ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 44 อวี๋จือที่เกือบจะตกม้า ตอนที่ 44
ตอนที่ 44 อวี๋จือที่เกือบจะตกม้า
ภารกิจสำเร็จ!
อวี๋จือชูหมัด และหันไปมองดวงตาที่เป็นประกายของป้าเจียงกับอิงเถา
“ทําอะไรกัน ตกใจหมดเลย!” อวี๋จือตบหน้าอกเบาๆ “พวกเจ้ามีเรื่องอะไร”
“ไม่มี ไม่มีเจ้าค่ะ” พวกนางสองคนส่ายหน้าพร้อมกัน ไม่พูดอะไรแต่กลับมองหน้าอวี๋จือ ยิ้มเสียจนอวี๋จือขนลุก “พูดมาเถิด มีเรื่องอะไรกันแน่”
ป้าเจียง “ไม่มีอะไรจริงๆ เจ้าค่ะ บ่าวแค่ดีใจแทนแม่นาง”
“ใช่เจ้าค่ะ บ่าวก็ดีใจแทนแม่นาง ในที่สุดแม่นางก็หมดทุกข์แล้ว ต่อไปต้องมีแต่ชีวิตที่ดีแน่นอน”
ที่แท้ก็เรื่องนี้ อวี๋จือเข้าใจทันที
“พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือ” อวี๋จือคิดว่าพวกนางเอ่ยถึงเรื่องบ้าน “ต่อไปลานเล็กๆ ของครอบครัวจ้าวก็จะกลายเป็นของข้าแล้ว ป้าเจียงอยากปลูกผักไม่ใช่หรือ เจาะประตูที่ผนังแล้วเจ้าก็ไปปลูกตรงนั้นได้ตามใจชอบ”
หัวหน้าใจดีกับเธอ เธอจะขี้เหนียวกับลูกน้องไม่ได้
อวี๋จือกลับเข้าไปในห้อง เธอยังดีใจ ทํายังไงก็หยุดตื่นเต้นไม่ได้สักที
เมื่อป้าเจียงกับอิงเถากลับไปนอนที่เรือน อวี๋จือก็ข้ามกำแพงไปตรวจสอบบ้านของตัวเองล่วงหน้า
เมื่อก่อนตอนที่ป้าหลี่กับจ้าวโหย่วจื้ออยู่ที่นี่ อวี๋จือขี้เกียจมองมาทางนี้ แต่ตอนนี้...เธอกลับเดินตั้งแต่ทิศตะวันออกไปตะวันตก ตั้งแต่ทิศใต้ไปทิศเหนือ มองไปทางไหนก็สบายตา แม้แต่ชามเน่าบนพื้นเธอก็หยิบขึ้นมาวางอย่างระมัดระวัง บางที่อาจจะมีประโยชน์ก็ได้
อวี๋จือมองทุกซอกทุกมุม ก่อนจะข้ามกำแพงกลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์ และเขียนในสมุดสรุปการทำงานว่า เป้าหมายของเราคือดวงดาวและทะเล[footnoteRef:1]เพื่อทำให้เป้าหมายเป็นจริงโดยเร็ว ฉันจะพาป้าเจียงกับอิงเถา... [1: ดวงดาวและทะเล เป็นสแลง หมายถึง เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ทะเยอทะยานอย่างมาก]
จู่ๆ เธอก็ชะงักมือที่เขียนไป ภาพที่ป้าเจียงกับอิงเถายิ้มให้เธอโผล่ขึ้นมาในหัว รู้สึกว่ามันแปลกๆ ป้าเจียงลังเลที่จะพูด อีกทั้งสีหน้าที่คลุมเครือของอิงเถา...
อวี๋จือมองไปที่ผ้าห่ม เข้าใจแล้ว ที่แท้พวกนางหมายถึงเรื่องนี้
อวี๋จือที่เพิ่งเข้าใจหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เธอแค่นอนเป็นเพื่อนเสี่ยเลี้ยง คนหนึ่งนอนบนเตียง อีกคนหนึ่งนอนบนเตียงนุ่ม นอนเป็นเพื่อน ไม่ได้ทำอะไรเหมือนที่พวกนางคิดสักหน่อย
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทําให้พวกนางผิดหวังหรือเปล่า ฮ่าๆ!
