียง การเห็นด้วยนั้นไม่แปลก แต่เฉินจือเฮ่าเสนาบดีกลาโหมก็เห็นด้วย ก็เป็นเรื่องที่เหล่าขุนนางต้องใคร่ครวญ

จากนั้น เจี่ยนเซี่ยงตงหรือเจิ้นหย่วนกง ราชบุตรเขยในองค์หญิงซู่เหอก็คัดค้านคำเสนอของเจียงป๋อเหวิน เชื่อว่าการที่กู่ต้าจู่เฝ้าระวังชายแดนเหนือทำให้พวกทูเจวี๋ยไม่กล้ามาล้ำเส้น ถือเป็นเสาหลักของชาติ ตามติดด้วยเหยียนลวี่เจิ้งนายพลใหญ่กวนเน่ยเว่ยเสนอปลดเจียงป๋อเหวิน เชื่อว่าเป็นเพราะหล่งโย่วเว่ยยึดครองเสบียงเมืองหน้าด่านอันเป่ย ทำให้เมืองหน้าด่านอันเป่ยอัตคัดขัดสนดำรงอยู่ยาก เสียงร้องทุกข์ของประชาชนชายแดนเหนือ ต้นเหตุคือเจียงป๋อเหวิน

พอเหยียนลวี่เจิ้งพูดออกมา ขุนนางในราชสำนักต่างตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวถึงได้หักมุมรวดเร็วนัก เดิมเจียงป๋อเหวินเสนอปลดกู่ต้าจู่ แล้วเหยียนลวี่เจิ้งก็เสนอปลดเจียงป๋อเหวิน ถ้าเช่นนั้น ใครถูกใครผิดกันแน่ เรื่องราวมีความจริงเป็นเช่นไร สถานการณ์ชายแดนเหนือเป็นอย่างไรแน่

สถานการณ์ชายแดนเหนือกลายเป็นจุดถกเถียงของขุนนางราชสำนักสองฝ่ายในทันใด

ตั้งแต่ต้าหย่งสร้างแคว้นมา ก็ตั้งเมืองหน้าด่านอันเป่ยไว้ที่ชายแดนชนกลุ่มน้อยทูเจวี๋ยกับเซียนเปย ตั้งเมืองหน้าด่านอันซีที่เตี๋ยนกุ้ยใกล้ซีเอี้ยน ดูแลความปลอดภัยชายแดนต้าหย่ง สองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมืองหน้าด่านทั้งสองต่างมีกองทหารห้าหมื่นเศษ ดูแลรักษาทิศเหนือกับทิศตะวันตกของต้าหย่ง รักษาความปลอดภัยชายแดนต้าหย่ง สร้างผลงานในการสร้างความสงบสุขให้ต้าหย่งมามากมายก่ายกอง เวลานี้ กลับมีคนเสนอยุบเมืองหน้าด่านอันเป่ย เรื่องเสบียงเป็นอย่างไรกันแน่ ขุนนางราชสำนักเริ่มรู้สึกสมองไม่พอใช้งาน เนื่องจากห่างชายแดนเหนือมากเกินไป ไม่มีใครสามารถชี้ชัดความเป็นจริงออกมา ทำได้เพียงปะติดปะต่อคาดเดาที่มาที่ไปของเหตุการณ์

ความจริงฤดูใบไม้ร่วงม้าอ้วนท้วนแข็งแรงผักหญ้าอุดมสมบูรณ์ ชนกลุ่มน้อยทูเจวี๋ยกับเซียนเปยที่อยู่นอกด่านชายแดนเหนืออาศัยช่วงฤดูใบไม้ร่วง เริ่มต้นการปล้นชิงประจำปี ชาวบ้านชายแดนเหนือเดือดร้อนแสนสาหัส เมืองหน้าด่านอันเป่ยทำการปราบปรามทุกปีก็ไม่เป็นผลทุกปี จนเสียงร้องทุกข์ของชาวบ้านออกมา จึงได้มีกรณีเสนอปลดกู่ต้าจู่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องเสบียงนั้น ตามปกติฝ่ายทหารจะส่งเสบียงให้เมืองหน้าด่านอันเป่ยโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับหล่งโย่วเว่ย เหล่าขุนนางสืบดูอีก ที่แท้ชายแดนเหนือห่างไกล หลายปีก่อนฝ่ายทหารคำนึงถึงความประหยัด ก็เลยให้หล่งโย่วเว่ยรับรวมของทหารแล้วจัดสรรให้เมืองหน้าด่านอันเป่ย จึงได้เกิดกรณีเสนอปลดของเหยียนลวี่เจิ้ง

