คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 668
ตอนที่ 1335 ปลาดิบ
ชั้นน้ำแข็งหนามากๆ ไม่รู้ว่าเจาะอยู่นานเท่าไร ในที่สุดผิวน้ำแข็งหนาๆ นั่นก็เกิดเป็นรูขนาดเท่าศีรษะคน ชั้นน้ำแข็งลึกเท่ากับความยาวแขนเด็ก สายน้ำข้างใต้ทั้งใสแจ๋วและอบอุ่น
แต่ความจริงแล้วสายน้ำร้อนระอุ ปล่อยควันร้อนๆ สีขาว เป็นขั้วตรงข้ามกับน้ำแข็งหนาๆ นั่น
“น้ำร้อนได้อย่างไร” ไป๋จื่อไม่เข้าใจ องครักษ์ที่เจาะน้ำแข็งทั้งสองคนก็แปลกใจจนอ้าปากค้าง รีบหดมือที่กำลังถือกาน้ำอุ่นจะไปตักน้ำ
หูลี่จ่างเทียนกล่าว “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ทะเลสายนี้แปลกมาก ช่วงฤดูร้อนชั้นน้ำแข็งบาง เจาะรู้ได้ง่าย น้ำข้างใต้น้ำแข็งเป็นน้ำร้อน ตอนนี้แตะน้ำดูจะรู้สึกอุ่นๆ ทว่าในฤดูร้อนมันร้อนลวกทีเดียว”
ทันใดนั้นเสี่ยวชิงก็ชี้ไปที่รูน้ำแข็ง “มีปลา มาดูเร็ว มีปลาด้วย”
องครักษ์ที่อยู่หน้ารูน้ำแข็งอีกรูแทงกระบี่ลงไป แต่น่าเสียดายนัก เมื่อยกกระบี่ขึ้นกลับพบแต่ความว่างเปล่า
องครักษ์สองคนเฝ้ารูน้ำแข็ง จ้องมองปลาไม่หยุดหย่อน แทงกระบี่ไม่หยุกพัก แต่กลับแทงไม่ถูกตัวปลาสักตัว
ไป๋จื่อเห็นดังนั้นก็กล่าวว่า “ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว พวกเราหาวิธีอื่นเถอะ”
หูลี่จ่างเทียนเอ่ยขึ้น “ฤดูร้อนยิ่งจับปลายากกว่านี้อีก ข้าเคยมาที่นี่สองครั้ง ทว่าจับปลาไม่ได้เลยสักตัว ยังคิดว่าวันนี้มีชายหนุ่มฝีมือดีอยู่ด้วย น่าจะจับปลาได้ง่ายขึ้นบ้าง คิดไม่ถึงเลย...”
องครักษ์สองคนรู้สึกขายหน้าอยู่บ้าง พวกเขานับว่ามีวรยุทธ์เป็นอันดับต้นๆ ในบรรดาองครักษ์มังกร ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้คงไม่เลือกพวกเขามาคุ้มครองไป๋จื่อ ด้วยฝีมือของพวกเขานี้ แต่กลับจับปลาไม่ได้สักตัว ช่างน่าอายเสียจริง
ไป๋จื่อยืนอยู่หน้ารูน้ำแข็งพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มว่า “พวกเราอาจจะใช้วิธีตกปลาได้
“ตกปลา?” หูลี่จ่างเทียนกล่าวขึ้น “ตกอย่างไร ตอนนี้พวกเราไม่มีอุปกรณ์ตกปลานะ”
ไป๋จื่อหยิบกระเป๋าเล็กๆ ออกมาจากในห่อผ้า แล้วหยิบเข็มและด้ายที่ใช้สำหรับผ่าตัดออกมาจากในนั้น แล้วให้องครักษ์ช่วยดัดเป็นรูปร่าง พร้อมทั้งผูกด้าย เท่านั้นตะขอตกปลาก็เป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นก็ค่อยผูกด้ายกับท่อนไม้ที่ใช้เจาะน้ำแข็ง สุดท้ายติดชิ้นเนื้อตากแห้งไว้เล็กน้อยบนตะขอ
“วิธีนี้จะได้ผลหรือไม่” เสี่ยวชิงเห็นแล้วรู้สึกแปลกใหม่ทีเดียว จึงเข้าไปดูใกล้ๆ
ไป๋จื่อโยนด้ายยาวและตะขอติดชิ้นเนื้อลงไปในรู วางท่อนไม้ขนานกับรู เสี่ยวชิงยังพูดไม่ทันจบประโยค ด้ายเส้นบางก็ถูกปลาข้างใต้ดึงทึ้งแล้ว