ป้าเจียงยังพอเข้าใจ นางแก่แล้ว เป็นกองกำลังหลักในการเร่งรัดให้หาคู่แต่งงาน เร่งรัดให้มีลูกมีหลาน แต่อิงเถาเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง นางจะเข้าใจอะไร พรุ่งนี้ต้องคุยกับป้าเจียง จะทำให้อิงเถาเสียคนไม่ได้
อวี๋จือนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง เธอรู้สึกว่าเหวินจิ่วเซียวน่าสนใจไม่น้อย เริ่มจากดื่มชา กินข้าว พัฒนามาจนถึงนอนบนเตียงของเธอในวันนี้ อย่างนั้นขั้นต่อไปก็คือนอนกับเธออย่างนั้นเหรอ
อวี๋จือไม่มั่นใจ เพราะสายตาที่เขามองเธอไม่มีความต้องการ ดังนั้นอวี๋จือจึงใจกล้าแบบนี้ ไม่อย่างนั้นถึงแม้ว่าจะมีฐานะเป็นบ่าว เธอก็คงหนีไปนานแล้ว
พูดตามตรง เธอเป็นแค่ลูกจ้างธรรมดาๆ คนหนึ่งที่รักความสบาย ไม่อยากก้าวหน้า ใช้ชีวิตไปวันๆ ถ้าวันไหนผ่านไปได้ด้วยดี เธอก็ไม่ยอมออกจากรังนกที่สุขสบายแห่งนี้หรอก
กลางดึก อวี๋จือออกไปยืดเส้นยืดสายอีกแล้ว
เธอเดินวนได้รอบหนึ่ง ดีมาก ไม่เจอจังซิ่ว
อวี๋จือกลัวเขาแล้วจริงๆ ชายคนหนึ่งชอบซุบซิบนินทายังไม่พอ แล้วยังขี้บ่น บ่นไม่หยุด ข้างหูเธอมีแต่เสียงเขาเต็มไปหมด
คืนนี้อวี๋จืออยากไปสํารวจ “ถนนผี” สายนั้น ฝีมือเหนือชั้นรวมกับความอยากรู้อยากเห็น ก็คือเธอนั่นเอง
เธอเพิ่งจะยกเท้าขึ้น ข้างหลังก็มีเสียงชวนปวดหัวดังขึ้นมา “เอ๊ะ น้องสาว เจ้าเองหรือ มาผิดที่แล้ว รีบกลับไปเถิด” แล้วลากอวี๋จือกลับออกมา
อวี๋จือ...
“ขอบคุณนะ” กัดฟันเค้นประโยคนี้ออกมาจากซอกฟัน
“ขอบคุณอะไร คนกันเอง น้องสาวไม่ต้องเกรงใจหรอก” จังซิ่วฟังไม่ออก ซื่อบื้อจนทำให้คน...อยากต่อย
“เจ้าแบกอะไรมา” อวี๋จือสังเกตเห็นว่าจังซิ่วแบกของไว้บนไหล่
“อันธพาลที่ข้าจับได้ ข้าเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด เผลอลงมือหนักไปหน่อย ทําให้เขาตาย กลัวฝ่ายราชการไม่เชื่อจึงแบกศพมาด้วย” จังซิ่วโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ
อวี๋จือกระโดดออกไปทันที เธอปิดจมูก “กลิ่นคนตาย อย่าเข้ามาใกล้ข้า”
จังซิ่วไม่เห็นด้วย “ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าขี้ขลาดจริงๆ คนตายมีอะไรน่ากลัว คนเป็นต่างหากที่น่ากลัว!” ปากพูดเช่นนี้ ราวกับคนที่ฝันถึงผีไร้หัวตอนนั้นไม่ใช่เขา
ก่อนจะเชิญชวนอวี๋จือให้ไปด้วย “ไปกันเถิดน้องสาว ไปรับเงินรางวัล พี่ชายจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตา”
ใครน้องเจ้ากัน อวี๋จืออยากด่ากลับ แต่คิดดูแล้วก็ช่างเถอะ ผู้ชายคนนี้ซื่อบื้อ คุยกับเขาแล้วน่าโมโห
อวี๋จือปิดจมูกเดินตามหลังจังซิ่วไปที่กําแพงเพื่อเงินรางวัลด้วยกัน
โคมไฟที่โดดเดี่ยวเดียวดายแกว่งไปแกว่งมาในยามค่ำคืน ไม่ว่าลมพัดแรงแค่ไหนมันก็ไม่ดับ
เสียงกลไกที่คุ้นเคย หน้าต่างที่เหมือนเดิม ชายสวมหน้ากากที่นั่งอยู่ในหน้าต่างคนเดิม แล้วยังมีประโยคเดิมว่า “มีเรื่องอะไร”
อวี๋จือแข็งทื่อไปหมด คุณชายสาม! เหวินเส่าชิง เสี่ยเลี้ยงของเธอ ชายที่สวมหน้ากากคืนนี้คือหัวหน้าของเธอ!
ทันใดนั้นหัวของอวี๋จือก็ว่างเปล่า
อันตราย! ขนลุกไปหมด
อวี๋จือถอยหลัง ถอยหลัง ถอยหลังออกไปอีก ถอยออกไปอย่างเงียบๆ จากนั้นก็วิ่งออกไปด้วยวิชาตัวเบา
เหวินจิ่วเซียวตกใจ กลิ่นนี้ออกจะคุ้นๆ อยู่บ้าง
เขาขยับจมูกดมอย่างระมัดระวัง แต่กลับไม่มีกลิ่นแล้ว มีเพียงกลิ่นเลือด หรือเขาจะจมูกไม่ดี?
