หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 005 ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 น้องสาวจากอี๋เหนียง
ยังไม่ทันเหยียบเข้าเหอหมิงเชียน เสิ่นหนิงก็ได้ยินเสียงคนคุยเป็นระยะ เจือด้วยเสียงหัวเราะบ้าง มีทั้งเสียงคนอายุน้อย อายุมาก ทั้งเด็กสาวและสาวใช้ชราต่างพูดคุยกันอย่างออกรส จนเดินเข้าไปแล้ว ก็มองเห็นกลุ่มสาวน้อยสาวใหญ่รุมล้อมอยู่รอบตัวเสิ่นอวี๋ซื่อ มิน่าถึงได้ยินเสียงแต่ไกล ดูเหมือนทุกคนจะอยู่กันครบทีเดียวเชียว
ในห้องโถงใหญ่ของเหอหมิงเชียน เสิ่นอวี๋ซื่อนั่งอยู่ตรงกลาง มิได้หน้าตาสดใสรื่นเริงเหมือนตอนจัดงานเลี้ยง หน้าตาค่อนข้างสงบนิ่ง ฟังสาวน้อยสาวใหญ่รอบตัวพูดคุย บางครั้งก็ยิ้มบ้างเล็กน้อย ปีนี้เสิ่นอวี๋ซื่ออายุสามสิบหกแล้ว แม่สามีเสียแล้ว นางก็เป็นสะใภ้ใหญ่และภรรยาเอก ดูแลบ้านมาหลายปี ฝึกฝนจนบารมีเริ่มแก่กล้า จัดการบ้านตระกูลเสิ่นได้เรียบร้อยเป็นแบบเป็นแผน
ที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของเสิ่นอวี๋ซื่อคือลูกสะใภ้เสิ่นอันซื่อ เสิ่นอันซื่อจวนจะคลอดอยู่รอมร่อ หมอคอยกำชับกำชาให้ต้องพยายามเดิน แต่นางยืนกรานมาทักทายเสิ่นอวี๋ซื่อที่นี่ทุกวัน อีกทั้งเสิ่นอวี๋เสี้ยนก็อยู่ไกลถึงเซียงโจว แต่ละวันนางใช้เวลาอยู่ที่นี่กับเสิ่นอวี๋ซื่อไม่น้อย พูดคุยบ้างเล่นสนุกสนานบ้าง เรียนรู้วิธีการจัดการบ้านเรือนกับแม่สามี สานสัมพันธ์กับบรรดาน้องสาวสามีบ้าง ฆ่าเวลาให้ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
ฝั่งขวาของเสิ่นอวี๋ซื่อเป็นหลี่อี๋เหนียง*แห่งเรือนไฉ่เวยกำลังสบตากับเสิ่นอวี๋ซื่อ แววตามีความเคารพอยู่เล็กน้อยหน้าตาสะสวยเรียบง่าย เทียบกับมาดภรรยาใหญ่ของเสิ่นอวี๋ซื่อก็จะให้ความรู้สึกกันไปคนละแบบ หลี่อี๋เหนียงเด็กว่าเสิ่นอวี๋ซื่อหลายปี เป็นอนุภรรยาคนแรกของเสิ่นเจ๋อจิ้ง มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อว่าเสิ่นมี่ กำลังนั่งอยู่ข้างนาง เด็กสาวอายุสิบเอ็ดปี หน้าตาดูดีกว่าเสิ่นหนิงไม่น้อย เกล้าผมทรงเฟยเซียนอย่างง่ายๆ ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ดูออกว่าเป็นคนเก็บตัวหรือไม่ก็ค่อนข้างขี้กลัว นางกำลังตั้งอกตั้งใจฟังทุกคนพูดคุยกัน
ถัดจากเสิ่นอันซื่อก็เป็นเหออี๋เหนียงแห่งเรือนปี้เหอ อนุภรรยาคนที่สองของเสิ่นเจ๋อจิ้ง นางกำลังคุยเสียงดัง พูดไวปากไว ทำให้คนหัวเราะกันครื้นเครงอีก เหออี๋เหนียงนิสัยเถรตรง หน้าตาจิ้มลิ้มสดใส นัยน์ตาทั้งคู่เหมือนคุยได้ ทุกคนเห็นแล้วรู้สึกสบายใจ เสิ่นหวั่นลูกสาวนางเพิ่งจะหกขวบ ผมถักเป็นเปียหลวมสองข้างแล้วผูกด้วยผ้าแถบสีชมพู ใบหน้ากลม ดูอ่อนเยาว์น่ารัก