เนื่องจากเกี่ยวพันกับเรื่องของทหาร ขุนนางเมืองหลวงก็ยังไม่กล้าผลีผลามเสนอความเห็น รอการตัดสินของฉางไท่ฮ่องเต้ ไม่คิดว่าฉางไท่ฮ่องเต้กลับไม่ได้แสดงทีท่าอะไร เก็บเรื่องที่เสนอไว้ พูดแค่คำว่า “เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ไว้ค่อยถกทีหลัง” ทั้งสั่งเลิกประชุมขุนนาง เมื่อเป็นดังนี้ ทำให้สถานการณ์ชายแดนเหนือยิ่งลี้ลับสับสน ทำให้ขุนนางเมืองหลวงสนใจชายแดนเหนืออย่างมาก ต่างพากันสอบถามข่าวคราวชายแดนเหนือจากญาติสนิทมิตรสหาย จากนั้นมา ชายแดนเหนือเริ่มเป็นจุดศูนย์กลางราชสำนักต้าหย่ง

ผ่านมาหลายวัน พระตำหนักเซวียนเจิ้งก็ไม่มีข่าวคราวอะไรออกมา ขุนนางกรมอาลักษณ์และมุขมนตรีฝ่ายตรวจสอบต่างเย็บปากกันสนิท ทั้งเมืองหลวงปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกที่กดดัน คล้ายกำลังรอเวลาฟักตัว แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาสักที

กรณีชายแดนเหนือ เสิ่นหนิงก็รู้อย่างแน่นอน หลายวันนี้ หน้าตาเสิ่นเจ๋อจิ้งดูกังวล สถานการณ์ชายแดนเหนือเกี่ยวพันถึงจิตใจขุนนางเมืองหลวงทุกคน เขาก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ชายแดนเหนือเป็นอย่างไรกันแน่ ได้แค่เดินกลับไปมาในห้องหนังสือ พึมพำกับตัวเองว่า

“เก็บเรื่องเสนอไว้ ฮ่องเต้คิดอะไรอยู่”

เสิ่นหนิงเห็นอาการกลัดกลุ้มของเสิ่นเจ๋อจิ้ง ถอนหายใจเบาๆ คิดว่า ยังเป็นเช่นนี้จริงๆ ความวุ่นวายชายแดนเหนือเริ่มจากที่นี่จริงๆ เหมือนกับชาติที่แล้วมิมีผิด ดูแล้วแม้นางจะเกิดใหม่ เรื่องราวมากมายก็ยังเดินไปตามเส้นทางเดิมอยู่

แต่ก็ไม่รู้จะพูดกับเสิ่นเจ๋อจิ้งเช่นไรดี

จนเข้าปลายเดือนเก้า ฉางไท่ฮ่องเต้ได้ตัดสินในที่สุด ประกาศในราชสำนัก การเสนอปลดให้ตีกลับทั้งหมด ให้เจ็ดนายพลใหญ่กลับสู่พื้นที่ตัวเอง ให้ฝ่ายทหารส่งเสบียงตรงไปเมืองหน้าด่านอันเป่ย ให้กู่ต้าจู่คงตำแหน่งเดิมรักษาชายแดนเหนือ ทั้งสั่งองค์ชายสามซั่งกวนหย่งผิงเข้าร่วมทัพอันเป่ย กำกับดูแลกองทัพ เดินทางไปชายแดนเหนือ เรื่องนี้ได้ตัดสินแล้ว ไม่ต้องพิจารณาอีก!

เมื่อราชโองการลงมา สีหน้าเหยียนลวี่เจิ้งเปลี่ยนไปเล็กน้อย กำลังจะออกไปพูดอะไร ครั้นมองดูสีหน้าเจี่ยนเซี่ยงตง แล้วก็หยุด สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เจียงป๋อเหวินกับอู๋เหนิงเฉามีสีหน้ายินดี คุกเข่าขอบพระทัยน้อมรับราชโองการ ขุนนางอื่นๆ ก็น้อมรับราชโองการ รู้ว่าเรื่องวุ่นวายของชายแดนเหนือคงได้จบไปก่อน คนไม่น้อยกำลังคิดว่า แต่ละฝั่งถูกฮ่องเต้สั่งโบยฝั่งละห้าสิบที แต่เรื่องที่องค์ชายได้คุมทหารนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ที่ผิดคาดมากสุดคือองค์ชายสามซั่งกวนหย่งผิง เขาไม่ได้คาดคิดว่าความคลุมเครือของสถานการณ์ชายแดนเหนือ สุดท้ายแล้วกลับมีเรื่องยินดีที่ยิ่งใหญ่ตกมาสู่เขา องค์ชายคุมทัพ กำกับดูแลกองทัพ ไม่ใช่หมายความว่าเมื่อเขาไปถึงเมืองหน้าด่านอันเป่ยแล้วเขาคือคนที่ใหญ่ที่สุดแล้วหรือ ควรรู้ว่า เมืองหน้าด่านอันเป่ยมีทหารห้าหมื่นกว่านาย ถ้าเขาได้กำลังจากทหารห้าหมื่นกว่านายนี้ น้ำหนักในการได้โอกาสครองราชย์ก็จะมีมากขึ้น เขาจึงตื่นเต้นยินดียิ่ง รีบคุกเข่าขอบพระทัยแล้วรับราชโองการ ดีใจยิ่งนัก ส่วนองค์ชายรองเมื่อได้ยินข่าวองค์ชายสามคุมทหาร ก็สบตากับเฉินจื่อเฮ่าพ่อตาในอนาคต ความรู้สึกนั้นสุดจะอธิบายได้ หากแต่ซั่งกวนฉางจื้อกลับคลี่ยิ้มอ่อนโยน คล้ายกำลังดีใจแทนพี่ชาย