จังซิ่วรับเงินรางวัลแล้วหันกลับมา เอ๊ะ คนหายไปไหนแล้วเล่า
“น้องสาวคนนี้ช่างลึกลับซับซ้อน” เขาพึมพํา เหวินจิ่วเซียวได้ยินแค่คำว่าลึกลับซับซ้อน จึงไม่ได้คิดอะไร
อวี๋จือที่นอนอยู่บนเตียงยังคงหัวใจเต้นแรง เดิมทีเธอยังอยากรับภารกิจหาเงินสักหน่อย แต่ช่างมันเถอะ ใครจะรู้ว่าตอนมอบหมายภารกิจเธอจะเจอเหวินจิ่วเซียวหรือเปล่า
ถึงแม้เธอจะปลอมตัว หลอกคนที่ไม่รู้จักยังพอได้ แต่อวี๋จือไม่มั่นใจว่าจะหลอกเหวินจิ่วเซียวได้
ไม่เพียงแต่รับภารกิจไม่ได้ ต่อไปออกไปเดินเล่นข้างนอกตอนกลางคืนยังต้องหลีกเลี่ยงกําแพงรับเงินรางวัลด้วย ไม่อย่างนั้นเธอคงรู้สึกไม่ปลอดภัย
...
องค์หญิงอันเล่อไม่พอใจ นางไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากแต่งงานเลย
พระสนมกุ้ยเฟยมองบุตรีที่มีสีหน้ากลุ้มใจ เอ่ยเตือนว่า “เจ้าไม่เด็กแล้ว ควรรู้ความได้แล้ว อย่าทำให้เสด็จพ่อโมโห เสด็จพ่อรักเจ้ามาก
พี่หญิงของเจ้า เสด็จพ่อไม่เคยสนใจเรื่องแต่งงานของพวกนางเช่นนี้ มีเพียงสามีของเจ้าเท่านั้นที่เสด็จพ่อของเจ้าตั้งใจเลือกอย่างพิถีพิถัน ไปเถิด อย่าทำหน้ามุ่ยเช่นนี้ ไปหาเสด็จพ่อต้องยิ้มแย้ม” พระสนมลูบบุตรีอย่างรักใคร่
“เพคะ” องค์หญิงอันเล่อตอบกลับอย่างอ่อนแรง
เลือกอย่างพิถีพิถันแล้วทำไม คนที่นางชอบไม่ได้อยู่ในนั้น เลือกคนไหนก็เหมือนกัน
ห่วงว่าบุตรีจะดื้อรั้น พระสนมกุ้ยเฟยจึงต้องเตือน “อันเล่อ ปกติเสด็จพ่อของเจ้าตามใจเจ้า แต่ครั้งนี้ไม่ได้เด็ดขาด อันหนิงกับอันฮุ่ยถึงวัยแล้ว เจ้าเป็นพี่หญิงของพวกนาง เจ้าไม่แต่งงาน แล้วพวกนางจะแต่งงานได้เช่นไร หรือจะให้เหล่าขุนนางราชสำนักหัวเราะเยาะราชวงศ์?”
เสด็จแม่ของอันหนิงกับอันฮุ่ยไม่พอใจแล้ว ถึงแม้นางจะไม่กลัว แต่ก็ไม่จําเป็นต้องทำให้พวกนางไม่พอใจเพราะเรื่องนี้ โดยเฉพาะอันฮุ่ยที่ยังมีน้องชายคนหนึ่ง
“อันเล่อน้อยของเรามานี่เร็ว มาดูราชบุตรเขยที่เราเลือกไว้ให้เจ้าสิ” ฮ่องเต้ไท่คังกวักมือเรียกอันเล่อ
ฮ่องเต้ไท่คังรักอันเล่อจากใจจริง รายชื่อราชบุตรเขยที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วรอบหนึ่ง แล้วยังมีรายชื่อสำรองอีกสิบคน
คนที่ถูกฮ่องเต้ไท่คังเขียนชื่อลงบนกระดาษยื่นให้องค์หญิงอันเล่อ ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิด หน้าตา ความสามารถ ความประพฤติ ล้วนแต่ไม่แย่ ผ่านการตรวจสอบจากองครักษ์เงาของราชวงศ์แล้ว และได้รับการยอมรับ
องค์หญิงอันเล่ออ่านชื่อคนบนกระดาษ ไม่อยากเลือกสักคน แต่ฮ่องเต้ไท่คังถามว่า “ถูกใจคนใดหรือ ให้พ่อเขียนราชโองการให้เจ้า”
“เสด็จพ่อ ชื่อของคนที่อยู่บนกระดาษลูกไม่ค่อยรู้จักเพคะ” องค์หญิงอันเล่อทำสีหน้าลําบากใจ
ฮ่องเต้ไท่คังครุ่นคิด ก็จริง เขาจึงเอ่ยว่า “อีกสองวันหาข้ออ้างจัดงานแต่งกวี เชิญพวกเขามาร่วมงาน ให้อันเล่อไปดูตัว ถูกใจคนไหนก็เลือกคนนั้น”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อเพคะ!” องค์หญิงอันเล่อพอใจ และควงแขนออดอ้อนฮ่องเต้ไท่คัง
ถึงแม้รู้ว่าการเลือกราชบุตรเขยเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ่วงเวลาได้อีกหนึ่งวันก็ยังดี