หนี้รักบัลลังก์แค้น

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 003 ตอนที่ 3

#3Chapter 003

ตอนที่ 3 เรื่องราวแต่หนหลัง

ตั้งแต่ได้ยินการปรากฏตัวขององค์ชายห้า เสิ่นหนิงก็เริ่มเสียสมาธิไปบ้าง ไม่รู้ว่าทางฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งเป็นห่วงว่าอาการถ่ายท้องของเสิ่นอวี๋หงจะหนักหนาแค่ไหน จึงไม่มีกะจิตกะใจซึมซับบรรยากาศของงาน ไม่ง่ายนักกว่าจะรอจนกระทั่งเหล่าฮูหยินทั้งหลายที่ติดตามสามีมาบอกลาแล้วกลับจวน ยังต้องรอให้เสิ่นอวี๋ซื่อแจ้งให้ทุกคนกลับที่พักได้ เสิ่นหนิงจึงรีบกลับเรือนชิงจู๋อย่างเร่งร้อน

“แขกเหรื่อฝั่งชายมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่” นางให้ชุนซือถอดมวยผมล้างเครื่องประทินโฉมพลางถามตงฟู่ ข่าวของตงฟู่แม่นยำรวดเร็วที่สุด ไม่รู้เหมือนกันว่านางทำได้อย่างไร แต่เรื่องราวต่างๆ ในเรือนหน้า สาวใช้คนนี้มักจะสืบมาได้อยู่เสมอ

ตงฟู่กำลังเตรียมจะไปรินน้ำร้อนให้เสิ่นหนิงล้างหน้า ได้ยินนางถาม จึงตอบตามจิตใต้สำนึกไปว่า “ไม่มีอะไรนะเจ้าคะ แค่ได้ยินว่าคุณชายรองปวดท้อง ออกจากงานกลางคันแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ได้ยินว่ากำลังตามหมอมาดูอาการเจ้าค่ะ...”

ได้ยินเช่นนี้ เสิ่นหนิงจึงรู้แล้วว่าแผนการสำเร็จแล้ว นางจึงออกจากงานกลางคันแล้วไม่ได้กลับไป องค์ชายห้ามาบ้านตระกูลเสิ่นครึ่งหลังของงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาเห็นเสิ่นอวี๋หงไม่อยู่ ก็คงไม่มีการเอ่ยปากเรื่องที่จะให้เสิ่นอวี๋หงเข้ารับราชการในวังองค์ชายห้า

ดูท่าชาขิงชามนั้น ยาถ่ายห่อนั้น ใช้ได้ผลจริงๆ เสิ่นหนิงอดยิ้มไม่ได้

ใส่มากไปหรือเปล่านะ น่าจะไม่มากเกินไปหรอกกระมัง

กลับมาพูดถึงงานเลี้ยงตระกูลเสิ่นฝั่งชาย เสิ่นเจ๋อจิ้งรับรององค์ชายห้าที่โต๊ะประธาน เหล่าขุนนางอำมาตย์เมื่อเห็นองค์ชายห้าเสด็จมา ก็ลอบรู้สึกถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งของตระกูลเสิ่น พากันเข้าไปคารวะองค์ชายห้า

องค์ชายห้าซั่งกวนฉางจื้อนั่งลง ครั้นมองไปรอบๆ ไม่เห็นเสิ่นอวี๋หงก็แอบขมวดคิ้ว เขาไม่อยู่ แล้วต้องทำอย่างไรต่อ วันนั้นสิ้นเปลืองสมองไปไม่น้อย เสิ่นอวี๋หงทำไมถึงไม่อยู่ เสด็จพ่อให้ตนมาก็เพื่อมาแสดงท่าที ถ้าหุนหันเอ่ยเรื่องให้เขาเข้ามาเป็นคนสนิทในวังของตน จะทำให้เสด็จพ่อรู้สึกว่าตนกำลังใช้พระเดชพระคุณซื้อใจคนหรือเปล่าหนอ ในใจเขาครุ่นคิดมากมาย หาทางออกไม่ได้ หากแต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม แสดงออกอย่างถ่อมตนและมีมารยาท ไม่ให้คนรู้สึกห่างเหิน แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดเหล่าขุนนางจนเกินไป

