ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 2 ตอนที่ 2
ตอนที่ 2
หลิงหลานเป็นคนทำงานมีความรับผิดชอบ ไม่นานนางก็พาหมอคนหนึ่งกลับมา
เวินหนิงยังไม่ออกเรือน เวลารักษาต้องมีม่านกั้น หมอเหมือนจะเคยพบเจออาการเช่นนี้มาก่อน หลังจากจับชีพจรแล้วก็พูดขึ้นช้าๆ “เกรงว่าหมู่นี้คุณหนูจะคิดมาก ได้ยินว่ากำลังจะมีเรื่องมงคลเกิดขึ้นที่จวน คุณหนูคงจะเหนื่อยกับเรื่องนี้ ข้าจ่ายยาให้คุณหนูสามห่อ ทว่าคุณหนูก็ควรผ่อนคลายจิตใจพักผ่อนให้มากๆ หากกินยาสามห่อนี้แล้วยังไม่หาย ข้าค่อยมาใหม่”
หมอพูดเช่นนี้ทำให้หลิงหลานนึกขึ้นได้
คุณหนูของนางเป็นไข้นับตั้งแต่ตระกูลเสิ่นมาสู่ขอ หลังจากนั้นก็ฝันร้ายไม่หยุดมิใช่หรือ
แต่ก่อนหน้านี้นางไม่ได้นำเรื่องทั้งสองคนมาเชื่อมโยงกัน
หนึ่งเป็นเพราะคุณหนูและคุณชายรองเสิ่นหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งหารือกันอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานนี้เอว
สองเป็นเพราะแม้คุณหนูกับคุณชายเสิ่นไม่ได้โตมาด้วยกัน ทว่าปีหนึ่งก็เจอกันสองถึงสามครั้ง นางดูออกว่าทั้งสองมีใจให้กัน ทุกครั้งที่คุณหนูพูดถึงคุณชายเสิ่นก็แก้มแดง ยามสบตาแววตาของคุณหนูก็หวานหยดย้อย
ทว่าเมื่อก่อนนางเคยได้ยินมาว่า ก่อนออกเรือนสตรีมักไม่สบายใจและเป็นกังวลง่าย เพราะถึงอย่างไรการเป็นภรรยากับการเป็นคุณหนูอยู่ในจวนแตกต่างกันมาก
หลิงหลานรู้สึกผิดขึ้นมาทันที
ฮูหยินตายจากไปนานแล้ว มีเพียงนายท่านและคุณชายสองคนเท่านั้น พวกเรื่องของสตรีคุณหนูไม่อาจระบายกับใครได้ ทางด้านนายท่านก็คิดถึงข้อนี้ จึงให้นางที่อายุมากกว่าคุณหนูสองปีเป็นสาวใช้ใหญ่ นางคิดว่าตนเป็นคนใส่ใจในรายละเอียด ทำงานรอบคอบ แต่เรื่องนี้นางกลับคิดไม่ถึงแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้หลังจากหมอออกไป หลิงหลานจึงพยุงเวินหนิงนั่งลงบนตั่งเตี้ย นางหวีผมให้เวินหนิง พร้อมกับพูดเสียงเบา “คุณหนู เป็นความผิดของอาหลานเองเจ้าค่ะ ที่ไม่สังเกตเห็นความคิดและความรู้สึกของคุณหนู คุณหนูและคุณชายเสิ่นไม่ได้เจอกันสามเดือนแล้ว รู้สึกเหินห่างหรือไม่เจ้าคะ”
ในความฝันของเมื่อคืนยังเหน็บหนาวจนตัวสั่น ทว่าตื่นขึ้นมากลับเป็นฤดูวสันต์ที่อบอุ่น
เวินหนิงเปิดหน้าต่างที่อยู่ข้างๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “อาจจะใช่”
นางฝันร้ายติดต่อกันย่อมไม่ใช่เพราะเสิ่นจิ้น แต่ชื่อเสิ่นจิ้น และพิธีแต่งงานของนางกับเสิ่นจิ้นนั้นผ่านมาหลายปีแล้ว ทำให้นางรู้สึกเหินห่างมากจริงๆ
