ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 35 คุณชายสามแก้แค้นไม่สนชายหรือหญิง ตอนที่ 35
ตอนที่ 35 คุณชายสามแก้แค้นไม่สนชายหญิง
“ได้ยินว่าเจ้ามีผ้าไหมเยียนหลัวเช่นนั้นหรือ” โหวฮูหยินถามคําถามในใจของตัวเองราวกับพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
เหวินจิ่วเซียวที่กำลังก้มหน้าดื่มชาหยุดชะงักไป เอ่ยว่า “ท่านแม่ได้ยินมาจากใครขอรับ”
แม้แต่ท่านแม่ยังรู้ ไม่แปลกที่พี่สะใภ้รองมาหาเขาถึงเรือน
โหวฮูหยินถอนหายใจ “แม่สั่งสอนบ่าวไพร่ไม่ดีเอง พวกบ่าวลือกันว่าเจ้ามีผ้าไหมเยียนหลัว ลือกันราวกับเป็นเรื่องจริง ถูกข้าสั่งสอนไปแล้ว แม่จึงอยากบอกเจ้า”
เมื่อสบมองกับสายตาที่กำลังเสาะหาความจริงของมารดา เหวินจิ่วเซียวก้มหน้าลงแล้วเอ่ยว่า “ขอรับ มีเรื่องนี้จริงๆ แต่ลูกนำไปให้คนอื่นแล้ว พี่สะใภ้รองมาขอลูก ใช่ว่าลูกไม่ยอมให้ แต่มันไม่มีแล้วจริงๆ พี่สะใภ้รองคงไม่พอใจ คงต้องขอให้ท่านแม่ช่วยอธิบายให้พี่สะใภ้รองฟังด้วยขอรับ”
เหวินจิ่วเซียวเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น หากทำให้เขาไม่พอใจ เขาไม่สนใจว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
นำไปให้คนอื่นหรือ โหวฮูหยินตกใจ จากนั้นก็ตระหนักขึ้นได้ ไม่แปลกที่บุตรชายไม่บอกนาง ที่แท้ก็นำไปให้คนอื่นแล้ว
ส่วนเขานำไปให้ใคร โหวฮูหยินไม่ได้ถาม เรื่องในแวดวงราชการของบุตรชาย ผู้หญิงอย่างนางย่อมไม่เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องถามอะไรเยอะแยะ ในจวนมีคนรับใช้ตั้งมากมาย หากใครพูดพล่ามออกไป แพร่ออกไปทําให้บุตรชายเสียการเสียงานจะทําเช่นไร
ทันทีที่เหวินจิ่วเซียวออกไป โหวฮูหยินก็ค่อยๆ ดื่มชา และออกคำสั่งอย่างน่าเกรงขาม “รู้สึกอึดอัด ข้าไม่สบาย ไปเรียกลูกสะใภ้รองมาดูแลข้า”
มือยื่นออกไปขนาดนั้น นางต้องเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องนี้แน่นอน นังตัวปัญหา
และเอ่ยเสริมอีกว่า “เรียกติงอี๋เหนียงกับอี๋เหนียงคนอื่นๆ มาด้วย”
ภรรยาเอกไม่สบาย บรรดาอี๋เหนียงจะไม่มาดูแลได้เช่นไร ไม่ได้ตักเตือนพวกนางนานแล้ว แต่ละคนล้วนแต่ไม่เจียมตัว
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” เซียงหลันตอบรับ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ซื่อจื่อฮูหยิน...”
เป็นลูกสะใภ้เหมือนกัน ฮูหยินน้อยรองมา ซื่อจื่อฮูหยินไม่มาคงดูไม่ดี
“ไม่ต้องเรียกนาง ท่านซื่อจื่อร่างกายอ่อนแอ ให้นางดูแลเขาให้ดีก็พอ” นึกถึงความคิดของนาง โหวฮูหยินก็ไม่พอใจ “บอกให้นางคัดพระไตรปิฎกสองสามม้วน ถือว่าเป็นการกตัญญูต่อข้า”
แต่งงานมาตั้งนานยังไม่มีทายาท แล้วยังมีความคิดร้ายกาจมากมาย ท่านซื่อจื่อตามใจนางมากเกินไป คนเป็นแม่สามีอย่างนางต้องคอยตักเตือน
เหวินจิ่วเซียวกลับมาถึงเรือน และหันไปเอ่ยกับชิงเฟิง “ไปรับโทษเองเสีย”
ชิงเฟิงรู้สึกผิด “ขอรับ!” ล้วนแต่เป็นเพราะเขาไม่ระมัดระวัง เกือบทำให้คุณชายสามเดือดร้อน
ไม่ต้องบอกว่าซูซื่อโมโหแค่ไหน แม้แต่ฉินอวี้ซวง ซื่อจื่อฮูหยิน ภายนอกทำสีหน้าเคารพ แต่กลับแอบจิกฝ่ามือตัวเองอย่างแรง
เมื่อคนที่มารายงานเดินออกไป นางก็ล้มลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าที่สุดจะทน “คัดพระไตรปิฎกหรือ นางกำลังเตือนข้า นางโทษว่าข้าไม่มีทายาทให้ท่านซื่อจื่อ นาง...”