ขุนนางมากมายเห็นองค์ชายห้าที่สุภาพอ่อนโยนผู้นี้ ต่างคนต่างคิดไตร่ตรองตามวิธีคิดของตน บรรยากาศของงานเลี้ยงเริ่มเคร่งเครียดอยู่บ้าง เมื่อเสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อจิ้งเห็นเช่นนี้ก็ส่งสายตาให้สัญญาณ เสิ่นเจ๋อหรูกับเสิ่นเจ๋อหย่วนจึงชวนร่ำสุราใหม่อีกรอบ

ยังดีที่องค์ชายห้าไม่ได้นั่งอยู่นานนักก็จากไป พอเขาไปแล้ว บรรยากาศผ่อนคลายลงไปไม่น้อย สายเลือดสวรรค์เช่นเขา เมื่อต้องอยู่ด้วยกันแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่บ้าง ขุนนางไม่น้อยที่คิดเช่นนี้

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บรรยากาศงานเลี้ยงก็ยังคงครื้นเครงมากมาย

เรื่องต่างๆ เหล่านี้ เสิ่นอวี๋หงไม่ได้รับรู้ด้วย เขายังคงกุมท้องที่น่าสงสาร นั่งอยู่ในส้วม บ่นว่าตัวเองทำไมต้องมาท้องเสียในเวลานี้ งานเลี้ยงที่สำคัญขนาดนี้ ไม่ได้อยู่จนงานเลิกนับเป็นเรื่องไม่สมควรเลย เขากำลังคิดทบทวนว่า หรือเขากินอะไรผิดสำแดงเข้าไป ก็ไม่ได้กินอะไร มีแค่ดื่มน้ำชาขิงที่เสิ่นหนิงน้องสาวมาให้ก่อนเริ่มงาน บอกว่าเพื่ออุ่นกระเพาะ จะได้ไม่เมา

หรือปัญหาจะเกิดจากชาขิง แต่ว่าทั้งมารดา น้องสามและน้องสี่ก็ดื่มแล้วไม่มีปัญหาอะไร จะต้องไม่ใช่ชาขิงแน่นอน หรือข้ากินอะไรผิดไปจริงๆ

เสิ่นอวี๋หงครุ่นคิดอย่างขุ่นเคือง บ่นอุบอิบว่าตัวเอง

งานเลี้ยงตระกูลเสิ่นผ่านไปแล้วหลายวัน วันนี้แสงแดดสดใส ความอบอุ่นเข้ามาขับไล่ความหนาวเย็นให้หมดสิ้น อารมณ์ความรู้สึกเสิ่นอวี๋หงเริ่มกลับสู่สภาพเดิม ก็ไม่รู้ว่าคืนนั้นกินอะไรผิด วิ่งเข้าออกห้องส้วมอยู่ครึ่งคืน นอนอ่อนเพลียต่ออีกหลายวัน จนรู้สึกว่ากระดูกใกล้สนิมจับแล้ว

ดังนั้นพอเสิ่นหนิงน้องสาวมาหาเขา บอกเขาว่ามารดาอนุญาตให้เสิ่นอวี๋หงพานางไปเดินเล่นที่ถนนเสียงเหอ เขารีบตกปากรับคำอย่างรวดเร็ว

มีน้องสาวเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ เหมือนเวลากระหายก็มีคนยื่นน้ำชามาให้ ข้ากำลังคิดจะออกไปเดินอยู่เลยเสิ่นอวี๋หงเปลี่ยนชุดคลุมฟ้าเขียวอย่างรวดเร็ว ไม่ทันได้สวมรัดเกล้ามัดผมก็พาเสิ่นหนิงออกไปแล้ว ส่วนผู้ติดตามนั้นมีทิงเฟิงคนรับใช้ของตัวเองกับชิวเกอสาวใช้ของเสิ่นหนิง รวมทั้งหมดสี่คน ต่างใส่ชุดสบายๆ มุ่งหน้าสู่ถนนเสียงเหอ เมืองหลวงมีถนนสี่สิบแปดสายเก้าสิบหกซอย ประกอบเป็นตลาดตะวันออกตรอกตะวันตกที่ชาวเมืองหลวงเรียกกัน ถนนเสียงเหอเป็นหนึ่งในถนนสี่สิบแปดสาย อยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองหลวง เดิมเป็นเพียงแผงซื้อขายของจุกจิกไม่กี่แผง ครั้นมาถึงรัชศกฉางไท่ปีที่หนึ่ง เมืองหลวงย้ายมาที่นี่ จึงเกิดบ้านพักร้านค้ามาชุมนุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อติดกับบริเวณรอบๆ ถนนทั้งยี่สิบสี่สายสี่สิบแปดซอยจนประกอบกันเป็นตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือตรอกตะวันตกที่คนเมืองหลวงกล่าวถึง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดตะวันออกแต่ไกลๆ ปัจจุบันตรอกตะวันตกมีร้านค้าขึ้นเป็นดอกเห็ด สินค้าพิเศษจากทั่วสารทิศมารวมกัน ทั้งยังมักจะมีละครหรือการแสดงมาให้ชมเสมอ เป็นจุดที่ครึกครื้นที่สุดของเมืองหลวงแห่งหนึ่ง หญิงที่ยังไม่ได้ออกเรือนจะชอบที่นี่เป็นพิเศษ

