ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร ตอนที่ 389
ตอนที่ 389 เข้าเรียน (5)
การได้เข้าไปศึกษาในสาขาผู้เยียวยาจิตวิญญาณ อย่าว่าแต่คนรอบข้างเลย แม้แต่จวินอู๋เสียเองก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
จุดประสงค์ในการเดินทางของพวกนางในครั้งนี้ ก็เพื่อค้นหาที่อยู่ของชิ้นส่วนแผนที่หนังมนุษย์ส่วนที่สองพร้อมกับเฉียวฉู่และคนอื่นๆ แต่ไม่ได้คาดหวังว่า…ตัวเองจะไปถูกตาต้องใจผู้ก่อตั้งสาขาผู้เยียวยาจิตวิญญาณเข้า จนถูกเชิญให้เข้าไปร่วมกับสาขาผู้เยียวยาจิตวิญญาณด้วย!
ภายใต้สายตาที่ริษยาและร้อนแรงจากทุกคน จวินอู๋เสียจากไปด้วยใบหน้านิ่งสงบมิได้นำพาต่ออารมณ์ของผู้ใดทั้งสิ้น นางเดินเข้าไปสมทบกับเฉียวฉู่และคนอื่นๆ ที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตามที่ได้นัดแนะกันไว้ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม…
สายตาของทั้งสี่คนที่มองมายังจวินอู๋เสีย มันช่างเต็มไปด้วยความประหลาดใจและน่าเหลือเชื่อ
“น้องเสีย…เจ้าเคยรู้จักกับกู้หลีเซิงมาก่อนหน้านี้หรือไม่” เฉียวฉู่อดไม่ได้ถามคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจของเขาเป็นเวลานานออกไป
จวินอู๋เสียกล่าวว่า “ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลย”
“ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลยหรือ!” ดวงตาของเฉียวฉู่เบิกกว้าง
“เช่นนั้นเมื่อสักครู่เขาทำอะไรกับเจ้ากัน” หรงรั่วมองไปที่จวินอู๋เสีย และสำรวจนางขึ้นลงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นว่าจวินอู๋เสียปลอดภัยดี เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เยียวยารักษาจิตวิญญาณที่บาดเจ็บให้ข้า” จวินอู๋เสียกล่าว
คราวนี้ทั้งสี่คนตัวแข็งค้างไปแล้วจริงๆ
หรงรั่วสูดลมหายใจเข้าลึก และถามออกไปอีกครั้งอย่างยากลำบาก “พอจะอธิบายได้หรือไม่”
จวินอู๋เสียไม่ได้พูด แต่ยกมือขึ้นเล็กน้อย และทันใดนั้นเองพวกเขาก็เห็นหมอกสีดำกระจายออกมาจากร่างของนางก่อนจะค่อยๆ เข้ามารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เจ้าแมวดำตัวน้อยที่สง่างามปรากฏตัวขึ้นในอ้อมแขนของจวินอู๋เสียและบิดตัวนอนเหยียดอย่างเกียจคร้าน
เหมียววว
นี่ข้าผล็อยหลับไปนานมากหรือไม่
เจ้าแมวดำตัวน้อยซุกเข้าไปในอ้อมแขนของจวินอู๋เสีย จวินอู๋เสียก็หรี่ตาลงอย่างสบายใจ หางยาวที่เต็มไปด้วยขนของมันห้อยย้อยลงมาจากแขนของเด็กสาวและแกว่งไปมาเบาๆ
จวินอู๋เสียก้มศีรษะลง ในดวงตาของนางสะท้อนเพียงแต่ภาพของเจ้าแมวดำตัวน้อยที่กำลังนอนเหยียดกายอยู่เท่านั้น ความหนาวเหน็บในดวงตาที่มักจะปรากฏเป็นปกติ ยามนี้ค่อยๆ จางหายไปและถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก
เฉียวฉู่และคนอื่นๆ ล้วนเคยเห็นเจ้าแมวดำตัวน้อยมาหลายครั้งแล้ว แต่นอกเหนือจากเฉียวฉู่และฮวาเหยา ทั้งเฟยเยียนและหรงรั่วต่างก็ได้เห็นมันเพียงในยามหมดสติเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นแมวดำตัวน้อยตื่นขึ้นมา!