โหวฮูหยินไม่ไว้หน้าตนเลยแม้แต่น้อย ใจร้ายจริงๆ
ฉินอวี้ซวงจับผ้าเช็ดหน้าและตัวสั่นเทา
มี่ซูสงสาร นางจับมือเจ้านายตัวเอง “ท่านอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ บ่าว บ่าวคัดให้ท่านเองเจ้าค่ะ”
มี่ซูสะอึกสะอื้น หลายปีที่ผ่านมา นางเห็นความยากลําบากของซื่อจื่อฮูหยินมาตลอด เป็นห่วงสุขภาพของท่านซื่อจื่อ แล้วยังต้องนึกถึงตระกูลฉิน เจ้านายของนางช่างลําบากยิ่งนัก
ทั้งๆ ที่ฮูหยินน้อยรองเป็นคนก่อเรื่อง โหวฮูหยินลงโทษนาง ไยยังพาลมาลงโทษซื่อจื่อฮูหยินด้วย
ฉินอวี้ซวงเงียบ และให้มี่ซูรับใช้ล้างหน้าล้างตาแต่งหน้าใหม่ ก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง นางก็สั่งว่า “บอกให้คนจับตามองทางนั้นไว้”
ทางนั้นหมายถึงครอบครัวคุณชายรอง
เมื่อออกมาจากตรอกดอกท้อ มู่โถวกอดเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งไว้ในอ้อมแขน โหวจือและคนอื่นๆ มองมาที่เขาด้วยสายตาร้อนผ่าว ไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าของเขามีอะไรน่าอัศจรรย์ แต่เพราะในเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งห่อเงินที่พวกเขาหามาได้เอาไว้ เงินที่พวกเขาไปจับกุ้ง ทั้งหมดห้าสิบอีแปะ
พวกเขาไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน หนักมาก เสียงไพเราะมาก
“พี่มู่โถว เรามีเงินแล้ว ไปซื้อซาลาเปาเนื้อกินกันเถิด”
“ไม่ได้ ซื้อผ้าสักผืนดีกว่า เสื้อผ้าของฮวาเอ๋อร์ขาดจนใส่ไม่ได้แล้ว”
ฮวาเอ๋อร์คือน้องสาวคนเล็ก และเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในพวกเขา พวกเขาล้วนแต่รักและเอ็นดูนาง
แต่ฮวาเอ๋อร์กลับสะบัดมือ “ไม่ ไม่ ซื้อให้พี่มู่โถวดีกว่า ฮวาเอ๋อร์สวมของพี่มู่โถวก็ได้”
การที่ฮวาเอ๋อร์รู้ความทําให้มู่โถวรู้สึกเศร้าใจ เขาลูบผมที่อ่อนนุ่มของนาง นึกถึงพี่อิงเถา สาวใช้ของแม่นางอวี๋ เอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ซื้อ ไม่ซื้ออะไรทั้งนั้น เก็บเงินไว้ดีกว่า”
เห็นสหายไม่เข้าใจ เขาจึงอธิบาย “เราต้องเก็บเงินไว้ เมื่อถึงฤดูหนาวจะได้ไปเช่าบ้าน จะได้ไม่ต้องกลัวหนาวตาย”
“จะมีคนให้เราเช่าหรือ”
“มี!” มู่โถวพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แต่ที่จริงเขาก็ไม่รู้ว่าจะมีคนยอมให้พวกเขาเช่าหรือไม่ “ดังนั้นถือโอกาสตอนที่อากาศยังไม่หนาว เราต้องช้อนกุ้งให้ได้มากๆ แลกเงินให้ได้มากๆ เก็บเงินให้ได้มากๆ เช่าบ้านได้แล้ว เราก็จะมีบ้านอยู่ ซื้อเสื้อผ้าฝ้าย ฤดูหนาวจะได้มีเสื้อผ้าอุ่นๆ ได้กินอิ่ม ดีหรือไม่”