องครักษ์ผู้นั้นรีบยกด้ายยาวๆ ขึ้น ตะขอเกี่ยวปลาสีขาวตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง มันตัวอ้วนและยาวมาก ยาวเท่าแขนผู้ใหญ่คนหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อดึงปลาออกจากตะขอ ไม่นานนักมันก็แข็งตาย
ไป๋จื่อให้พวกเขาตกปลาต่อไป ส่วนนางดึงกริชออกมา ถือโอกาสตอนที่ตัวปลายังไม่แข็งทื่อ เร่งมือแล่เนื้อ
หูลี่จ่างเทียนมองปลาสีขาวที่สดใหม่เป็นอย่างยิ่ง “แม้ปลานี้จะดี แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีไฟ จะกินอย่างไรเล่า”
เสี่ยวชิงยิ้ม “ท่านยังไม่รู้ว่าแม่นางของข้ามีฝีมือยอดเยี่ยม เลาะหนังและก้างปลาออกได้จนเกลี้ยง จากนั้นก็หั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นบางๆ กินสดๆ รสชาติหวานอร่อย ท่านลองชิมดูก็จะรู้”
“กินสดๆ?” หูลี่จ่างเทียนเลิกคิ้วมองนาง ยากจะจินตนาการได้จริงๆ ว่าหญิงสาวหน้าตาสะสวยสองคนจะกล้ากินปลาดิบด้วย
เสี่ยวชิงยิ้มอย่างมีเลศนัยมากขึ้น “พูดมากไปก็ไม่มีปนะโยชน์ ท่านดูเอาเองเถอะ”
กริชของไป๋จื่อคมมาก มันเป็นกริชที่ตงฟางมู่มอบให้นางใช้ป้องกันตัว ปกติแล้วนางไม่ค่อยได้ใช้มัน แม้กระทั่งไม่พกติดตัว แต่ครั้งนี้ออกเดินทางไกลจึงนำติดตัวมาด้วย
……….
ตอนที่ 1336 น้ำแกงปลา
โชคดีเหมือนกันที่นำติดตัวมาด้วย ต้องการหั่นปลาดิบ หากไม่มีกริชๆ คมสักเล่มคงทำไม่ได้
หูลี่จ่างเทียนมองไป๋จื่อหั่นปลาเป็นสี่ชิ้น เพิ่งหั่นได้ไม่ทันไรเนื้อปลาก็แข็งแล้ว นางทำได้เพียงจุ่มกริชในน้ำอุ่นแล้วค่อยนำมาหั่นต่อ ด้วยฝีมืออันยอดเยี่ยมของนาง ภาพที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดกลายเป็นความงดงาม เนื้อปลาเหมือนกับอัญมณีหลายชิ้นวางแผ่อยู่บนถุงอุ่นที่ใส่น้ำร้อนเอาไว้
ถุงอุ่นใส่น้ำร้อนเอาไว้ จะมากจะน้อยก็มีความร้อนแผ่มาถึงข้างนอก ขณะเดียวกับที่มั่นใจว่าเนื้อปลาจะไม่แข็งอีก แล้วก็ยังรักษารสชาติสดและเย็นเอาไว้ได้
เสี่ยวชิงคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งเข้าปากเป็นคนแรก ก่อนจะยิ้มตาหยีด้วยความพึงพอใจ “อร่อยมาก แม่นาง ปลานี้สดหวานว่าที่พวกเราเคยกินในอาณาจักรอูซุนอีก”
ไป๋จื่อหั่นปลาเสร็จหนึ่งตัวแล้ว กำลังจะหั่นตัวที่สอง ยุ่งมากทีเดียว อยากกินก็ไม่มีเวลา จึงเอ่ยโดยไม่เงยหน้าขึ้นว่า “คีบมาให้ข้าชิมหน่อย”
รออยู่สักพักแล้ว ทว่าเสี่ยวชิงก็ยังไม่คีบเนื้อปลามาให้ นางเงยหน้ามองไป เห็นทั้งสี่คนกินเนื้อปลาที่หั่นไว้แล้วเสร็จจนเกลี้ยง ไม่เหลือให้นางแม้สักชิ้นเดียว และกำลังมองนางหั่นปลาในมือตาปริบๆ...
