หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 004 ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ดอกเหมยมาช้ายังคงหอม
“อะไรนะ เจ้าพูดอีกรอบซิ?!” หลังอาหารค่ำวันต่อมา ชิงเกอนำคำพูดของชิวอู๋มาบอกแก่เสิ่นหนิง ก็เห็นเสิ่นหนิงร้องขึ้นมาอย่างไร้สติ หน้าตาตื่นตกใจ หน้าผากน้อยๆ มีเหงื่อผุดพรายด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
ชิวเกอก็พลอยตกใจไปด้วย รีบร้อนตอบว่า “คุณหนูท่านเป็นอะไรไปหรือ ลูกผู้พี่ข้าพูดมาแบบนี้ไม่มีผิดแน่...คุณหนู...” เสียงดังของนายบ่าวคู่นี้ ยังทำให้แม่นมหลิ่วที่กำลังสั่งสอนบรรดาสาวใช้อยู่นอกห้องตกใจไปด้วย นางรีบให้บรรดาสาวใช้แยกย้ายไป ก่อนจะเดินเข้ามาเพราะนึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
พอเห็นแม่นมหลิ่ว เสิ่นหนิงก็ได้สติ รีบพูดกลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรหรอก ชิวเกอกำลังคุยเรื่องเหลวไหลของพี่ชายน่ะ” แล้วรีบส่งสายตาให้ชิวเกอ ชิวเกอก็ตั้งสติได้ รีบบอกใช่แล้วใช่แล้ว ทั้งยังผงกศีรษะไม่หยุด เพียงแต่น้ำเสียงยังคงตื่นเต้นเล็กน้อย นางเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณหนูถึงได้ตกใจขนาดนี้
แม่นมหลิ่วเห็นดังนี้แล้วกลับหัวเราะออกมา ใจคิดว่าคุณหนูโตขึ้นมาจากน้ำนมของนาง ยังจะมีอะไรที่ต้องปิดบังนางอีกหรือ แต่ก็รู้สึกสะท้อนใจว่าเด็กสาวคนนี้เริ่มโตแล้ว โดยเฉพาะหลังจากมาถึงเมืองหลวง การกระทำต่างๆ ก็เริ่มมีความนึกคิดของตัวเองขึ้นมาทีละน้อย นี่เป็นเรื่องที่ดี เด็กเริ่มโตเป็นสาวแล้ว แม่นมหลิ่วไม่มีลูกเต้า เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นเด็กที่นางทุ่มเทกายใจทะนุถนอมมา การเปลี่ยนแปลงของนางแม้เพียงเล็กน้อย ความจริงแล้วนางล้วนเข้าใจดี ดังนั้นนางจึงตำหนิชิวเกอเพียงเล็กน้อย “ตะโกนเสียงดังโหวกเหวก เป็นอะไรกัน ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก” กับคนที่เหลือนางก็ไม่ได้พูดมาก เดินออกไปอบรมสั่งสอนบรรดาสาวใช้ต่อ
ปู่ใหญ่เสิ่นฉงซั่นเสียแล้ว ! เสิ่นหนิงทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ หวนคิดถึงคำพูดที่เพิ่งได้ยินจากชิวเกอ ทั้งตื่นตกใจ ทั้งไม่รู้จะต้องทำอะไรต่อไป ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เสิ่นฉงซั่น ปู่ใหญ่ของเสิ่นหนิง ชาติที่แล้วจนกระทั่งตระกูลเสิ่นล่มจม เขาก็ยังมีชีวิตอยู่นี่นา จะตายได้อย่างไร นางรู้สึกเหมือนมีหินใหญ่ทับอก แทบจะหายใจไม่ออก เดิมเข้าใจว่าขอเพียงให้เสิ่นฉงซั่นปู่ใหญ่คนนี้ออกมาจากสถานสำนึกผิด เดิมเข้าใจว่าขอเพียงให้มีปู่ใหญ่คนนี้อยู่ ตระกูลเสิ่นก็เหมือนมีเสาหลักคงอยู่ บัดนี้ เขากลับสิ้นชีวิตแล้ว ตระกูลเสิ่นจะต้องทำอย่างไรดี
