ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 29 ตอนที่ 29
ตอนที่ 29
ภูเขาหวูหลี่คือสุสานขึ้นชื่อของเมืองหลวง
พวกเขาทั้งครอบครัวจ้างรถม้าหนึ่งคันในการเดินทาง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว
สุสานแห่งนี้มีหลุมศพของขุนนาง หลุมศพของทหารไร้ชื่อที่ตายในสงคราม ทั้งยังมีสุสานส่วนตัว ที่ฝังศพหลายชั่วอายุคนของตระกูล
ตระกูลหวังทั้งครอบครัวมากันสี่คน พวกเขาไปยังหลุมศพเล็กๆ ที่ไม่โดดเด่น บนป้ายฝังศพไม่มีแม้กระทั่งชื่อ เขียนเพียงสั้นๆ ว่า ‘หลุมฝังศพของบิดามารดาซู่จือ’
หวังฉินเซิงวางของเซ่นไหว้ด้วยความชำนาญ หวังโย่วจุดธูป
ฮูหยินหวังที่ไม่ได้ออกจากบ้านมานาน เวลานี้เริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว นางซบหวังฝู มองหวังโย่วที่ยืนตัวตรง โน้มตัวจุดธูป กล่าวคำขอบคุณในใจ
ในอดีตนางไม่ฟังคำคัดค้านของพ่อแม่ แต่งงานกับหวังฝู ทว่าคิดไม่ถึงสุขภาพร่างกายของนางไม่ดี นางไม่อาจมีลูกได้ หวังฝูรักนางมาก ไม่ยอมมีอนุภรรยา ไม่เคยรังเกียจนาง กลับยอมรับงานทั่วทุกสารทิศเพื่อหาเงินมารักษานาง
เดิมทีคิดว่าทั้งสองจะอยู่กันอย่างเงียบเหงาเช่นนี้ตลอด ทว่าคิดไม่ถึงมีคนเอาหวังโย่วมาให้พวกเขา
ช่วงปีนี้หลิงหลานโกลาหลวุ่นวาย ชายแดนอลม่าน ทั้งยังมีโรคระบาด วันหนึ่งหญิงชราพาหวังโย่วในวัยสี่ขวบมาที่เรือน บอกว่าคนในครอบครัวกระจัดกระจายไปทั่วสารทิศ ทั้งหิวและหนาว อยากจะขออาศัยสองสามวัน
สองสามีภรรยาจิตใจดี เห็นว่านางพาเด็กเล็กมาด้วย จึงยอมให้เข้ามาอยู่ ทว่าคิดไม่ถึงเช้าวันที่สอง หญิงชราหายตัวไป เหลือเพียงหวังโย่วในวัยสี่ขวบ
เวลานั้นเขายังไม่ได้แซ่หวัง
คืนก่อนที่หญิงชราจะหายตัวไป ขณะรับประทานอาหารค่ำคล้ายหญิงชราอยากบอกว่า นางเจอตัวหวังโย่วขณะชายแดนเกิดความวุ่นวาย เห็นว่าเขายังมีชีวิต จึงพาเขากลับมา พบว่าทั้งตัวของเขามีถุงหอมหนึ่งถุง ด้านในมีเศษกระดาษซ่อนอยู่ เนื้อความในกระดาษเขียนว่า ‘ชื่อโย่ว ชื่อทางการซู่จือ’
นางหาถุงหอมในตัวเด็กชาย เป็นจริงตามคาดหญิงชราเย็บถุงหอมเอาไว้ในเสื้อของเด็กชาย เห็นชัดว่าเป็นความจริง หญิงชราตั้งใจทิ้งหวังโย่วเอาไว้ที่นี่
ช่วงเวลานั้นชายแดนนหลิงหลานมักจะมีทหารถูกฆ่าและเผาทิ้ง หญิงชราเจอตัวเด็กชายท่ามกลางซากศพ คาดว่าบิดามารดาคงสิ้นใจกันหมดแล้ว นางกับหวังฝูจึงหารือกัน สุดท้ายตัดสินใจรับเด็กชายมาเลี้ยง
หลังจากดำเนินเรื่องทางราชการจนเสร็จสิ้น จึงขุดหลุมฝังศพ แล้วใช้ถุงหอมที่มีเพียงถุงเดียวฝังลงไปแทนร่างของทั้งสอง
เมื่อหกปีก่อนพวกเขาทั้งครอบครัวย้ายจากหลิงหลานมายังเมืองหลวง นางกำชับนักกำชับหนา ให้หวังฉินเซิงตามมาทีหลัง ใช้เวลานานกว่าครึ่งปี กว่าจะย้ายหลุมศพจากหลิงหลานมายังภูเขาหวูหลี่
สำหรับพ่อแม่แท้ๆ ของหวังโย่ว ฮูหยินหวังรู้สึกขอบคุณอย่างมาก