เสิ่นหนิงพาชิวเกอไปด้วยกัน รู้สึกว่าทุกอย่างดูน่าสนใจไปหมด นี่ก็ดู โน่นก็ถาม เห็นอะไรน่าสนุกก็รีบตามไปดู จนค่อยๆ ออกห่างจากเส้นทางไปถนนเสียงเหอโดยไม่รู้ตัว เสิ่นอวี๋หงเองมองดูน้องสาวคนเดียวของตนด้วยความรักใคร่ รู้สึกนางช่างน่าสงสารจริงๆ ถึงแม้มีกินมีใช้ไม่เคยขาด แต่โอกาสออกจากบ้านยากมาก ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งตั้งใจอดทนอธิบายแนะนำเรื่องราวต่างๆ คิดว่าอีกหน่อยจะต้องหาโอกาสพานางออกมาให้ถี่ขึ้น

“พี่รอง นั่นเป็นอะไรน่ะเจ้าคะ ทำไมคนเยอะจังเลย” เสิ่นหนิงดึงแขนเสื้อเสิ่นอวี๋หงพลางถาม

“อ๋อ นั่นคือเต้าหู้แห้งของจือเว่ยไจ อร่อยมากนะ” จือเว่ยไจ นั่นมันอยู่ซอยเป่ยเต้านี่นา เสิ่นอวี๋หงเพิ่งจะรู้ตัว ทำไมเดินไปเดินไป มาถึงที่นี่ได้อย่างไร จะต้องรีบกลับไปถนนเสียงเหอถึงจะถูก ไม่อย่างนั้นน้องสาวจะต้องเสียเที่ยว นานๆ ทีอุตส่าห์ได้ออกมาสักครั้ง

เขาจำได้ที่นี่มีซอยเล็กๆ ทะลุผ่านลัดไปถนนเสียงเหอได้ จึงเรียกอีกสามคนที่เหลือให้เดินตามเขามา เสิ่นหนิงเดินยิ้มพลางตามเขาไป นางหันไปมองชิวเกอ เห็นนางผงกหัว ก็เดินตามไปอย่างวางใจ

ขณะที่กำลังจะเดินพ้นซอยแล้ว เสิ่นอวี๋หงเดินผ่านแผงขายของเล็กๆ ปากซอย เหลือบมองไปทางหญิงคนขายก็จำนางได้ นั่นไม่ใช่หญิงคนแม่ที่ขายผักกาดขาววันนั้นหรอกหรือ ทำไมวันนี้กลับมาขายซาลาเปาเสียได้

หญิงคนนั้นกำลังคุยกับหญิงอีกคนที่อยู่ข้างกายอย่างออกรส ไม่ได้เห็นเขา

“วันนั้นนะ มีคุณชายคนหนึ่งเรียกข้าไปขายผักที่ตลาดด้านโน้น แถมยังให้เงินข้ามาตั้งห้าตำลึง... ข้าก็ยังแปลกใจอยู่ ผักกาดขาวก็โดนทิ้ง.... ไม่เชื่อหรือ เจ้าดูสิ.... นี่ไงๆ เงินห้าตำลึงนั่น” เสียงขาดๆ หายๆ แว่วมาเข้าหูเสิ่นอวี๋หง เขาหันไปดูหญิงคนนั้นชูก้อนเงินวาววับ ดวงตาพลันหม่นแสงลงเป็นเช่นนี้เอง ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าเหตุใดถึงบังเอิญนัก