เสิ่นฉงซั่นเป็นพี่ชายแท้ๆ ร่วมมารดาเอกของเสิ่นหวาซั่นผู้เป็นปู่นาง เป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน แต่กลับถูกกักขังอยู่ในสถานสำนึกผิดของตระกูลตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ทว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่นั้นกลับไม่มีผู้ใดพูดออกมา รู้แต่ว่าเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวง ความผิดที่นำภัยมาถึงคนทั้งตระกูลได้ ด้วยเหตุนี้จึงถูกขังถึงสามสิบกว่าปี เขาไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน กระทั่งลูกหลานที่มีอักษรอวี๋ในชื่อหลายคนของตระกูลเสิ่นก็ยังไม่รู้ว่ามีคนผู้นี้อยู่ด้วย
ที่เสิ่นหนิงรู้ ก็เพราะเมื่อชาติที่แล้วตอนท่านปู่จะเข้าคุกนั้น ได้ใช้หมากรุกจีนทั้งหมดเจ็ดตัว ถ่ายทอดคำพูดมาให้นางที่อยู่วังคุนหนิงว่าจงคุ้มครองฉงซั่น จะปลอดภัยทั้งตระกูล
แต่คิดไม่ถึงว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป นางไม่สามารถออกจากวังได้อีก ข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงเจิ้งเจาตี้ในสมัยนั้น เสิ่นฉงซั่นที่กำลังถูกคนตระกูลเสิ่นนำออกจากเมืองหลวงอย่างลับๆ จึงถูกฆ่าโดยจินอู๋เว่ย เพื่อคนคนเดียวถึงกับต้องใช้จินอู๋เว่ย ดังนั้นคนตระกูลเสิ่นที่ยังเหลืออยู่ก็ถูกฆ่าทั้งหมดในคราวนั้นเอง
ต่อมานางถึงได้รู้ว่า ความผิดของเสิ่นฉงซั่น เกิดจากความผิดที่พูดว่า “ซั่งกวนไร้คุณธรรม ตระกูลเสิ่นภักดีต่อมังกร ต้องถูกล้างตระกูล” ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ เขายังบอกเป็นนัยว่าตระกูลเสิ่นจะเข้ามายึดครองและแทนที่ คำพูดที่อุกอาจเช่นนี้ ทำให้บิดาของเขาซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลในขณะนั้นหวั่นเกรงยิ่งนัก จึงได้ใช้ที่ประชุมรุ่นชั้นเจีย จี ซั่ง สามรุ่นของตระกูลเสิ่น ตัดสินคุมขังเขาในสถานสำนึกผิดให้สำนึกถึงความผิดอันใหญ่หลวงนี้
เสิ่นหนิงจึงรู้ว่า ความจริงแล้วปู่ของนางแอบไปเยี่ยมเยียนพี่ชายตัวเองที่สถานสำนึกผิดอยู่เป็นประจำ เสิ่นหวาซั่นได้รักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเสิ่นฉงซั่นตลอดมา สามสิบกว่าปีมานี้ เสิ่นหวาซั่นปิดบังทั้งบิดาตัวเองและคนในตระกูล ให้ความเคารพนับถือพี่ชายที่อยู่ในสถานสำนึกผิด ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากเขามากที่สุด ทว่าหลังจากถูกจองจำก็ยังนึกเสียใจภายหลังไม่หาย เสียใจที่ไม่ฟังคำทัดทานของพี่ชายแต่แรก ช่วยเหลือให้ซั่งกวนฉางจื้อขึ้นครองราชย์ ไม่คิดว่าเขาจะอิจฉาริษยาตระกูลเสิ่นที่ใหญ่โต เริ่มลงมือกับตระกูลเสิ่นอย่างรวดเร็ว ตอนอยู่ในคุก เขาถึงได้เขียนจดหมายให้เสิ่นหนิง ให้นางช่วยเสิ่นฉงซั่น มีแต่ช่วยพี่ชายคนนี้ ตระกูลเสิ่นถึงจะพอมีทางรอดได้บ้าง