ครั้นเห็นเสิ่นหนิงผลักประตูออกมา อี๋เหนียงสองคนกับน้องสาว และสาวใช้ชราที่อยู่ข้างๆพวกนางล้วนลุกขึ้นมาทักทาย หลี่อี๋เหนียงยังเปลี่ยนที่ เพื่อให้เสิ่นหนิงได้นั่งติดกับเสิ่นอวี๋ซื่อ เสิ่นอวี๋ซื่อมีลูกชายสี่คนติดกัน ถึงได้ลูกสาวออกมาเป็นเสิ่นหนิง ย่อมเป็นสุดรักสุดหวงยิ่งนัก ดังนั้นคนรอบข้างจึงยิ้มให้กับเสิ่นหนิงอย่างผู้รู้ตื้นลึกหนาบาง
เสิ่นหนิงมองดูทุกคนแล้วทักทายพี่สะใภ้ รวมทั้งหลี่อี๋เหนียงกับเหออี๋เหนียง จึงค่อยนั่งลง มองดูคนในบ้าน แม้จะไม่แสดงสีหน้าออกมา แต่ภายในใจกลับมีกระแสคลื่นปั่นป่วน นี่คือครอบครัวนาง ผ่านมาแล้วกี่ปี เพิ่งจะได้พบพวกนางอีก ความจริงแล้วเสิ่นหวั่นตอนเด็กน่ารักมากขนาดนี้ ความจริงแล้วหลี่อี๋เหนียงตอนยังสาวรูปร่างหน้าตางดงามถึงเพียงนี้ ทำไมนางถึงจำไม่ได้เลย ทำไมสมองชาติที่แล้วถึงไม่เหลือความทรงจำส่วนนี้กันหนอ
ชาติที่แล้ว เสิ่นมี่ตายตั้งแต่ยังอายุน้อย หลังจากนางแต่งงานกับลูกชายคนเล็กของเสนาบดีกระทรวงกลาโหมที่แสนจะโหดร้ายได้ไม่นานก็ตายเสียแล้ว ยังแต่งงานไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ หลังจากนั้น นางก็จำได้เพียงใบหน้าเหี่ยวย่นว่างเปล่าของหลี่อี๋เหนียง จนกระทั่งนางตายไปพร้อมกับที่ตระกูลเสิ่นถูกฆ่าล้างตระกูล เสิ่นหนิงจำหน้าตาซูบซีดแก่ชราของนางจนติดตามาโดยตลอด
ส่วนเหออี๋เหนียง สุดท้ายก็ตายตามเสิ่นเจ๋อจิ้ง ไม่รู้ว่าก่อนที่นางจะแขวนคอตาย ได้คิดถึงใบหน้ากลมดังเด็กทารกน่ารักของเสิ่นหวั่นเมื่อยังเยาว์หรือไม่
ยังมีเสิ่นหวั่น ตอนหลังนางตายจะเป็นเช่นไรหนอ เสิ่นหนิงดูเหมือนจะจำไม่ได้ ยังมีเสิ่นอันซื่อ รวมทั้งลูกหลายคนที่เกิดจากนาง ถือเป็นหลานอาของเสิ่นหนิง ตอนหลังก็ล้มหายตายจากไปหมด
ยังดีที่ว่า ยังดีที่ว่า ตอนนี้เป็นแค่ปีที่สามสิบห้าเท่านั้น ตอนนี้พวกนางยังอยู่ ยังร่วมกันหัวร่อต่อกระซิกได้ เสิ่นหนิงซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง พอนึกถึงความเย็นชาที่ตัวเองมีต่อน้องสาวต่างมารดาเมื่อชาติที่แล้วขึ้นมา ความรู้สึกคับข้องใจที่มีอยู่บ้างได้หายไปหมดสิ้นตั้งแต่ตอนถูกฆ่าล้างตระกูลแล้ว หมายความว่าอย่างไร ในโลกนี้ นางยังมีน้องสาว ชาติที่แล้วทั้งสองคนก็เป็นเหมือนนาง น้องสาวที่ต้องทนทุกข์ทรมาน นางทั้งหมดเกิดจากบิดาคนเดียวกัน มีสายเลือดผูกพันเป็นพี่น้องกัน
