ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร ตอนที่ 391
ตอนที่ 391 เข้าเรียน (7)
ในไม่ช้า เหล่าศิษย์เก่าก็เลือกศิษย์น้องที่พวกเขาต้องการจะให้คำชี้แนะจนเกือบหมด เหลือเพียงจวินอู๋เสียที่เป็นศิษย์อายุน้อยที่สุดเพียงคนเดียวเท่านั้น!
ศิษย์เก่าคนหนึ่งที่ตอบสนองช้าคว้าใครไม่ทันสักคน มองไปที่จวินอู๋เสียและขมวดคิ้ว เขาพิจารณาร่างที่ผอมบางของนางขึ้นลงหลายที สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจและไม่เต็มใจ
“เจ้าอายุครบสิบสี่ปีแล้วแน่รึ” ศิษย์เก่าเดินไปหยุดต่อหน้าจวินอู๋เสีย ใบหน้าของเขาฉายแววร้อนใจ
จวินอู๋เสียพยักหน้าอย่างเฉยเมย เพิกเฉยต่อความไม่พอใจของเขาโดยสิ้นเชิง
“วงแหวนภูติวิญญาณของเจ้าเป็นประเภทใดกัน” ศิษย์เก่าคนนั้นถามต่อ
“ประเภทสัตว์ร้าย”
“ชิ!” เขาสบถเสียงต่ำ หันไปพูดกับชายหนุ่มที่นำทางศิษย์ใหม่เข้ามาว่า “วงแหวนภูติวิญญาณของข้าเป็นประเภทอาวุธ ข้าให้คำชี้แนะเจ้าหนูนี่ไม่ได้หรอก”
ชายหนุ่มที่นำทางศิษย์ใหม่เข้ามาขมวดคิ้วอย่างไม่อดทน โดยทั่วไปศิษย์ใหม่จะได้รับคำแนะนำจากศิษย์เก่าของสำนักศึกษาที่มีวงแหวนภูติวิญญาณประเภทเดียวกัน เนื่องจากภูติวิญญาณต่างประเภทกันก็มีวิธีการบ่มเพาะที่แตกต่างออกไป ดังนั้นแม้ว่าศิษย์เก่าคนนั้นจะรับตัวศิษย์ใหม่คนนี้ไว้ในการดูแล เขาก็ไม่สามารถให้คำชี้แนะใดเกี่ยวกับวิธีการบ่มเพาะพลังวิญญาณให้กับอีกฝ่ายได้อยู่ดี
เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งหลายที่ถูกศิษย์พี่แย่งตัวไปแล้ว ยิ้มและมองไปที่จวินอู๋เสียที่ถูกทิ้งไว้คนเดียวท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ด้วยเจตนาร้าย
ความอิจฉาริษยาที่ก่อตัวขึ้นในใจก่อนหน้านี้ พลันสลายหายไปและแปรเปลี่ยนเป็นการดูถูกเยาะเย้ย
เจ้าหนูนี่ดวงดีได้รับความสนใจจากกู้หลีเซิงแล้วจะอย่างไรเล่า สุดท้ายไม่ใช่ว่าก็ถูกเหล่าศิษย์พี่ทุกคนรังเกียจหรอกหรือ!