หากไม่ใช่พวกเขา นางจะมีลูกชายที่หล่อเหลา มากความสามารถเยี่ยงหวังโย่วได้อย่างไร ทั้งยังกตัญญู ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยทำให้นางกับหวังฝูเป็นห่วงมาก่อน นอกจากเป็นคนค่อนข้างเย็นชาเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก แม้จะจำไม่ได้ ทว่าฝังลึกอยู่ในกระดูก
ทว่าหลายปีมานี้ หวังโย่วเป็นคนอ่อนโยนและเคารพผู้อื่น เป็นลูกชายที่ดี
หวังโย่วจุดธูปเสร็จ ฮูหยินหวังพักได้ประมาณหนึ่งแล้ว นางกับหวังฝูจุดธูป กล่าวขอบคุณในใจอีกครั้ง จากนั้นพวกเขาค่อยลงเขา
ยามโหย่วสามเค่อ หวังโย่วเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมกวาน นั่งรถม้าเรียบง่ายธรรมดา ร่วมงานเลี้ยงฉยงหลิน
…
นับตั้งแต่การสอบคัดเลือกขุนนาง งานเลี้ยงฉยงหลินจุดขึ้นทุกสามปี เหตุเพราะงานเลี้ยงฉยงหลิน เป็นงานเลี้ยงที่ฮ่องเต้จัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีกับเหล่าขุนนาง งานเลี้ยงจึงครื้นเครง เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ปีนี้มีจอหงวนสอบได้อันดับหนึ่งหกสนามสอบเป็นคนแรกของราชวงศ์ บรรยากาศในงานเลี้ยงจึงครึกครื้นเป็นพิเศษ
ความครึกครื้นนี้ ย่อมห้อมล้อมจอหงวนหวังโย่วผู้ที่กำลังจะถูกจับตามอง
งานเลี้ยงเริ่มไม่นาน เวินถิงชุนเปลี่ยนที่นั่งกับขุนนางคนสนิท
เดิมทีตามตำแหน่งขุนนางของเขาแล้ว เขานั่งใกล้หวังโย่วมาก ห่างกันสองสามโต๊ะเท่านั้น แต่เขาไม่อยากนั่งใกล้หวังโย่ว ถึงขั้นที่ว่าเดิมทีวันนี้...เขาอยากจะลาป่วยไม่มาร่วมงานเสียด้วยซ้ำ
เมื่อวานเวินหนิงสร้างเรื่องเช่นนั้น ประเดี๋ยวหลังจากดื่มสามแก้วแล้ว ต้องมีคนหยิบยกเรื่องของเขากับจอหงวนมาพูดเล่นแน่นอน
เขาจะทนได้อย่างไร!
ทว่าเมื่อหลายวันก่อนมุ่งมั่นในการทำงาน เห็นกรมธรรมการงานยุ่ง เขาจึงเสนอตัวส่งคนมาช่วยจัดงานเลี้ยงฉยงหลิน หากคืนนี้เขาไม่มาร่วมงาน ไม่สนใจงาน หากเกิดข้อผิดพลาดใดขึ้น พวกกรมธรรมการต้องเล่นงานเขาแน่นอน
เวินถิงชุนนั่งอยู่ในมุม เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมองเขา เขาจึงมองไปยังจอหงวนที่ถูกเหล่าขุนนางห้อมล้อม
สวมเสื้อลายครามสีเข้ม เกล้าผมด้วยกวานไม้เรียบง่าย ตั้งแต่หัวจรดเท้าเรียบง่ายธรรมดา ทว่ารัศมีของเขากลับไม่ธรรมดา ยามผู้คนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบหรือเยินยอ สีหน้าของเขาคงความนิ่งสงบ ไม่มีความทระนงตน นอบน้อมมีมารยาท ตอบอย่างถ่อมตน
มองใบหน้าของเขา ใบหน้าหล่อเหลา ฟันขาวริมฝีปากแดงระเรื่อ ยามมองไป เขาโดดเด่นกว่าใครในงาน
เวินถิงชุนเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเวินหนิงจึงตกหลุมรักบุรุษคนนี้ ถึงขั้นทำเรื่องเกินงาม จอหงวนหน้าตาหล่อเหลาเช่นนี้ มากความสามารถเช่นนี้ เกรงว่า...