ราชโองการของฉางไท่ฮ่องเต้ถึงแม้ทำลายความบรรยากาศอึมครึมของเมืองหลวง แต่ยิ่งทำให้ผู้คนมากมายขบคิดร้อยแปด และยิ่งทำให้ผู้คนอีกมากมายกังวลร้อนใจ ในบ้านเจิ้นหย่วนกง เหยียนลวี่เจิ้งกำลังอำลาเจี่ยนเซี่ยงตง พรุ่งนี้เขาจะกลับฐานเดิม ก่อนจากไป คิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องมาบอกลาเจี่ยนเซี่ยงตง ได้ยินเขาพูดว่า “อาจารย์...” ใช่แล้ว เจี่ยนเซี่ยงตงเป็นอาจารย์ของเหยียนลวี่เจิ้ง นายพลกวนเน่ยเว่ยคนก่อนก็เป็นเขาเอง ถึงแม้เจี่ยนเซี่ยงตงหมดอำนาจทางทหารนานแล้ว พักผ่อนอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ แต่ยังมีอิทธิพลฝังรากลึกในกวนเน่ยเว่ย

“กลับไปให้สบายใจเถอะ เรื่องนี้จบแล้ว” เจี่ยนเซี่ยงตงรู้ถึงคำพูดที่ลูกศิษย์ยังไม่ได้พูดออกมา คิดแล้วก็ไม่มีอะไรพูดจะอีก อาจารย์ลูกศิษย์ต่างนิ่งเงียบ

“ฮ่องเต้ ทรงชราแล้ว...” เหยียนลวี่เจิ้งทนเงียบไม่ไหว พูดโพล่งออกมา ดูผิวเผินเหมือนโบยคนละห้าสิบที แต่ความจริง เหมือนเข้าข้างเจียงป๋อเหวิน แม้แต่เจิ้นหย่วนกงก็ยังเสียหน้า ทำให้เหยียนลวี่เจิ้งทนไม่ได้ คอยห่วงตระกูลเจียงที่สนับสนุนให้ครองราชย์ ไม่จัดการตระกูลเจียง ยังให้ตั้งผู้คุมทหารอันเป่ย ผู้คุมทหาร นี่มันล้อเล่นอะไรกัน ยายมันเถอะ! ไปถึงอันเป่ย กู่ต้าจู่ไม่จัดการถึงตายก็แปลกแล้ว นึกถึงนิสัยกู่ต้าจู่ เหยียนลวี่เจิ้งรู้สึกสมน้ำหน้า ไปเป็นผู้คุมทหารนี่สินะ

“ข้าว่าสถานการณ์ชายแดนเหนืออันตราย...” เจี่ยนเซี่ยงตงนึกถึงตัวเองกับองค์หญิงใหญ่ซู่เหอแล้วรู้สึกท้อใจ เขาเคยบอกผ่านองค์หญิงใหญ่ซู่เหอให้ฉางไท่ฮ่องเต้ทรงทราบถึงความกังวล ว่าจะต้องระวังเรื่องราวชายแดนเหนือ เพื่อมิให้เสียน้ำใจบรรดานายพลชายแดนเหนือจะปกป้องตระกูลเจียงง่ายๆ ไม่ได้ แต่ก็ยังได้รับผลเช่นนี้ เขาอัดอั้นจนนึกอยากจะด่าคน ยิ่งคิดถึงว่าฉางไท่ฮ่องเต้ยังให้องค์ชายสามกำกับคุมทหารอันเป่ย มิใช่เห็นชัดว่าไม่เชื่อถือกู่ต้าจู่แล้วหรือไร นี่ไม่ใช่ยิ่งทำให้สถานการณ์ชายแดนเหนือยุ่งเหยิงขึ้นอีกหรือ เขารู้สึกว่าครั้งนี้ฉางไท่ฮ่องเต้ทำผิดพลาด แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทรงมีวัตถุประสงค์อะไร

“ไม่ต้องไปสนใจอะไรมากนัก เจ้าดูแลกวนเน่ยเว่ยให้ดีๆ ! จัดการกวนเน่ยเว่ยทั้งนอกทั้งในให้เรียบร้อยให้ข้าด้วย ! ” ท้ายที่สุดแล้วอาจารย์ลูกศิษย์ก็ต้องบอกลากันอย่างเสียไม่ได้

ผู้คนในวังองค์ชายสามดีใจกันยิ่งนัก กลุ่มเสนาธิการกำลังวางแผนการไปเหนือขององค์ชายสาม ลงความเห็นว่าสิ่งที่ดีสุดของการไปชายแดนเหนือครั้งนี้คือสามารถรับกู่ต้าจู่มาเป็นพวกตัวเอง ทั้งวิเคราะห์ความสำคัญของกองทหารอันเป่ยห้าหมื่นนายอย่างละเอียด สุดท้ายแล้วยังกำหนดแผนการใช้พระเดชพระคุณในการซื้อใจทหารอันเป่ยอย่างเป็นระบบด้วย

ไม่ต้องพูดถึงด้านเฉินจือเฮ่าที่ปลอบขวัญองค์ชายรองให้สงบนิ่งไม่ต้องเร่งร้อน รอดูเหตุการณ์ให้แน่ชัดก่อนค่อยว่ากัน ทางด้านวังองค์ชายห้า ซั่งกวนฉางจื้อก็กำลังจัดประชุมกับเหล่าเสนาธิการถึงเรื่ององค์ชายสามเป็นผู้คุมทหาร ซั่งกวนฉางจื้อถอนใจแล้วพูดว่า “เสด็จพ่อเตรียมแผนให้องค์ชายสามจริงๆ ....” จนถึงบัดนี้ พวกเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าอะไรคือใจฮ่องเต้ ซั่งกวนฉางจื้ออดไม่ได้ที่จะรู้สึกสลดใจ “เสด็จพ่อถูกพระทัยคนไหนกันแน่ องค์ชายสิบ องค์ชายสิบสอง แต่พวกเขายังเด็ก หรือว่าอาการป่วยของรัชทายาทมีโอกาสดีขึ้น”

ทั้งหลี่เข่ออันทั้งสวี่ซันซือก็ไม่ตอบ พวกเขารู้ว่าซั่งกวนฉางจื้อแค่ถามตัวเองเท่านั้น

“องค์ชายสามผู้นี้ทั้งรั้นทั้งโลภ ไปอันเป่ยคราวนี้จะดีจะร้ายก็ยังไม่แน่ กู่ต้าจู่แห่งเมืองหน้าด่านอันเป่ย ตั้งมั่นอยู่ชายแดนเหนือถึงยี่สิบปีแล้ว จะยอมปล่อยอำนาจทหารหลุดมือได้อย่างไร พวกเรารอดูไป คงได้เห็นอะไรดีๆ แน่” กลุ่มเสนาธิการมีคนพูดเช่นนี้ คำพูดนี้ทำให้ซั่งกวนฉางจื้อรู้สึกชอบใจยิ่งนัก จึงไม่ไปคิดเรื่ององค์ชายสามอีกแล้ว ถ้าเทียบกันแล้ว เขาใส่ใจอีกเรื่องหนึ่งมากกว่า

“เฉินจือเฮ่าแต่ไหนแต่ไรไม่ได้สนิทกับเจียงป๋อเหวิน ไฉนคราวนี้ถึงได้เสนอร่วมกันได้ หรือว่าองค์ชายรองกับตระกูลเจียงได้ตกลงอะไรร่วมกันไว้ รัชทายาทร่างกายอ่อนแอ ความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลเจียงก็ต้องการดำรงคงอยู่ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น” เสนาธิการให้ความเห็นโดยอาศัยข้อพิจารณาของซั่งกวนฉางจื้อ รู้สึกว่าถ้าตระกูลเจียงเลือกองค์ชายรองก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ หากตระกูลเจียงร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์ชายรองจริงๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อองค์ชายอื่นๆ อย่างมาก

“ขอให้พระสนมกุ้ยผินคอยสังเกตความเคลื่อนไหวระหว่างฮองเฮากับพระชายาเต๋อเฟยให้ดี จะได้พอสืบรู้เบาะแสบ้าง” สวี่ซันซืออยากรู้ให้แน่ชัดว่าการที่เฉินจือเฮ่าร่วมเสนอด้วยเป็นความประสงค์ของฮ่องเต้หรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจ

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 028 ตอนที่ 28