“ดี!” ทุกคนถูกอนาคตที่สวยงามดึงดูด แต่ละคนสายตาเป็นประกาย แม้แต่เสี่ยวเป่ยที่ตะกละตะกลามที่สุดก็ยังไม่ขอซื้อซาลาเปาเนื้อ เห็นได้ชัดว่าบ้านยั่วยวนพวกเขามากแค่ไหน
ใบหน้าของมู่โถวมีความใฝ่ฝัน เขาเอ่ยต่อว่า “ประเดี๋ยวเราก็โต เราจะเป็นขอทานไปตลอดชีวิตไม่ได้ ความหิวโหย ความหนาวเย็น วันไหนจะถูกตีตายก็ไม่รู้ แม้แต่หลุมฝังศพก็ไม่มี สุดท้ายก็ถูกหมาป่ากิน”
โชคชะตาของขอทานล้วนแต่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ คุณปู่ขอทานที่เลี้ยงมู่โถวมาก็เป็นเช่นนี้
“ข้าไม่อยากถูกหมาป่ากิน ดังนั้นเราต้องหาวิธีหาเงินเก็บเงิน เก็บเงินให้พอ ไม่เพียงแต่เช่าบ้าน เรายังจะมีชื่อในทะเบียนราษฎร์ ใช้ชีวิตอย่างสง่าผ่าเผย”
เขามองไปที่ฮวาเอ๋อร์ “ซื้อเสื้อผ้าที่สวยงามเหมือนของพี่อิงเถาให้ฮวาเอ๋อร์ สวมเครื่องประดับดอกไม้ที่สวมงามเหมือนนาง”
“สวมเครื่องประดับดอกไม้!” ฮวาเอ๋อร์ปรบมืออย่างมีความสุข
คนอื่นๆ ก็ตื่นเต้น “เป็นขอทานไม่มีอนาคต เราจะทำตามที่พี่มู่โถวบอก พี่มู่โถวบอกอะไรเราก็ทำเช่นนั้น”
“ใช่ ใช่ ฟังพี่มู่โถว”
ในตอนนี้มู่โถวรู้สึกฮึกเหิม ความรู้สึกนี้เขาอธิบายไม่ได้แต่รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง อยากตะโกน อยากระบายออกมา
เมื่อเวลาผ่านไปมู่โถวจะมีชีวิตเหมือนคนทั่วไปจริงๆ คนอื่นต่างตกใจกับประสบการณ์ที่อัศจรรย์ของเขา แต่เขาเพียงยิ้มตอบ และนึกถึงคนที่เขาซาบซึ้งใจมากที่สุดคือแม่นางอวี๋แห่งตรอกดอกท้อ
นางจึงกลายเป็นความอัศจรรย์ของเด็กขอทาน ในเวลานั้นคนจะรู้จักเขาในนามว่าอวี๋มู่
อวี๋มู่ อวี๋มู่ หลายคนบอกว่าเขารังเกียจชื่อตัวเอง
แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น เขาเพียงใส่นามสกุลของนางไว้หน้าชื่อตัวเอง
แค่นั้นเอง
อวี๋จือใช้ผงกุ้งมาทําอาหาร โดยเฉพาะใส่ในซุป รสชาติ...อร่อยมากทีเดียว
อวี๋จือวางชามลงอย่างอาลัยอาวรณ์ ถ้าไม่ใช่เพราะยัดลงท้องไม่ได้แล้ว เธอยังกินได้อีกสามชาม
ป้าเจียงกับอิงเถาต่างก็ลูบท้อง อิ่มเอมจนไม่อยากขยับ
อร่อยมากเลย พวกนางไม่เคยกินซุปที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
เครื่องปรุงรสมหัศจรรย์เช่นนี้ หากนำไปใส่ในขนมเซียงปิ่งราดซอสก็คง...
พวกนางสองคนตื่นเต้นจนมีสีหน้าเปล่งประกาย