“คุณหนู ก่อนออกเรือนสตรีย่อมเป็นเช่นนี้สักครั้ง สตรีบางคนกระทั่งก่อนแต่งงานก็ยังไม่เคยเจอสามี ทว่าอย่างน้อยคุณหนูกับคุณชายเสิ่นก็เคยเจอกัน รู้จักกันเป็นอย่างดี แม้ตบแต่งออกเรือนแล้วจะไม่สบายเหมือนตอนอยู่ที่จวน แต่คุณหนูโปรดวางใจ อาหลานจะช่วยสุดความสามารถ นายหญิงตระกูลเสิ่นแลดูรับมือยากเล็กน้อย ทว่าคุณชายเสิ่นดีกับคุณหนูมาก ต้องเข้าข้างคุณหนูอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” หลิงหลานทำผมให้เวินหนิง พร้อมกับพูด
แต่เวินหนิงกลับไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่นางพูด เอามือเกยคางแล้วมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
ตอนหารือเรื่องแต่งงานเมื่อชาติก่อน นางตื่นเต้นและเขินอาย ความคิดคล้ายคลึงกับหลิงหลาน
นางกับเสิ่นจิ้นหมั้นหมายตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจว่าการหมั้นหมายคืออะไร แต่พี่ใหญ่และพี่รองมักจะเอาเรื่องนี้มาล้อนาง ล้อจนนางแก้มแดงไม่รู้จะโต้กลับอย่างไร ได้แต่ตะโกนเสียงดังตอบกลับไปว่า “ข้าไม่แต่งงาน ข้าไม่แต่งงานกับคุณชายรองเสิ่นอะไรนั่นเด็ดขาด!”
เมื่อโตขึ้นเล็กน้อย มีความคิดความอ่านของหญิงสาว กล่าวถึงภาพลักษณ์ภายนอกและความสามารถเสิ่นจิ้นถือเป็นบุรุษที่ดี เขาเป็นแม่ทัพ แต่ตอนเสวนากับนางกลับอ่อนโยน ดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี ทำให้นางหวั่นไหว
ดังนั้นแม้นางจะกังวล แต่ก็ยินดีที่จะแต่งงานกับเขา ทางด้านนายหญิงตระกูลเสิ่นทำให้ลำบากใจเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายเรื่องแต่งงานก็ผ่านไปอย่างราบรื่น
นางเองก็แต่งเข้าตระกูลเสิ่น ด้วยสามสื่อหกพิธี[footnoteRef:1] [1: สามสื่อหกพิธี หมายถึง พิธีแต่งงานแบบจีน สามสื่อคือเทียบหมั้น เทียบสินสอดและเทียญเชิญเจ้าสาว ส่วนหกพิธีคือมีการทาบทาม ถามชื่อ ดูดวงสมพงศ์ หมั้นหมาย ดูฤกษ์และรับตัวเจ้าสาว
]
แค่ว่าชีวิตตอนตบแต่งเข้าตระกูลเสิ่น ไม่ได้สวยงามดังที่วาดฝันไว้
วันแต่งงาน ยังไม่ทันได้เข้าห้องหอ เสิ่นจิ้นก็ถูกเรียกตัวด่วน ออกเดินทางไปหนานเจียงในคืนเดียวกัน ทิ้งให้นางเผชิญหน้ากับคนในจวนเสิ่นตามลำพัง
ตอนหารือเรื่องแต่งงานเหลียงซื่อนายหญิงของตระกูลเสิ่นก็อยากจะถอนหมั้นแล้ว ทว่าด้วยความหนักแน่นของเสิ่นจิ้นจึงถอนหมั้นไม่สำเร็จ เมื่อเสิ่นจิ้นไม่อยู่ เหลียงซื่อที่ไม่ชอบเวินหนิง ย่อมหาเรื่องนางเป็นธรรมดา
