ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน
ตอนก่อนหน้า
1 / 219

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 1 ตอนที่ 1

#1บทที่ 1

เล่มที่ 1

ตอนที่ 1

ค่ำคืนที่มืดมิดดั่งน้ำหมึก พายุฝนโหมกระหน่ำ

ในฤดูเหมันต์ของทางเหนือน้อยนักที่ฝนจะตกเช่นนี้ มวลพายุส่งผลให้ด่านประตูห่านป่า[footnoteRef:1]ก้องไปด้วยเสียงหวีดหวิวคล้ายปีศาจร้ายปรากฏตัวอย่างไรอย่างนั้น [1: ด่านประตูห่านป่า หมายถึง ชื่อของกำแพงเมืองจีนแห่งหนึ่ง]

ทว่าบรรดาทหารเฝ้ารักษาการณ์กลับยืนตัวตรง มีบ้างยามเม็ดฝนกระเด็นเข้าตา พวกเขาจึงจะกล้าเหลือบมองหัวหน้าทหารที่อยู่ตรงหน้า

หลังจากสงครามเซวียนผิง แคว้นเงียบสงบ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะมาลาดตระเวนเฉพาะวันสำคัญเท่านั้น และพักค้างแรมสักสองสามวันเป็นครั้งคราว โดยจะพักอยู่ในกองบัญชาการ แตกต่างกับสองวันที่ผ่านมาที่นำทหารมาเฝ้าด่านประตูเมืองด้วยตนเอง

ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นในเมืองหลวงหรือไม่

ฤดูเหมันต์กลางวันสั้นกลางคืนยาว อีกเพียงเวลาหนึ่งถ้วยชา ก็ได้เวลาปิดประตูเมืองแล้ว

ทันใดนั้นเองเสียงเกือกม้าดังขึ้น จังหวะการวิ่งไม่รีบร้อน เสียงดังจากที่ไกลๆ แล้วค่อยๆ ใกล้เข้ามา ไม่นานรถม้าคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝนโหมกระหน่ำ

เหล่าทหารยืนเหยียดตัวตรงยิ่งกว่าเดิม หลังจากสารถีดึงเชือกหยุดรถ ทหารก็เดินไปตรวจตรา

“บุตรชายและสะใภ้ของข้าค้าขายอยู่นอกเมือง ได้ยินว่าหลานชายป่วยไข้ ข้าเป็นห่วงยิ่งนัก จึงมารบกวนเวลานี้ ส่วนนี่คือใบผ่านแดน ข้าขอรบกวนทุกท่านด้วย”

รถม้าที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุฝนคันนี้ธรรมดาอย่างยิ่ง ยามค่ำคืนเช่นนี้ไม่มีแม้กระทั่งตะเกียง ทว่าอาศัยแสงไฟจากกำแพงเมือง ทำให้มองเห็นมือที่หยาบกร้านของหญิงชรา

สารถีค้อมตัวคำนับ ท่ามกลางฝนที่ตกหนักเขายื่นใบผ่านแดนให้แม่ทัพโดยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “ใต้เท้าเชิญดูขอรับ”

แม่ทัพผู้มีหนวดเคราขาวไม่ได้ยื่นมือไปรับ เพียงส่งสายตาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ข้างกาย ทหารชั้นผู้น้อยรีบรับใบผ่านแดนเอาไว้ พร้อมกับถือตะเกียงเดินเข้าไปใกล้ ส่องสว่างรถม้า

ขณะเดียวกันทหารที่กางร่มให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็กำลังคาดเดา ไม่รู้ว่าระยะนี้กำลังสืบหาผู้ใด จึงทำให้ท่านผู้บัญชาการต้องมาที่นี่ ตรวจรถม้าทุกคนด้วยตนเอง คล้ายกลัวจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น

แสงสลัวจากตะเกียงส่องสว่างรถม้า ภายในมีเพียงหญิงชราและสาวใช้

“นางคือสาวใช้ของตระกูล เดินทางไกลเช่นนี้ กังวลว่าจะไม่มีผู้ใดคอยดูแล จึงกำชับให้ข้าพานางมาด้วย” เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้น

“ลงจากรถม้าให้หมด” ดวงตาดั่งอินทรีของท่านผู้บัญชาการจับจ้องไปยังสาวใช้

สาวใช้มองฝนที่ตกหนักนอกรถม้า แล้วมองหญิงชราด้วยความลำบากใจ หญิงชราตบมือนางเบาๆ เป็นการปลอบโยน จากนั้นนางจึงค่อยพยุงหญิงชราลงจากรถม้า