เสิ่นอวี๋หงพาเสิ่นหนิงเดินมุ่งหน้าถนนเสียงเหอโดยไม่พูดอะไร ซื้อของให้นางไม่น้อย เสิ่นหนิงดีอกดีใจไปตลอดทาง ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดไว้ นางก็ต้องดีใจอยู่แล้ว แม้ทำให้พี่ชายต้องนอนซมไปหลายวัน แต่เด็กน้อยอย่างนาง ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก

วิธีการที่ใช้ยังอ่อนหัดเกินไป นางคิดว่าคราวหลังจะต้องลดความบุ่มบ่ามลง ครั้งนี้ถือว่าติดค้างพี่รองก่อนแล้วกัน นางคิด ยิ้มหวานให้เสิ่นอวี๋หง ชี้ไปที่แผงเล็กว่า “พี่รอง ข้ายังอยากได้นั่น.....”

ตกกลางคืนแล้ว ที่ห้องหนังสือของเสิ่นหวาซั่น เสิ่นเจ๋อจิ้งกับเสิ่นอวี๋หงมาพบเสิ่นหวาซั่น

“นอนอยู่หลายวัน คงหายดีแล้วสินะ ต่อไปจะกินอะไรก็ต้องระวังให้มากรู้ไหม” เสิ่นหวาซั่นลูบเครายาวของตัวเอง ถามเสิ่นอวี๋หงที่นั่งเรียบร้อยอยู่ หลานคนนี้เป็นหลานรักของตน ตั้งแต่เสิ่นอวี๋เสี้ยนหลานคนโตสายภรรยาเอกไปรับราชการต่างแดน หลานคนรองสายภรรยาเอกก็อยู่เป็นเพื่อนเขามาตลอด เมื่อรู้ว่าเขาท้องเสีย ก็ต้องถามไถ่กันบ้าง

“ขอบพระคุณท่านปู่ที่เป็นห่วง หลานไม่เป็นไรแล้ว ตีเสือตายยังได้เลย” เสิ่นอวี๋หงตอบอย่างทะเล้น ทุกคนต่างรู้สึกขบขันขึ้นมาด้วย เสิ่นหวาซั่นมองคนใช้ที่ติดตามมา จนอีกฝ่ายรู้ตัวถอยห่างออกไป เขาจึงพูดว่า “พูดมาสิ ดึกขนาดนีมีเรื่องอะไรถึงมาหาข้า”

เสิ่นอวี๋หงหน้าตาเคร่งขรึมทันใด เอ่ยว่า “ที่หลานมาวันนี้ มีเรื่องอยากรายงานท่านปู่กับท่านพ่อขอรับ”

ครั้นแล้วก็เล่าเรื่องที่ตนบังเอิญไปเห็นองค์ชายห้าช่วยคน อีกทั้งเรื่องที่ได้ยินคนพูดถึงเรื่องนี้โดยบังเอิญ เขาเล่าอย่างละเอียด ด้วยรู้สึกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดดูเหมือนจะบังเอิญเกินไป ตอนออกจากบ้านก็ไปอย่างกะทันหัน เดินไปถึงซอยเป่ยเต้าก็ยังไม่รู้ตัว แต่เหตุไฉนถึงพบเหตุการณ์เช่นนั้นได้ หรือว่ามีใครบางคนจับตาดูบ้านตระกูลเสิ่นอยู่ ถ้านี่เป็นหมากที่องค์ชายห้าวางไว้จริง แล้วเขามีจุดประสงค์อันใดกัน

เขาเล่าข้อสงสัยของตัวเองให้ปู่และบิดาฟัง จากนั้นรอคอยคำตอบจากพวกเขา

นิ่งไปสักพัก เสิ่นเจ๋อจิ้งเป็นฝ่ายพูดก่อน “คิดว่าคงไม่มีเรื่องอื่น นอกจากจะอยากให้เจ้าเข้าไปอยู่วังองค์ชายห้า ดูท่า องค์ชายห้าคงคิดอยากดึงตระกูลเราไปเป็นพวกเสียแล้ว”