ในตอนนั้นเวินหนิงอายุเพียงสิบห้าเท่านั้น แม้จะไม่ได้เป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลเวิน ทว่านางก็เติบโตขึ้นท่ามกลางการปกป้องของเวินถิงชุนและพี่ชายทั้งสอง หลังจากฮูหยินสิ้นใจเวินถิงชุนไม่รับอนุภรรยาคนใดเข้ามา กล่าวได้ว่าเรือนหลังมีเวินหนิงเป็นสตรีเพียงคนเดียว นางจะมีโอกาสเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ของเรือนหลังได้อย่างไร? เสิ่นจิ้นไม่อยู่ ไม่มีผู้ใดปกป้อง นางถูกรังแกทั้งอย่างเปิดเผยและอ้อมๆ นับครั้งไม่ถ้วน
ความเป็นจริงก่อนที่นางจะแต่งเข้าตระกูลเสิ่นก็รู้แล้วว่าเหลียงซื่อเป็นคนที่เข้ากับผู้คนยาก ในเมื่อเสิ่นจิ้นไม่อยู่ เช่นนั้นนางจะยอมถูกรังแก คิดว่าอดทนสักหน่อย รอเสิ่นจิ้นกลับมาก็จะดีขึ้น
แต่หลังจากผ่านไปเพียงครึ่งปี ทหารด่านหน้าส่งข่าวมาว่า ทหารทางใต้พ่ายแพ้ คุณชายรองเสิ่นจิ้น ทหารอายุน้อยที่สุดในตอนนั้น ตายในสงคราม
เวลาเพียงชั่วข้ามคืน เหลียงซื่อไม่ให้เกียรตินางแม้แต่น้อย ร้องไห้โวยวายทั้งยังด่าทอนางว่าเป็น “ตัวเสนียด” “ดวงกินสามี” จะขับไล่นางออกจากตระกูลเสิ่น
ทางด้านตระกูลเวิน เวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปี กลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เวินถิงชุนขุนนางขั้นสี่สังกัดหงหลูซื่อ[footnoteRef:2] ตำแหน่งขุนนางนี้ไม่ถือว่าต่ำต้อย แต่ไม่มีอำนาจเท่าใดนัก ดูแลบรรดาอาคันตุกะของราชวงศ์และระเบียบธรรมเนียมการประชุมในท้องพระโรงเท่านั้น แต่ดีที่ตำแหน่งนี้มั่นคงและปลอดภัย [2: หงหลูซื่อ หมายถึง หน่วยงานราชการในสมัยราชวงศ์หมิงและชิงดูแลเรื่อง ระเบียบธรรมเนียมการประชุมการเข้าเฝ้าในท้องพระโรง
]
ทว่ากลับเกิดเรื่องขึ้นกับตำแหน่งขุนนางที่มั่นคงและปลอดภัยนี้
ในปีนั้นองค์ชายจากหลิวฉิวมาเยือน ทว่ากลับมีคนวางยาพิษในสุราขององค์ชายในงานเลี้ยงต้อนรับ องค์ชายสิ้นใจในงานทันที เวินถิงชุนจึงต้องรับผิดชอบ ทางด้านคุณชายใหญ่เวินเสนอตัวเป็นทูตในการไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ ส่วนคุณชายรองที่เที่ยวเตร่มาโดยตลอดในตอนนั้นเสนอตัวไปเป่ยเจียง เพื่อรับใช้ชาติ
จวนเวินว่างเปล่า เวินหนิงไม่มีที่ไป
เวินหนิงในตอนนั้นคิดว่า เหลียงซื่อขับไล่นางออกจากจวน เป็นเพราะไม่ชอบนาง ร่วมกับทุกข์ใจที่เสียบุตรชาย ไม่อาจระบายความเจ็บปวดได้ จึงโยนความผิดทั้งหมดให้นาง