เสิ่นหนิงรู้สึกว่าดวงตาชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ยังมีเสิ่นอวี๋ซื่อ นางมองมารดาตัวเองด้วยความเคารพและรักใคร่ มารดายังคงสุขุมเหมือนเช่นในความทรงจำของตน เวลานางมองตน ในสายตาเปี่ยมด้วยแววแห่งความรักและอ่อนโยนอย่างปิดไม่อยู่ นี่คือมารดาของนางนะ ถึงแม้ถ้านับอายุรวมทั้งชาติที่แล้วบวกกับชาติปัจจุบัน อายุนางยังมากกว่าเสิ่นอวี๋ซื่อ แต่เสิ่นหนิงก็ยังอยากจะโผเข้าไปที่อกนาง ร้องไห้ให้พอใจ ขอให้นางปลอบโยนคุ้มครองดูแล อ้อมกอดนี้ ช่วงที่อยู่วังเย็นนางเฝ้าถวิลหากี่วันกี่คืนตั้งไม่รู้เท่าไร วอนขอเพียงใดแต่ก็ไม่เคยได้มา
“หนิงเอ๋อร์ เป็นอะไรไป ” คงเป็นเพราะสีหน้าของเสิ่นหนิงดูอมทุกข์เคร่งขรึม เสิ่นอวี๋ซื่ออดไม่ได้ที่จะถาม คนอื่นก็เงียบลงเช่นกัน ทุกคนพร้อมใจกันมองนาง แม้แต่เด็กหกขวบอย่างเสิ่นหวั่นก็มองนางอย่างไร้เดียงสา
เห็นดังนั้น เสิ่นหนิงก็หัวเราะ บอกว่า “ไม่มีอะไร ท่านแม่ พวกท่านกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือ ”
“ยังไม่ทันคุยอะไร เจ้าก็มาถึงพอดี” เห็นเสิ่นหนิงหน้าตาเป็นปกติ เสิ่นอวี๋ซื่อจึงตอบไป เนื่องจากเพิ่งกลับเมืองหลวงไม่นาน เรื่องยังไม่มีมากมาย ไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนญาติมิตร จึงมีเพียงคนในครอบครัวเสิ่นเจ๋อจิ้งพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ บรรยากาศก็ดีไม่น้อย ตระกูลเสิ่นเป็นพวกจารีตนิยมพอสมควร คำสอนประจำตระกูลมีไม่น้อย ดังนั้นถึงแม้เสิ่นเจ๋อจิ้งจะมีหนึ่งภรรยาเอกสองอนุภรรยา เรื่องหลังบ้านที่อื้อฉาวเช่นบ้านอื่นจึงไม่เคยเกิดในครอบครัวเสิ่นเจ๋อจิ้ง อีกทั้งเสิ่นอวี๋ซื่อมีลูกชายสี่คน อนุภรรยาทั้งสองแต่ละคนต่างมีลูกสาวเพียงคนเดียว ไม่มีทางสั่นคลอนฐานะของเสิ่นอวี๋ซื่อได้ อีกทั้งไม่มีอะไรที่จะต้องแย่งชิง ดังนั้นเสิ่นอวี๋ซื่อจึงยอมรับอนุภรรยาทั้งสองคนค่อนข้างมาก เรื่องหลงใหลอนุภรรยากำจัดภรรยาหลวงน่ะหรือ ตัวเสิ่นเจ๋อจิ้งไม่ปล่อยให้เกิดกับตัวเองหรอก
ระหว่างพูดคุย หลี่อี๋เหนียงบอกเสิ่นอวี๋ซื่อเรื่องหนึ่ง ว่าพี่สาวอยากขอมาอยู่ที่บ้านนี้สักพัก ขออนุญาตเสิ่นอวี๋ซื่อด้วย ตอนท้ายยังเช็ดที่ตา สะอื้นว่า “พี่สาวข้าคนนี้ ช่างน่าสงสาร...” ความจริงพ่อแม่ของหลี่อี๋เหนียงตายไปนานแล้ว นางไม่มีพี่น้องผู้ชาย มีแค่พี่สาวคนนี้เท่านั้น นางแต่งงานไปกับพ่อค้าแซ่เหยียนที่ต่างแดน ถึงแม้พ่อค้าจะสนใจแต่เงิน แต่ก็ดีกับนางมาก อดีตที่ผ่านไปถือว่าดีงาม น่าเสียดายที่สามีนางเสียชีวิตกะทันหันเมื่อไม่กี่วันก่อน เหลือแต่ลูกชายอายุสิบห้าปี กลายเป็นแม่หม้ายลูกกำพร้า นางเป็นคนนิสัยอ่อนแอ อีกทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้ของสามีแย่งชิงสมบัติของครอบครัวไป โดนบีบบังคับจนทนไม่ไหวเลยนำสมบัติที่เหลืออยู่เล็กน้อยมาขอพึ่งพิงน้องสาวที่เมืองหลวง