ทั้งนายและบ่าวรับใช้ถูกไถ่ถามนานเกือบครึ่งชั่วยาม ทางด้านรถม้าก็ถูกตรวจค้นจนทั่ว

จวบจนมั่นใจว่าทั้งสามไม่ได้โกหก ในรถม้าก็ไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย ท่านผู้บัญชาการจึงค่อยโบกมือ ส่งสัญญาณให้ปล่อยรถม้าคันนี้ไป

ม้าส่งเสียง รถม้าแล่นผ่านประตูเมืองช้าๆ

ฝนยังคงตกหนัก ไฟประตูเมืองยังคงส่องสว่าง มีคนประสานมือขึ้นแล้วพูด “ใต้เท้า ยามไฮ่[footnoteRef:2]แล้วขอรับ” [2: ยามไฮ่ หมายถึง ช่วงเวลา 21.00๐๐-23.00 น]

ยามซวี[footnoteRef:3]ห้าเค่อ[footnoteRef:4]คือเวลาปิดประตูเมือง [3: ยามซวี หมายถึง ช่วงเวลา 19.00 น. – 21.00 น] [4: เค่อ หมายถึง 15 นาที]

ท่านผู้บัญชาการขมวดคิ้วขาวโพลน ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เฝ้าต่อ!”

“ขอรับ”

อีกด้านหนึ่ง รถม้าที่เพิ่งผ่านประตูเมืองเมื่อครู่ หลังจากขับผ่านคูน้ำป้อมเมืองก็เร่งความเร็ว

“คุณหนู ในที่สุดพวกเราก็ออกมาแล้ว! ออกมาแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” สาวใช้ที่ก่อนหน้านี้นั่งเงียบส่งเสียงร้อง พร้อมกับคล้องแขนของหญิงชรา ดวงหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความดีใจ “ด้านหน้าก็นอกด่านแล้ว พวกเรา...ไม่สิ คุณหนู...นับจากนี้คุณหนูก็เป็นอิสระแล้ว!”

ตอนพูดประโยคสุดท้ายนางสะอื้นเล็กน้อย

ดวงหน้าซีดขาวก่อนหน้านี้ของหญิงชรา เวลานี้ทอประกายฉายความสดใสของหญิงสาว ทว่าน้ำเสียงของนางยังแก่ชราเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ “ฝีมือของนักพรตคนนั้นช่างประณีตจริงๆ ไม่เสียแรงที่พวกเราจ่ายด้วยเงินเกือบครึ่งหนึ่งที่มี”

สาวใช้พยักหน้าติดต่อกัน “เมื่อครู่ฝนตกหนักเหลือเกิน บ่าวเกือบหัวใจวาย ภาวนาให้ใบหน้าและน้ำเสียงเป็นไปตามที่นักพรตบอก อยู่ได้นานเจ็ดวัน เมื่อถึงเวลานั้นเผย...”

สาวใช้หยุดชะงัก แล้วพูดต่อ “ถึงเวลานั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีทางเจอตัวคุณหนู”

หญิงชรายิ้ม แววตาที่ไม่สอดคล้องกับดวงหน้าของนางทอประกายแวววับ

“รบกวนท่านเร็วหน่อย ฮูหยินผู้เฒ่าของข้าเป็นห่วงหลานชายนัก คืนนี้จำต้องเดินทางทั้งคืน” สาวใช้เปิดม่าน บอกสารถีที่อยู่ข้างหน้า

หนึ่งนายหนึ่งบ่าวออกมาจากเมืองหลวง ปลอมตัวระหว่างทาง แน่นอนว่าสารถีผู้นี้ว่าจ้างมากะทันหัน ย่อมไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของทั้งสอง

รถม้าขับเร็วขึ้น

เวินหนิงเปิดม่านรถม้าเล็กน้อย ลมเย็นๆ พัดผ่านเข้ามา เพียงผ่านด่านประตู คล้ายฝนซาลง เกาะตัวเป็นหิมะตกกระทบดวงหน้าของนาง ทว่านางกลับรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก

วางแผนครึ่งปี กังวลใจอยู่นานครึ่งเดือน กว่าจะมาถึงจุดนี้แทบจะนอนไม่หลับทุกคืนวัน

ขอเพียงออกไปจากด่านประตูนี้ นางก็จะไม่ใช่นกในกรงของเผยโย่วอีกต่อไป ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือของเขา ที่เขาคิดจะทำอะไรก็ได้

“คุณหนู พรุ่งนี้คุณหนูกับบ่าวแยกกันเดินทาง บ่าวจะอ้อมกลับไปที่เจียงหนานเพื่อตบตาพวกเขา หากบ่าวถูกจับ บ่าวจะบอกว่าคุณหนูหนีไประหว่างทาง ส่วนบ่าว...”