ทว่าในตอนหลังนางเพิ่งรู้ว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพียงข้อแลกเปลี่ยนของเหลียงซื่อและเผยโย่วเท่านั้น
“คุณหนู?” หลิงหลานโบกมือไปมาตรงหน้าเวินหนิง
เวินหนิงดึงสติกลับมา เงยหน้าขึ้น “มีอะไรหรือ”
หลิงหลานชะงักไปครู่หนึ่ง
นางมักจะคิดไปเองว่า หลังจากเป็นไข้เมื่อครั้งก่อน นอกจากคุณหนูจะฝันร้ายและพูดจาเหลวไหลแล้ว คล้ายจู่ๆ คุณหนูก็โตขึ้นมาก เมื่อก่อนคุณหนูไม่ใช่คนชอบเล่นสนุก แต่ถึงอย่างไรนางก็อายุยังน้อย อีกทั้งในจวนก็ไม่มีนายหญิง สีหน้าของคุณหนูมักจะแสดงถึงความสับสนและหวาดกลัวอยู่หลายครั้ง ทั้งยังขาดนางไม่ได้
ตื่นนอนครั้งนี้ ตั้งแต่กริยาไปจนถึงแววตาของคุณหนูเปี่ยมไปด้วยความนิ่งสงบที่ไม่เคยมีมาก่อน
“เมื่อครู่บ่าวบอกว่าหากคุณหนูยังกังวล อีกสองสามวันเมื่ออากาศดี เราไปไหว้พระที่วัดฉือเอินกันเถอะเจ้าค่ะ คุณหนูว่าดีหรือไม่เจ้าคะ” ความคิดของหลิงหลานมาเร็วและไปเร็ว ยิ้มแล้วพูดทวนซ้ำอีกครั้ง
เวินหนิงยังคงไม่ตอบคำถามของนาง แต่กลับย้อนถาม “หมอคนนั้นรู้ได้อย่างไรว่าเร็วๆ นี้จะมีเรื่องมงคลเกิดขึ้นในจวน? เจออะไรมาหรือเปล่า?”
หลิงหลานชะงักครู่หนึ่ง พยักหน้าแล้วพูด “วันนี้เสนาบดีเสิ่นและเหลียงซื่อมาที่จวนเจ้าค่ะ หารือเรื่องงานแต่งงานกับนายท่านที่โถงใหญ่ หมอท่านนั้นน่าจะบังเอิญเห็นเข้า” แล้วพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูก็ทราบ การหมั้นหมายของคุณหนูและคุณชายรองเสิ่นมีใครในเมืองหลวงบ้างที่ไม่รู้ หากไม่ใช่เพราะตระกูลเสิ่นลงมือเร็ว พิธีปักปิ่นของคุณหนูในปีนี้ หัวกระไดตระกูลเวินคงไม่แห้งแล้ว”
“หมอคนนั้นเห็นนายท่านกับเสนาบดีเสิ่นและฮูหยินอยู่ด้วยกัน ย่อมเดาได้ว่าพวกท่านหารือเรื่องอะไรเจ้าค่ะ”
ขณะหลิงหลานพูด เวินหนิงลุกขึ้นจากตั่งเตี้ยแล้ว นางเดินไปหน้ากระจกแล้วมองดูตนเอง เมื่อมั่นใจว่าผมเผ้าเรียบร้อย จึงหยิบตลับกระจกขึ้นมา พร้อมกับทาสีชาด
“คุณหนู...” หลิงหลานพูดด้วยความฉงน
“ข้าไปโถงใหญ่ครู่หนึ่ง” เวินหนิงหันหลังเดินออกไป
“คุณหนู คุณหนูยังไม่ได้รับประทานของหวานยามบ่ายเลยนะเจ้าค่ะ...”
หลิงหลานรีบตามออกไป “คุณหนู เวลานี้นายท่านกับเสนาบดีเสิ่นกำลังหารือเรื่องงานแต่งงานระหว่างคุณหนูกับคุณชายรองเสิ่น คุณหนูเข้าไปเช่นนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะสมเท่าใด...”
เวินหนิงไม่สนใจ
เพราะพวกเขากำลังหารือเรื่องแต่งงานของนางกับเสิ่นจิ้น นางจึงยิ่งต้องไป