ยุ่งวุ่นวายอยู่สองชั่วยามเต็มๆ ในที่สุดทุกคนก็กินอิ่มดื่มพอ องครักษ์สองคนเสียบปลาที่ตกได้แต่ยังไม่ได้กินไว้บนไม้ จากนั้นก็พกติดตัวไว้หลายตัว เมื่อถึงสถานที่ที่มีไฟและหม้อแล้ว พวกเขาจะได้ต้มน้ำแกงปลาเลิศรสสักหม้อ คิดแล้วก็ฮึกเหิม น้ำหนักที่แบกอยู่บนตัวไม่ได้ชวนให้รู้สึกหนักเช่นนั้นอีก
ก่อนที่ม่านราตรีจะโรยตัวลงมา พวกเขามาถึงสถานที่ซ่อนหม้อและฟืนเมื่อสามปีก่อนของหูลี่จ่างเทียนในที่สุด
ไป๋จื่อใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความนับถือมองไปยังหูลี่จ่างเทียน “ลุงหู ที่นี่ห่างจากทางเข้าถึงสามวันเต็มๆ ท่านแบกข้าวของเหล่านี้มาถึงที่นี่คนเดียว เกรงว่าจะลำบากไม่น้อยเลยกระมัง”
หูลี่จ่างเทียนยิ้มพลางส่ายหน้า “ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าลำบากเท่าไร แค่อยากให้ตัวเองมีอะไรทำทุกวัน ไม่อยากให้ตัวเองว่าง เลยทำอะไรก็ไม่เหนื่อยทั้งนั้น”
หม้อขึ้นสนิมแล้ว ฟืนก็ชื้นอยู่บ้าง ถึงอย่างไรเสียก็ผ่านมาสามปีแล้ว ไม่ชื้นจนแฉะก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เสียเวลาไปไม่น้อยกว่าจะจุดไฟติด จากนั้นก็ต้มน้ำแกงปลาหม้อหนึ่ง ครั้นกินอิ่มท้องเรียบร้อย คืนนี้ไม่มีใครทนไหว ทั้งห้าคนขดตัวหลับลึกอยู่ข้างกองไฟทั้งสิ้น
ดวงตาสีมรตหลายคู่ลอบมองพวกเขา อาจจะเป็นเพราะแสงไฟ พวกมันจึงไม่ได้เข้าใกล้ ได้แต่มองดูไกลๆ เช่นนี้ เมื่อไฟมอดลง ท้องฟ้าสว่างโร่ มนุษย์ที่หลับใหลนั่นก็จะตื่น พวกมันหดตัวไปข้างหลัง หายตัวไปท่ามกลางหิมะขาวโพลนอย่างไร้ร่องรอย
ไป๋จื่อตื่นได้พักหนึ่งแล้ว นางย่อมมองเห็นดวงตาสีเขียวพวกนั้นอยู่ในกองหิมะแต่ไกล เดิมทีคิดว่ารอพวกมันเข้ามาก่อนค่อยมองดูให้ละเอียด แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเสี่ยวชิงก็ตื่นเหมือนกัน เกิดเสียงดังเล็กน้อย ดวงตาพวกนั้นจึงหายไป
นางบอกสิ่งที่ตนเองเห็นให้หูลี่จ่างเทียนฟัง สีหน้าของหูลี่จ่างเทียนเปลี่ยนไปในทันที รีบเอ่ยว่า“ไม่ดีแล้ว นั่นคือหมาป่าหิมะ หากพวกมันจับตามองพวกเราก็แย่แล้ว”
“จับตามอง? แต่พวกมันไปแล้วนะ” ไป๋จื่อว่า
หูลี่จ่างเทียนส่ายหน้า “ไม่ พวกมันไม่มีทางไป เหยื่อที่พวกมันจับตามองแล้ว นอกเสียจากได้กินแล้วเท่านั้น ไม่เช่นนั้นพวกมันก็ไม่มมีทางไป นี่คือนิสัยของหมาป่าหิมะ”
เสี่ยวชิงมองไปรอบๆ ทว่ามองไม่เห็นอะไร “ท่านหมายความว่าพวกมันอยู่ใกล้ๆ หรือ”
หูลี่จ่างเทียนว่า “ไม่ใช่แค่อยู่ใกล้ๆ น่าจะจับตามองพวกเราอยู่ในที่ลับด้วย”
เสี่ยวชิงถามอีกว่า “ทว่าเมื่อคืนพวกเราหลับกันหมด โอกาสดีปานนั้น เหตุใดพวกมันถึงไม่จู่โจม”