ไม่ทันที่นางจะพูดจบหรือเวินหนิงจะได้ปฏิเสธ ก็มีเสียงเกือกม้าดังลอดผ่านช่องหน้าต่างรถม้าเข้ามา

เสียงนั้นดังยิ่งนัก ค่อยๆ ใกล้เข้ามา คล้ายจะได้ยินเสียงคนร้องตะโกนให้ “หยุด”

นายบ่าวหน้าเปลี่ยนสีทันที สาวใช้กระวนกระวาย อยากจะเปิดหน้าต่างออกดู เวินหนิงรีบคว้ามือของนางไว้ พลางตบหลังมือเบาๆ “หลิงหลาน อย่าแตกตื่น”

“นายหญิง เหมือนพวกเราจะเจอโจรป่าที่อยู่นอกด่านขอรับ ท่านทั้งสองโปรดนั่งให้ดี!” เสียงสารถีดังขึ้น ตามด้วยเสียงฟาดม้าที่เร็วขึ้น รถม้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว

เมื่อได้ยินว่าเป็นโจร เวินหนิงกลับโล่งอก

เมื่อเป็นโจร สิ่งที่ต้องการไม่มีอะไรมากไปกว่าเงินทอง นางและหลิงหลานในตอนนี้ คนหนึ่งเป็นหญิงชราเหี่ยวย่น คนหนึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยกระ กล่าวได้ว่าเป็นสาวใช้ที่หน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก หากพวกโจรไล่ตามทันจริงๆ ให้เงินก็สิ้นเรื่องแล้ว

รถม้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ลมแรงจนม่านแทบจะต้านไม่ไหว แต่เพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงของพวกนาง พวกนางจึงไม่กล้าเลือกม้าดี ด้วยเหตุนี้หลังจากม้าเร่งความเร็วไปครู่หนึ่งก็เห็นได้ชัดว่าม้าเริ่มหมดแรง

เสียงเกือกม้าด้านหลังดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ได้ยินเพียงเสียงร้องของม้า จากนั้นรถม้าก็กระตุก แล้วค่อยๆ หยุดลง

หลิงหลานพยุงเวินหนิงด้วยสีหน้าซีดขาว ทั้งสองรู้ดีว่ารถม้าถูกคนขวางเอาไว้แล้ว ไม่มีใครส่งเสียง เพียงตั้งใจฟังเสียงด้านนอกเท่านั้น

ทว่าสารถีไม่ได้ส่งเสียง พวกคนที่ขวางรถม้าก็ไม่ได้ส่งเสียง รวมถึงม้าของพวกเขาด้วย คล้ายทุกอย่างเงียบลงในบัดดล

ความมืดในวันฝนตก ค่อยๆ กลายเป็นแรงกดดันที่ไร้รูปร่าง ปกคลุมลงมาช้าๆ

เวินหนิงเริ่มไม่สบายใจ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้

ออกเดินทางครั้งนี้นางวางแผนอยู่นาน ทั้งยังเลือกวันอย่างดี ตอนนางออกนอกเมือง เผยโย่วไปดูแลงานที่จี้โจว ตอนที่เขาทราบเรื่อง อย่างน้อยก็ต้องผ่านไปสามวันแล้ว อีกทั้งระหว่างทางนางก็ทิ้งอุปสรรคไว้มากมาย แม้ม้าของเขาจะเร็วกว่า ก็ไม่มีทางตามนางทันเร็วเช่นนี้

หลินหลานตัวสั่นไม่หยุด เวินหนิงตบมือของนางอีกครั้ง บอกให้นางผ่อนคลาย

มีเสียงเกือกม้าดังขึ้นตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

ม้าตัวหนึ่งเดินมาที่รถม้าช้าๆ กึก กึก กึก เสียงฝีเท้าดังชัดเจน

เพียงไม่นานก็ปรากฏฝักดาบสีเงิน ตวัดขึ้นเปิดม่านรถม้าที่หนาและหนัก ชุดเกราะสีเงินสะท้อนในแววตา