กลุ่มเด็กหนุ่มสาวลอบหัวเราะเยาะกันอย่างลับๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับการเยาะเย้ยของศิษย์ใหม่และสายตาที่รังเกียจจากเหล่าศิษย์เก่า จวินอู๋เสียคล้ายไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยและยังคงสงบนิ่งมาก นางเพียงมองทุกอย่างด้วยสายตาเย็นชา โดยไม่มีคลื่นความผันผวนใดในดวงตาของนางเลย
“ภูติวิญญาณประเภทสัตว์ร้ายหรือ นี่เป็นประเภทเดียวกับของข้าเลยนี่!” ทันใดนั้นเสียงหัวเราะที่สดใสร่าเริงก็ดังขึ้นภายในห้องโถงใหญ่ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่มีใบหน้าหล่อเหลาก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่พร้อมกับแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ฉายอยู่เบื้องหลังเขา รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเขาสว่างไสวและอบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ถึงความจริงใจของอีกฝ่ายตั้งแต่แรกเห็นและอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกดีด้วย
เหล่าศิษย์เก่าในห้องโถงใหญ่ที่กำลังยืนอยู่เต็มห้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า พริบตาที่ได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนไปเป็นความประหลาดใจทันที
ศิษย์ใหม่ผู้โง่เขลาไม่รู้เลยสักนิดว่าคนผู้นี้เป็นใคร จึงทำได้เพียงยืนอยู่ข้างๆ ศิษย์พี่ของตัวเองอย่างเชื่อฟัง เฝ้าดูการก้าวขึ้นไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ ของชายหนุ่มที่ราวกับจะมีแสงอาทิตย์ส่องประกายระยิบระยับติดตามไปด้วยทุกย่างก้าว
“ศิษย์พี่ฟ่าน! ทำไมท่านถึงมาที่นี่ได้เล่าขอรับ!” ศิษย์เก่าคนนั้นที่พยายามจะปฏิเสธจวินอู๋เสียตกตะลึงเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งเดินเข้ามา
ฟ่านจิ่นยิ้มและหัวเราะเบาๆ ยกมือขึ้นตบไหล่ศิษย์เก่าคนดังกล่าวและพูดว่า “เห็นว่าพวกเจ้ามารับตัวเหล่าศิษย์น้องชายหญิงทั้งหลาย ก็เลยอยากแวะเข้ามาดูหน่อย”
กล่าวจบ สายตาของฟ่านจิ่นก็จับจ้องไปที่ร่างของจวินอู๋เสียซึ่งถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เขาสำรวจจวินอู๋เสียขึ้นลงต่อหน้าทุกคนโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย และถามออกไปด้วยความประทับใจว่า “เจ้ายังไม่ถูกศิษย์พี่คนใดรับไปสินะ”
นัยน์ตาของจวินอู๋เสียเย็นเฉียบ นางเหลือบมองฟ่านจิ่นอย่างเฉยเมย แต่ไม่ได้ให้คำตอบใดๆ
เจ้าแมวดำตัวน้อยในร่างของหญิงสาวแทบจะกระโจนออกมาข่วนหน้าเขาด้วยความขุ่นเคือง
รับบ้ารับบออะไรเล่า!
เจ้านายของข้า ใช่ใครหน้าไหนอยากรับก็สามารถรับได้อย่างนั้นหรือ!
ศิษย์เก่าคนนั้นกระแอมไอเล็กน้อย “ศิษย์พี่ฟ่าน ไม่ใช่ข้าไม่อยากรับเขานะขอรับ แต่…คุณสมบัติของวงแหวนภูติวิญญาณของเรามันคนละประเภทกันจริงๆ ถ้าข้ารับเขาไว้ มันจะกลายเป็นการถ่วงความก้าวหน้าของเขาในการฝึกฝนมากกว่า ข้าไม่อยากให้ศิษย์น้องต้องมาเสียเวลาเพราะเรื่องนี้” ความเย่อหยิ่งและรังเกียจที่แต่เดิมแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง ยามอยู่ต่อหน้าฟ่านจิ่นฉับพลันกลับมลายหายไปสิ้นและแปรเปลี่ยนเป็นความเมตตาและห่วงใยแทน
ฟานจินยิ้มและโบกมือของเขา “เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลไป ในเมื่อคุณสมบัติของวงแหวนภูติวิญญาณของพวกเจ้ามันคนละประเภทกัน เช่นนั้นก็ยกเจ้าหนูนี่ให้ข้าเถิด จะว่าไปแล้วข้าเองก็ไม่ได้ให้คำแนะนำกับศิษย์น้องมานานมากแล้วเหมือนกัน”
ฟ่านจิ่นกล่าวขณะมองไปที่จวินอู๋เสียด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรในดวงตาของเขา
“ว่าอย่างไรนะ! ศิษย์พี่ฟ่าน…ท่าน…ท่านจะรับเขาหรือขอรับ!” ดวงตาของศิษย์เก่าผู้นั้นเบิกกว้างขึ้นทันที เขาสงสัยว่าตัวเองกำลังหูฝาดหรือมีอาการประสาทหลอนหรือไม่
“ใช่แล้ว! ข้าว่าข้ารู้สึกถูกชะตาเจ้าหนูนี่นะ เลยคิดว่าจะให้คำแนะนำแก่เขา” ฟ่านจิ่นพูดด้วยรอยยิ้ม