เวินถิงชุนมองไป ขุนนางคนอื่นๆ ที่มีลูกสาว สายตาของพวกเขาล้วนจับจ้องไปที่จอหงวน โดยเฉพาะเสนาบดีจ้าวกรมการคลัง แทบจะเขียนคำว่า ‘พอใจ’ ติดหน้าแล้ว
เวินถิงชุนถอนสายตากลับมา มองไปทางฮ่องเต้โดยไม่ตั้งใจ พบว่าฮ่องเต้เจียเหอก็กำลังทอดพระเนตรจอหงวนเช่นเดียวกัน
ฮ่องเต้เจียเหอครองราชย์สิบสี่ปี ความคิดเด็ดขาด ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวน่าเกรงขาม เวลานี้แววเนตรของฝ่าบาทกลับอ่อนโยน มองจอหงวนคนใหม่ด้วยดวงตาทอประกาย สีพระพักตร์ฉายความพอพระทัย
หรือว่า...
ฮ่องเต้เจียเหอมีธิดาที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ฝ่าบาทรักและเอ็นดูองค์หญิงยิ่งกว่าองค์ชายคนอื่นๆ ปีนี้อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว แต่ฝ่าบาทก็ไม่อาจทำใจให้องค์หญิงอภิเษกสมรสได้
หรือว่า...
ราชบุตรไม่อาจเป็นขุนนาง ยากนักที่จะมีจอหงวนสอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ ฮ่องเต้เจียเหอให้ความสำคัญกับคนมีความสามารถ ไม่มีทางจับคู่ให้เขากับองค์หญิงเจาเหอแน่นอน
งานเลี้ยงฉยงหลินมีจอหงวนผู้สง่าผ่าเผยและมากความสามารถ ต่างคนต่างความคิด ทุกสายตาล้วนมองไปที่หวังโย่ว
ทว่าหวังโย่วกลับทำเหมือนไม่รู้ตัว เคารพสุราแก้วแล้วแก้วเล่า
“จอหงวน!” จู่ๆ ก็มีคนตบแขนของจอหงวน ตบแรงระดับหนึ่ง “วันนี้จอหงวนอารมณ์ดียิ่งนัก ทั้งยังมีชีวิตชีวา”
หวังโย่วหันไปมอง เขาเห็นบุรุษสวมชุดสีเขียว ในมือถือพัดกระดาษ ผมเงางาม รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนเช่นเดียวกับคำพูด
ฉินจื๋อ รองหัวหน้ากรมการคลัง
บุตรชายของเสนาบดีฉิน ลูกพี่ลูกน้องของฉินอวี่
คนตรงหน้าเจตนาร้าย
“รองหัวหน้าฉิน” สีหน้าของหวังโย่วอ่อนน้อม แต่แววตาของเขากลับเย็นชา มองพัดกระดาษของอีกฝ่าย “โบกพัดหน้าพระพักตร์ เกรงว่าจะไม่ควร”
รอยยิ้มของฉินจื๋อเจื่อนลง แววตาของเขาค่อยๆ เย็นยะเยือก เขาเก็บพัดกระดาษลง “ขอบคุณจอหงวนที่เตือน”
“เกรงใจแล้ว” หวังโย่วมองเขา หันหลังจะเดินไป
ทว่าเสียงเย็นยะเยือกของฉินจื๋อกลับดังขึ้น “เมื่อหลายวันก่อนลูกพี่ลูกน้องของข้าถูกคนทำร้ายที่หน้าบ้านของจอหงวนจนกระดูกหัก กระทั่งทุกวันนี้ยังนอนติดเตียง ไม่รู้จอหงวนทราบเรื่องนี้หรือไม่”
ก่อนหน้านี้ฉินอวี่บอกกับเขาว่าหวังโย่วยโสโอหัง ไม่เห็นตระกูลฉินอยู่ในสายตา เขาไม่เชื่อ ทว่าวันนี้ ช่างเป็นบัณฑิตยากไร้ที่โอหังจริงๆ
หวังโย่วขยับเปลือกตา “รองหัวหน้าฉินหมายถึงคุณชายฉินอวี่หรือขอรับ”
ฉินจื๋อมองเขาด้วยรอยยิ้ม
“ครอบครัวของแซ่หวังยากจน อาศัยอยู่ห่างไกล มักมีโจรเข้าออก คุณชายฉินสูงศักดิ์ ย่อมแต่งตัวไม่ธรรมดา คาดว่าน่าจะล่อตาล่อใจพวกโจร” สีหน้าของหวังโย่วจริงจัง แววตาของเขาซื่อตรง “หากรองหัวหน้าฉินอยากจะสืบเรื่องนี้ เจ้าเมืองจิงจ้าวอยู่ทางด้านนั้นขอรับ รองหัวหน้าฉินไม่เห็นหรือ”
“หรือรองหัวหน้าฉินอยากจะให้แซ่หวังพาท่านไป”
ฉินจื๋อโมโหอย่างมาก
“ไปกันเถอะขอรับ แซ่หวังพาท่านไปเอง”
“เจ้า...” สีหน้าของฉินจื๋อซีดขาว