ทุกคนสะอึกสะอื้น เสิ่นอวี๋ซื่อกล่าวว่า “ก็ให้นางมาอยู่เถิด ไม่มีกำหนด อยากอยู่กี่วันก็ได้ หากช่วยอะไรได้ก็ช่วย” หลี่อี๋เหนียงกล่าวขอบคุณยกใหญ่ ทุกคนก็พูดจาทำนองว่าเสิ่นอวี๋ซื่อใจคอกว้างขวาง
เสิ่นอวี๋ซื่อวางถ้วยชาลง สีหน้าเคร่งขรึมว่า “เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องพูดหรอก เป็นครอบครัวเดียวกัน ใจคอกว้างขวางอะไรกัน วันนี้ที่บ้านหลี่อี๋เหนียงมีปัญหา ต่อไปไม่ว่าใครคนไหนมีปัญหา ข้าก็ไม่นั่งนิ่งดูดายทั้งนั้น ข้ามีข้อแม้แค่เรื่องเดียว ในหลังเรือนนี้ข้าจะไม่ยอมให้มีเรื่องอื้อฉาวคาวราคีเหมือนบ้านอื่น ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ไว้หน้าใคร จะขายออกไปที่ไหนก็ได้ทุกเมื่อ นายท่านเองย่อมไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว !” ทุกคนรีบรับคำเออออ
เสิ่นอวี๋ซื่อกล่าวกับหลี่อี๋เหนียงอีกว่า “ตอนที่พี่สาวเจ้ามา พามาให้ข้าดูหน่อย เด็กคนนั้นด้วย เขาน่าสงสารมากพอแล้ว” น้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ มีความเมตตาปรานี หลี่อี๋เหนียงผงกหัวรับคำ
เมื่อเสิ่นหนิงเห็นการกระทำของมารดา อดไม่ได้ที่จะต้องชื่นชม ใช้ทั้งพระเดชพระคุณ ครั้งนี้มารดาทำได้ระดับสุดยอดฝีมือเลย เห็นมารดาเป็นเช่นนี้ ยายสอนลูกสาวคงมีฝีมือระดับพอกัน มิน่าผู้คนถึงได้ยกย่องชวีซันหวีซื่อว่าเยี่ยมมาก
ผ่านไปหลายวัน หลี่อี๋เหนียงนำพี่สาวกับหลานน้าเข้ามาพบเสิ่นอวี๋ซื่อ เสิ่นหนิงก็ได้เห็นพวกเขาจากหลังฉาก พี่สาวหลี่อี๋เหนียงดูเป็นคนอ่อนแอจริงๆ เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่า “ขอบคุณนายหญิง ขอบคุณเหลือเกินเจ้าค่ะ...” ไม่ได้พูดอย่างอื่นเลย หนุ่มน้อยที่อยู่ข้างๆ ก็ประสานมือคาราวะเสิ่นอวี๋ซื่อแสดงความขอบคุณ
เสิ่นอวี๋ซื่อก็บอกซ้ำๆ ว่าไม่ต้องเกรงใจ ทั้งยังให้ซองแดงซองใหญ่แก่หนุ่มน้อยคนนั้นว่าเป็นของขวัญที่พบหน้าหลานน้า สุดท้ายยังปลอบว่า “คนตายก็ตายไปแล้ว ไม่ต้องไปคิดมาก ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีดีกว่า ถ้ามีอะไรเดือดร้อน ให้บอกหลี่อี๋เหนียงแล้วกัน” แล้วสั่งหลี่อี๋เหนียงว่าถ้ามีเรื่องลำบากอะไร ให้บอกนางได้ทุกเวลา
เสิ่นหนิงอยู่หลังฉากมองเห็นหนุ่มน้อยถอยออกไป ก็ทอดถอนใจ มารดาไม่รู้แต่นางรู้ หลานน้าของหลี่อี๋เหนียง หนุ่มน้อยที่ชื่อเหยียนซางคนนี้ เป็นอัจฉริยะทางการค้า ความใหญ่โตที่เขาสร้างในอนาคตนั้นไม่มีใครคาดคิดถึง เวลานั้น เขาอายุแค่สามสิบกว่า ทุกคนกลับเรียกเขาว่า “พ่อค้าเหยียน” เสียแล้ว