แล้วก็รู้ว่า ในรัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบแปด “แปดกลยุทธ์ปราบจลาจล” ที่เสิ่นหวาซั่นผู้เป็นปู่ได้ถวายขึ้นไปนั้นเป็นผลงานของปู่ใหญ่คนนี้ น่าเสียดายที่กว่า “แปดกลยุทธ์คืนความสงบ” ที่ปู่ใหญ่ใช้ประสบการณ์ภูมิปัญญาทางการเมืองตลอดชีวิตแต่งขึ้นมาได้ออกมาเป็นรูปเล่มก็หลังจากตระกูลเสิ่นล่มจมแล้ว และหลังจากที่เขาเสียชีวิต ก็ไม่รู้สูญหายไปอยู่ที่ใด
นี่คือความทรงจำทั้งหมดที่เสิ่นหนิงมีต่อเสิ่นฉงซั่น และก็เชื่อเหมือนปู่ตลอดมาว่า มีเพียงแค่ปู่ใหญ่คนนี้ จึงสามารถเปลี่ยนชะตากรรมตระกูลเสิ่นได้
แต่ ณ เวลานี้ รัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบห้า เขาก็สิ้นชีวิตแล้ว ถ้าอย่างนั้นตระกูลเสิ่นจะต้องทำอย่างไร ถ้าอย่างนั้น “แปดกลยุทธ์คืนความสงบ” อยู่ที่ไหน ถ้าอย่างนั้นตระกูลเสิ่นยังจะต้องเดินไปตามแนวทางที่ถูกกำหนดไว้แล้วใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นตระกูลเสิ่นก็ยังหนีไม่พ้นชะตากรรมที่จะต้องโดนประหารทั้งตระกูล หรือว่านางยังจะต้องรอดูฉากที่เกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้วให้เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างนั้นหรือ
เวลานี้ เสิ่นหนิงสับสนไปหมดแล้ว ไม่รู้วันรู้เดือน เหมือนได้เห็นจลาจลวังคุนหนิงอีกครั้ง พวกชิวเกอร่างกายเละเทะ เหมือนกลับไปวังเย็นฉางชุนที่ชำรุดทรุดโทรม ได้ยินเสียงก่นด่าสาปแช่งของเหล่านางใน ภาพปู่ พ่อ อาและพี่ชายล้วนล้มลงต่อหน้านาง ถูกประหารตัดศีรษะ.....
ไม่ได้ ! ตาดำกลมโตของเสิ่นหนิงเบิกโพลง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ ! ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ! ในเมื่อนางได้เกิดใหม่แล้ว ทั้งยังเกิดใหม่ที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เรื่องทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนแปลงได้ ในเมื่อนางสามารถหยุดยั้งการเข้ารับตำแหน่งที่วังองค์ชายห้าของพี่รองได้ นางก็จะเปลี่ยนชะตากรรมของตระกูลเสิ่นได้ !
ในชาตินี้ จะต้องขัดขวางการขึ้นครองราชย์ของซั่งกวนตอนโต จะต้องเปลี่ยนแปลงตอนจบของตระกูลเสิ่นล่มจมเดือนเจ็ด นี่สิ จึงจะเป็นการเกิดใหม่ที่มีความหมาย ! หลังจากความตระหนกตกใจผ่านไป เสิ่นหนิงเริ่มมีความคิดที่จะต่อสู้อย่างแรงกล้า