เมื่อเจ้าแมวดำตัวน้อยถูกพาตัวกลับไปยังสำนักศึกษาหงส์อมตะ กระทั่งเยี่ยนปู้กุยก็ยังกล่าวว่าอาการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณของมันนั้น หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าของจวินอู๋เสียผู้เป็นเจ้านายมันเสียอีก แทบจะไม่มีโอกาสปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งได้เลย แต่นี่เจ้าแมวดำตัวน้อยที่หมดสติมานาน กลับกำลังนอนกลิ้งเกลือกอยู่ในอ้อมแขนของจวินอู๋เสียอย่างสบายใจและมีความสุขมาก นี่มันหมายความว่าอย่างไร!
“บนโลกใบนี้ มีผู้ที่สามารถเยียวยารักษาวงแหวนภูติวิญญาณได้จริงหรือ!” อย่าว่าแต่สามโลกเบื้องล่างเลย แม้กระทั่งในสามโลกชั้นกลางก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครสามารถทำเช่นนี้ได้!
ในตอนแรกที่พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของผู้เยียวยาจิตวิญญาณ ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นความจริง แต่บัดนี้เมื่อพวกเขาได้เห็นเจ้าแมวดำตัวน้อยถูกรักษาให้หายอย่างสมบูรณ์และฟื้นกลับมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาอีกครั้ง ต่อให้ไม่อยากจะเชื่อก็คงปฏิเสธความจริงนี้ไม่ได้แล้ว
“ตอนนี้พวกเราทั้งสี่คนถูกแยกให้เข้าไปศึกษาในตึกรอง ในขณะที่น้องเสียมีเจ้าเพียงคนเดียวที่ถูกรับเข้าตึกหลัก ก่อนที่พวกเราจะได้เข้าไปสมทบกับเจ้าในตึกหลักอีกครั้ง ในช่วงเวลานี้…ไม่สู้เจ้าลองไปศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการเยียวยารักษาจิตวิญญาณกับกู้หลีเซิงดู หากว่าทักษะด้านการเยียวยารักษาจิตวิญญาณเหล่านี้เป็นของจริง การได้เรียนรู้มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ” เฟยเยียนหัวเราะแล้วกล่าว
จวินอู๋เสียพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แทนที่จะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ นางเองก็ต้องการศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์ด้านการเยียวยารักษาจิตวิญญาณนี้อยู่เหมือนกัน เพราะจนถึงปัจจุบันนี้การใช้พลังทางจิตวิญญาณของนางทั้งหมด ล้วนเป็นไปตามสัญชาตญาณของนางทั้งสิ้น มิได้มีหลักเกณฑ์ใดๆ เลย
ที่ตึกรองจะมีการประเมินศิษย์ทุกๆ สามเดือน หากว่าพลังวิญญาณของเจ้าแสดงให้เห็นถึงการยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาก็จะมีโอกาสได้เข้าไปศึกษาต่อยังตึกหลัก ดังนั้นหากพวกฮวาเหยาและคนอื่นๆ ต้องการเข้าสู่ตึกหลักล่ะก็ อย่างเร็วสุดพวกเขาก็ต้องรออีกสามเดือนหลังจากการลงทะเบียนรับศิษย์ใหม่ครั้งนี้สิ้นสุดลง
ทั้งห้าคนตกลงกันในเรื่องนี้
เหล่าผู้สมัครที่ประสบความสำเร็จผ่านการทดสอบจากสำนักศึกษาเฟิงหัว จะต้องมารายงานตัวที่สำนักศึกษาทุกคนในอีกสามวันหลังจากนี้
จวินอู๋เสียกลับไปที่โรงเตี๊ยมแล้ววางเจ้าแมวดำตัวน้อยลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดและหยิบเอาภาชนะสำหรับเพาะเลี้ยงบัวหิมะซังอวี้ออกมา
“อาการบาดเจ็บของเจ้าโง่ตัวน้อย…ดูจะสาหัสไม่ได้ด้อยไปกว่าของข้าเลย” แมวดำตัวน้อยยืนอยู่บนโต๊ะ เหลือบมองไปที่รูปลักษณ์ปัจจุบันของบัวหิมะซังอวี้ ในความทรงจำสุดท้ายของมัน ก็คือฉากการต่อสู้นองเลือดบนเทือกเขาเมฆาในวันนั้นที่มันจะกลายเป็นบาดแผลฝังในใจไปตลอดทั้งชีวิต