แม้จะเป็นกลางดึก คนตรงหน้าไม่ได้จุดไฟ ค่ำคืนที่ฝนตกไม่มีแม้กระทั่งแสงจันทร์ ทว่าชุดเกราะสีเงินของเขายังคงแวววาว ขับให้เห็นสันกรามที่คมชัดและดวงตาสีนิลชัดเจน

วินาทีที่เวินหนิงและเขาสบตากัน นางคล้ายตกลงสู่ถ้ำน้ำแข็ง

“หลิงหลาน!” เวินหนิงลุกขึ้นยืนทันที

“อาหลานอยู่นี่เจ้าค่ะ! คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ หรือว่าฝันร้ายอีกแล้ว” หลิงหลานได้ยินเสียงของคุณหนู รีบวางงานในมือลงแล้วเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นสีหน้าซีดขาวของเวินหนิง ทั้งยังมีเม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดให้เวินหนิงพร้อมกับพูดด้วยความปวดใจ “หมู่นี้คุณหนูฝันร้ายบ่อย เชิญหมอมาจ่ายยาจิตสงบให้คุณหนูดีหรือไม่เจ้าคะ ระยะหลังมานี้คุณชายใหญ่เป็นหวัด มีหมอมาตรวจชีพจรทุกวัน เชิญหมอมาดูอาการคุณหนูด้วย ก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด”

แววตาของเวินหนิงยังคงว่างเปล่า นัยน์ตาของนางค่อยๆ ขยายใหญ่ คล้ายตกใจกับเรื่องบางอย่าง

“คุณหนู?” หลิงหลานเรียกอีกครั้ง “คุณหนู?”

เวลานี้เวินหนิงค่อยดึงสติกลับมา กะพริบตาปริบๆ สายตาของนางอ่อนโยนลง “หลิงหลาน พวกเรายังอยู่ที่จวนเวินหรือ?”

หลิงหลานขมวดคิ้ว ตั้งแต่คุณหนูเป็นไข้เมื่อคราวก่อน ก็ฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง ยามตื่นมักถามแต่คำถามแปลกๆ เช่นตอนนี้ปีอะไร เจ้ายังไม่ได้แต่งงานจริงๆ หรือ คุณชายใหญ่และคุณชายรองอยู่ที่ใด วันนี้ก็ถามอีกว่าพวกเรายังอยู่ที่จวนเวินหรือ

“คุณหนู พวกเราย่อมอยู่ที่จวนเวินสิเจ้าคะ” หลิงหลานพูดเสียงอ่อนโยน “คุณหนูนอนอีกครู่หนึ่งเถิด บ่าวจะไปเชิญหมอที่เรือนคุณชายใหญ่”

มองแผ่นหลังของหลิงหลานที่วิ่งออกไปด้วยความรีบร้อน เวินหนิงไม่ได้รั้ง

บางทีควรหาหมอและกินยาแล้ว นางเองก็ไม่อยากฝันถึงเรื่องพวกนั้นทุกวัน ทุกครั้งที่ตื่นคล้ายโลกตรงหน้าล้วนไม่ใช่ของจริง

นางก้มหน้าลงมองสองมือของตน แน่ใจว่าเป็นมือที่ขาวเนียน ทั้งยังเต็มไปด้วยเลือดเนื้อ ไม่ได้ซูบผอมและไร้เรี่ยวแรง

ถูกต้อง

นางมีชีวิตใหม่อีกครั้งแล้ว

หลังจากถูกเผยโย่วตัดแขนทั้งสองข้าง กักขังอยู่ข้างกาย คิดไม่ถึงว่านางจะกลับมาตอนอายุสิบห้าปี

นางฟื้นขึ้นมาใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนกว่าจะเชื่อว่า นางย้อนกลับมาในช่วงอายุที่ดีที่สุด ทั้งยังไม่ได้ออกเรือน ยังไม่เจอเผยโย่ว ทุกคนในจวนเวินมีความสุขเหมือนเมื่อก่อน หลิงหลานของนางก็ยังอยู่ข้างกาย

คิดถึงตรงนี้ แววตาของเวินหนิงทอประกายขึ้นมา ใบหน้าของนางมีเลือดฝาด ริมฝีปากแดงระเรื่อ

นางลงจากเตียงช้าๆ หยิบเสื้อกันหนาวมาสวมด้วยตนเอง

ชาตินี้ นางจะถอนรากถอนโคน ก่อนที่เรื่องทุกอย่างจะเกิดขึ้น

ไม่มีวันทำผิดซ้ำซากอีกแล้ว

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 1 ตอนที่ 1