นางเกิดใหม่ แต่เขาตาย เรื่องเหล่านี้มีการกำหนดไว้แน่นอนแล้วใช่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นปู่ใหญ่คงไม่เสียชีวิตในวันที่นางเกิดใหม่ ในเมื่อปู่ใหญ่เสียชีวิตแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เสิ่นหนิงไม่ได้คาดคิด แต่ถึงเป็นเช่นนี้แล้วมีอะไรน่ากลัว มีอะไรน่าตกใจกัน นางก็เกิดใหม่มาแล้ว เป็นความประสงค์ของสวรรค์อยู่แล้ว จากนี้ไป ก็แค่ต้องใช้แผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไปเท่านั้น
นับแต่วันนี้ไป ข้าจะต้องพึ่งตัวข้าเอง ไม่ใช่ ข้ายังมีปู่ ยังมีบิดา ยังมีพี่น้องอีกมากมาย ในชาตินี้ จะต้องไม่เหมือนชาติที่แล้ว การเสียชีวิตของเสิ่นฉงซั่น ยิ่งทำให้จิตใจของเสิ่นหนิงเด็ดเดี่ยวหนักแน่นยิ่งขึ้น
วันต่อมาก็เป็นวันฟ้าใสเช่นกัน เสิ่นหนิงชอบวันฟ้าใสมาก หลังจากที่อยู่ในวังเย็นฉางชุนที่มืดทึบอับชื้นหนาวเย็นมาแล้วหลายปี เสิ่นหนิงก็ชอบที่จะเห็นแสงแดดยิ่งนัก ทำให้คนรู้สึกอบอุ่นสบาย มีเพียงต้องผ่านช่วงเวลาอันมืดมนชั่วนิรันดร์เท่านั้น ถึงจะรู้ว่าในแผ่นดินนี้ แสงตะวันที่ไร้ความอยุติธรรมเป็นสิ่งที่น่าซาบซึ้งใจเพียงใด
นางยังคงแต่งตัวง่ายๆ นำตงฟู่สาวใช้ที่เด็กสุดในจำนวนสี่คน เตรียมไปทักทายเสิ่นอวี๋ซื่อมารดาที่เหอหมิงเชียน เหอหมิงเชียนเป็นเรือนพักของเสิ่นเจ๋อจิ้งกับเสิ่นอวี๋ซื่อ อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านตระกูลเสิ่น ห่างเรือนชิงจู๋ที่อยู่ของเสิ่นหนิงอยู่ระยะหนึ่ง
จากเรือนชิงจู๋ออกไป เดินผ่านสวนดอกไม้หลายแห่ง อ้อมทะเลสาบชุ่ยหู (ทะเลสาบมรกต) เดินเลาะทะเลสาบชุ่ยหูทางตะวันออกเฉียงใต้ก็จะถึงเหอหมิงเชียน เส้นทางนี้เสิ่นหนิงเดินมาจนชิน แต่วันนี้ นางกลับพาตงฟู่เลี้ยวโค้งที่ริมทะเลสาบ เดินไปอีกทิศทางหนึ่ง นั่นเป็นทางไปยังสถานสำนึกผิดของตระกูลเสิ่น
สถานสำนึกผิด ฟังจากชื่อแล้ว ที่นั่นเป็นสถานที่ที่คนของตระกูลเสิ่นทำผิดพักอาศัยอยู่ทั้งนายทั้งบ่าว ทุกคนในตระกูลเสิ่นล้วนรู้จัก แต่น้อยครั้งนักที่จะไป เมื่อเสิ่นหวาซั่นเข้าดำรงตำแหน่งที่เมืองหลวง ก็ได้ย้ายสถานสำนึกผิดจากหางโจวมาด้วย นางบอกไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่ แม้จะไม่เคยพบหน้าปู่ใหญ่ที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อนอย่างเสิ่นฉงซั่น แต่วันนี้นางอยากไปดูสถานสำนึกผิดสักครั้ง
ตงฟู่เดินตามหลังมา เตือนเสียงเบา “คุณหนู เดินผิดแล้ว...”