เสิ่นหวาซั่นพยักหน้า พูดเสริมว่า “ตอนนี้เหตุการณ์ยังไม่ชัดเจน รัชทายาทร่างกายอ่อนแอ องค์ชายต่างๆ ล้วนมีฝีมือ ในวงการขุนนางมีคนไหนบ้างที่ไม่มีลูกหลานทำงานอยู่ในวังองค์ชายต่างๆ ลูกชายคนเล็กของเจิ้งผูฉุนเสนาบดีกระทรวงการคลังดูเหมือนว่าจะดำรงตำแหน่งมหาดเล็กส่วนพระองค์ในวังองค์ชายสอง องค์ชายห้าอยากให้เจ้าเข้าวังเขา คงไม่มีความหมายเป็นอื่นหรอก”

เขาหยุดคิดแล้วกำชับอีกว่า “แต่ถ้าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ถึงขนาดต้องจัดฉากวางแผนก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี ข้าเห็นว่าเจ้าไม่ต้องเข้าวังองค์ชายห้าไปสะสมประสบการณ์หรอก อยู่ที่นี่ ตั้งอกตั้งใจเตรียมรอสอบคัดเลือกช่วงวสันต์อีกสองปีข้างหน้าดีกว่า”

เสิ่นอวี๋หงผงกศีรษะรับ ปู่พ่อหลานสามคนพูดคุยเรื่องอื่นๆ ในบ้านอีกสักพัก เสิ่นเจ๋อจิ้งเห็นว่าค่ำมากแล้ว จึงลากตัวเสิ่นอวี๋หงถอยออกไป กำชับกำชาเป็นการส่วนตัวอีกหลายคำว่า ระยะนี้ให้เขาเก็บเนื้อเก็บตัวบ้าง อย่าคิดแต่จะออกไปข้างนอก

ณ เรือนชิงจู๋ คืนนี้ถึงเวรชิวเกอเฝ้ากะกลางคืนอีกแล้ว เสิ่นหนิงนอนอยู่บนเตียง แต่กลับไม่ง่วงเลยสักนิด แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง คืนที่เงียบสงบแบบนี้ ดูเหมือนมองเท่าไรก็ไม่พอ เสิ่นหนิงเสียดายเกินที่จะหลับ จันทร์ส่องมนุษย์นับพันปี นับพันปีจันทร์ยังคงอยู่ แต่ภายในตัวนางเสิ่นหนิงได้เปลี่ยนแล้ว เรื่องราวบนโลกมนุษย์ช่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์ คงจะมีเพียงจันทร์ที่เป็นพยานได้

เห็นเสิ่นหนิงยังไม่ยอมหลับตา ชิวเกอกำลังจัดที่นอนบนตั่งที่อยู่ข้างๆ เตรียมจะคุยเรื่องจุกจิกกับเสิ่นหนิงสักหน่อย ตั่งเล็กนี้เสิ่นหนิงเป็นคนสั่งให้แม่นมหลิ่วหามาเมื่อไม่กี่วันก่อน และสั่งให้สาวใช้ที่เฝ้ากลางคืนนอนบนนี้ ไม่ต้องไปนอนขดอยู่บนแท่นเหยียบ สาวใช้ดีใจกันไม่น้อย ชิวเกอเองก็เช่นกัน คิดในใจว่านับวันคุณหนูก็ยิ่งรู้จักเห็นอกเห็นใจ ได้ติดตามเจ้านายเช่นนี้ถือว่าสบายยิ่งนัก แต่ก็รู้สึกเหมือนว่าคุณหนูมีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

“ชิวเกอ พรุ่งนี้เจ้าให้ลูกผู้พี่เจ้าช่วยข้าสืบดูเรื่องหนึ่ง จะให้เขาไปไหน ข้าจัดการเอง ให้เขาใจเย็นรออยู่ที่ประตูหลังบ้าน ไม่ต้องรีบร้อน” เสิ่นหนิงฉุกคิดขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เรียกชิวเกอมาสั่งเบาๆ ชิวเกอพยักหน้ารับ

ปู่ใหญ่คนนั้น ก็น่าจะเดินออกมาจากสถานสำนึกผิดได้แล้ว

ความง่วงค่อยๆ คืบคลานมา เสิ่นหนิงคิดเช่นนี้อยู่

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 003 ตอนที่ 3