พอครุ่นคิดสักพัก ภายในใจเสิ่นหนิงก็เริ่มเห็นลู่ทาง นางจับแขนเสิ่นอวี๋ซื่อ พูดด้วท่าทีเห็นอกเห็นใจเกินเหตุว่า “พวกเขาน่าสงสารมากเลย อยู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาจะใช้อะไรเลี้ยงชีพล่ะเจ้าคะ” ท่าทางแก่แดดเกินเด็กเช่นนี้ เสิ่นอวี๋ซื่อฟังจนขำ ถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าอยู่เมืองหลวงมิใช่เรื่องง่าย ”
“วันก่อนได้ยินอารองพูดว่า เขาเป็นคนดูแลเรื่องกิจการการค้าของตระกูลเรามิใช่หรือเจ้าคะ วันนั้นได้ยินเขาบ่นว่า ไม่มีคนคอยช่วยเขาอะไรทำนองนี้ ท่านพ่อเองก็พูดว่า แต่ไรมาถ้าท้องหิวมักเกิดแผนเหนือเมฆ แบบนี้พี่ชายตระกูลเหยียนอนาคตจะเก่งกาจยิ่งใช่หรือเปล่าเจ้าคะ” เด็กสาวไร้เดียงสา อายุแค่สิบสองขวบ แต่คำที่พูดออกมาทำเอาเสิ่นอวี๋ซื่อชะงักงัน
คนเราเวลายากจนข้นแค้น สิ่งที่ได้รับไม่ว่าเป็นบุญคุณหรือดูถูก ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็เก็บไว้ในใจ ภายหลังก็จะขยายขึ้นเรื่อยๆตามประสบการณ์ชีวิต ไม่มีวันลืมเลือน แม้นางจะไม่ได้ต้องการให้เขาจดจำบุญคุณ แต่แม่ลูกทั้งสองคนทั้งเป็นหม้ายทั้งกำพร้า ลำบากอย่างแท้จริง จะช่วยคนก็ต้องช่วยถึงที่สุด ในใจเสิ่นอวี๋ซื่อคิดเช่นนี้
จนถึงเวลาค่ำ เสิ่นเจ๋อจิ้งมาค้างที่ห้องนาง สามีภรรยาสองคนคุยเรื่องคนเรื่องเด็ก บรรยากาศรื่นรมย์ ไม่เหมือนอารมณ์รักหวานชื่นในยุคหนุ่มสาววัยรุ่น หลายปีมานี้ก็ใช้ชีวิตอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน อีกทั้งยังมีความผูกพันจากลูกๆทั้งห้าคน สั่งสมตามกาลเวลาที่ผันผ่าน จึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
เสิ่นอวี๋ซื่อบอกเรื่องนี้แก่เสิ่นเจ๋อจิ้งว่า “คิดว่าหลี่อี๋เหนียงคงได้คุยกับท่านแล้ว ข้าดูเด็กคนนี้ ก็น่าสงสาร ได้ยินว่ายังมีพรสวรรค์ในทางการค้าอีกด้วย ให้เขาไปไว้ที่อารองเผื่อมีตำแหน่งอะไรให้ทำได้ ได้ยินหนิงเอ๋อร์ว่าทางอารองเวลานี้กำลังขาดคนทำงาน แค่ช่วยเรื่องเดินวิ่งส่งโน่นนี่ได้ก็ยังดี”
เสิ่นเจ๋อจิ้งได้ยินดังนี้ รู้สึกว่าเสิ่นอวี๋ซื่อไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ปฏิบัติต่ออนุภรรยาอย่างใจกว้าง คิดให้กระทั่งผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ เขาตอบรับทันทีอย่างพึงพอใจว่า “เรื่องเล็กแค่นี้ เจ้าจัดการก็แล้วกัน ทำเช่นนี้ดีแล้ว” ภรรยาแสนประเสริฐเช่นนี้ ถือเป็นวาสนาของเสิ่นเจ๋อจิ้งแล้ว ต่อแต่นี้ไปเขาจะยิ่งรักยิ่งเห็นคุณค่าในตัวเสิ่นอวี๋ซื่อ นี่คือคำมั่นสัญญา
---
*อี๋เหนียง เป็นคำเรียกอนุภรรยาของบิดา