นางไม่ได้เดินผิด จะเดินผิดได้อย่างไร ชาติก่อนนางเดินผิดแล้ว ชาตินี้จะไม่มีวันเดินผิดอีก เสิ่นหนิงยิ้ม ยังคงนำตงฟู่เดินหน้าต่อไป ไม่นานนัก ก็มายืนอยู่หน้าประตูสถานสำนึกผิด มองป้ายอักษร “สถานสำนึกผิด” ที่แขวนเหนือประตู ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน ครั้นพิจารณาดีๆ จะเห็นถึงความน่าเกรงขามเคร่งครัดที่แผ่ออกมา ราวกับกองทัพม้าทหารนับพันนับหมื่นเตรียมพร้อมที่จะออกรบ เมื่อมองดูกลอนคู่ที่อยู่สองข้างประตูที่ว่า “บุปผาโรยยังหอมทั้งก่อนหลัง หิมะละลายยังคงหนาวแม้ไม่เห็น” ก็เป็นความรู้สึกเดียวกัน
บุปผาโรยยังหอมทั้งก่อนหลัง หิมะละลายยังคงหนาวแม้ไม่เห็น
เบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง จะมีหรือไม่มี ความหมายของการสำนึกผิดคือเช่นนี้หรือ เรื่องก่อนหน้านี้กับเรื่องหลังจากนี้ จะได้มาหรือเสียไป จะมีหรือไม่มี บังคับความโลภ สุดท้ายแล้วก็ต้องอยู่ในที่ลำบากแสนสาหัส นึกถึงเส้นทางที่ผ่านมา คิดถึงสิ่งที่ได้ทำ คุ้มหรือไม่ที่ทำไป สถานสำนึกผิดมีไว้เพื่อเตือนคนในตระกูลอย่างนั้นหรือ ชาติที่แล้วนางได้เป็นฮองเฮา ความสูงส่งของฐานะไม่มีใครเทียบได้ แต่แล้วเป็นอย่างไร ได้อะไรบ้าง
สำนึกผิด สำนึกผิด...ก็แค่” หน้าหลังมีหรือไม่มี” สี่คำนี้เองหรือเสิ่นหนิงนิ่งสงบ
กำแพงสูงที่ล้อมรอบสวน ยังมีกิ่งเหมยที่ยื่นกิ่งออกมา มีดอกเหมยติดอยู่หร็อมแหร็ม แลดูเย้ายวน ชวนคนชื่นชอบ นี่ก็เข้าเดือนสามใบไม้ผลิแล้ว ดอกเหมยนี้ยังบานอยู่เลย เสิ่นหนิงยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของดอกเหมยที่โชยมา
ที่แท้ที่นี่ก็คือสถานสำนึกผิด เสิ่นหนิงบอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร มึนงง คล้ายจะเศร้าโศกอยู่ลึกๆ คล้ายรื่นรมย์ยินดี มีโอกาสมาเห็นที่นี่แล้ว มีโอกาสรู้ว่าสถานสำนึกผิดเป็นอย่างไรแล้ว ชาติก่อนชาตินี้ นางยังไม่เคยมาถึงที่นี่ ที่นี่คือสถานสำนึกผิด สถานสำนึกผิดก็เป็นเช่นนี้เอง
นางยืนนิ่งอยู่เช่นนี้ มองไปยังประตูใหญ่ที่ปิดสนิท ไม่ได้ให้ตงฟู่ผลักประตูเข้าไป ยังมีความจำเป็นอะไรที่ต้องเข้าไปอีกเล่า นึกถึงเสิ่นฉงซั่นต้องมาอยู่ที่นี่ในช่วงที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ เพียงเพราะความผิดใหญ่หลวงอันไร้เหตุผล เขามีความผิดอะไรหรือ ตระกูลเสิ่นแลกด้วยการถูกฆ่าล้างตระกูล เสิ่นหนิงแลกด้วยการถูกจองจำสิบเจ็ดปี ถึงพิสูจน์ได้ว่าคำพูดของปู่ใหญ่นั้นไม่ผิด
ปู่ใหญ่เสิ่นฉงซั่นไม่อยู่แล้ว สถานสำนึกผิดสำหรับนางไม่มีความหมายอีกแล้ว นางอยู่นอกประตู บรรลุเป้าหมายการมาที่นี่ นั่นคือการมาเพื่อไว้อาลัย เพื่อปู่ใหญ่ที่ด่วนจากไป หรือแม้กระทั่งเพื่อตัวเองซึ่งถูกขังในวังเย็นในชาติที่แล้ว
จากนั้นนางหันหลังเดินกลับ มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบชุ่ยหู นางยังคงนิ่งเงียบไม่พูดจา ราวกับว่าแค่มาดูเท่านั้นจริงๆ แค่ได้มองดูก็พอแล้ว ฝ่ายตงฟู่ที่เดินตามหลังก็ยังแปลกใจไม่หายที่นี่มีอะไรน่าดูกัน
ดอกเหมยที่มาช้ายังคงหอมก็ยังไม่นับว่าสายเกินไป ปู่ใหญ่ ท่านวางใจเถอะเสิ่นหนิงไม่ได้พูด แค่น้อมคารวะเสิ่นฉงซั่นในใจจนเสร็จพิธี เพื่อย้ำเตือนตัวเอง ทั้งยังเป็นการยืนยันการตัดสินใจของตนเองด้วยเช่นกัน