ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 20 อวี๋จือมีจิตใจเข้มแข็ง ตอนที่ 20

#20บทที่ 20 อวี๋จือมีจิตใจเข้มแข็ง

ตอนที่ 20 อวี๋จือมีจิตใจเข้มแข็ง

“ทําไมทุกครั้งที่ข้าเจอเจ้า เจ้าไม่ถูกคนทุบตีก็ถูกคนไล่ทุบตี” อวี๋จือมองไปที่มู่โถว เธอไม่ได้มีความหมายอื่น เธอแค่ทอดถอนใจ

เธอเจอเขาข้างนอกห้าครั้ง ทุกครั้งล้วนแต่เป็นแบบนี้ มันบังเอิญเกินไปหรือเปล่า

“ตอนที่เจ้าไม่เจอข้า ข้าก็มักจะถูกคนทุบตีตลอด” ใบหน้าของมู่โถวไม่มีความเคียดแค้นจากเรื่องที่ตัวเองเจอ แต่กลับดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชนและชินชาที่ไม่สอดคล้องกับอายุ

“ช่างน่าสงสาร” ไม่แปลกใจที่บนตัวของเขามีแต่รอยแผล

อวี๋จือปากบอกสงสาร แต่ในน้ำเสียงกลับไม่มีความสงสารเลยแม้แต่น้อย เธอมองไปรอบๆ ที่จริงแล้วนี่คือกรงสุนัขที่สร้างด้วยแผ่นไม้ผุๆ ท้ายตรอก

ก็ได้ ที่จริงมันใหญ่กว่ากรงสุนัขนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก ในตรอกแบบนี้ จะมีพื้นที่มากแค่ไหนกัน

ยากจะจินตนาการว่ากรงสุนัขที่ใหญ่ขนาดนี้ยัดเด็กห้าคนเข้าไปได้อย่างไร

“สหายของเจ้าล่ะ” อวี๋จือถาม

“ออกไปขอของกินแล้วขอรับ”

“กินอิ่มหรือไม่”

“บางครั้งก็อิ่ม บางครั้งก็ไม่อิ่มขอรับ” มู่โถวพูดความจริง “แต่ส่วนมากจะไม่อิ่ม” พวกเขายังเล็กเกินไป ถึงแม้บางคนจะให้ของกินพวกเขาเพราะความสงสาร แต่ก็มักจะถูกขอทานคนอื่นแย่งไป พวกเขาจะไม่ยอมก็ไม่ได้เพราะจะทำให้ถูกทุบตี

“รสชาติของความหิวไม่ค่อยอร่อยสักเท่าไหร่”

มู่โถวมองผู้หญิงที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยกันอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางรวยขนาดนั้น จะรู้รสชาติของความหิวได้เช่นไร

“ท่านยังไม่กลับไปหรือ” มู่โถวรู้สึกว่าแม่นางอวี๋คนนี้แปลกๆ เสื้อผ้าของนางต้องมีราคามากแน่ๆ แต่นางกลับนั่งบนพื้นอย่างไม่สนใจ

เขาเป็นแค่ขอทาน แต่นางกลับพูดคุยกับเขาทุกครั้งที่เจอกัน ไม่รังเกียจความสกปรกบนตัวเขา

“ข้าไม่รีบ พูดคุยกันอีกสักครู่เถอะ” อวี๋จือดึงหญ้าในซอกหิน และฉีกมันเป็นชิ้นๆ

“เจ้าไม่รังเกียจหรือ” มู่โถวอดไม่ได้ที่จะถาม

“รังเกียจอะไร หนุ่มน้อย เจ้ายังเด็ก ไม่เข้าใจหรอก” อวี๋จือทำท่าทางเหมือนผ่านโลกมาโชกโชน “เกิดมาเป็นคน ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร คนเรามีชีวิตอยู่เพื่อกิน ไม่ว่าเจ้าจะสูงส่งแค่ไหนก็ตาม หรือพวกเขามีกระเพาะสองกระเพาะหรือไง ตายไปก็เอาไปฝังดินเหมือนกัน เปลืองพื้นที่นัก”

อวี๋จือยกมือขึ้นโบกปัดไปมา“ร้อยปีผ่านไปก็กลายเป็นขี้เถ้า บางทีอาจจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าขี้เถ้ากองไหนเป็นของตัวเอง”

“ไม่ใช่ คนเราเกิดมามีชนชั้นวรรณะ ไม่เช่นนั้นทำไมเราถึงเกิดมาเป็นขอทาน” มู่โถวไม่เห็นด้วย

“ตอนนี้เป็นขอทาน แต่จะเป็นขอทานไปตลอดชีวิตเช่นนั้นหรือ ไม่มีใครรู้” อวี๋จือหันไปมองเขา “อย่างเช่นข้า ท่านพ่อเสียชีวิต ท่านแม่แต่งงานใหม่ เคยกินไม่อิ่มไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ แต่เจ้าดูข้าตอนนี้สิ ข้ามีชีวิตที่ดีขึ้นใช่หรือไม่”

มู่โถวไม่เชื่อ แม่นางอวี๋หน้าตางดงามเช่นนี้ ใบหน้าขาวราวกับหมั่นโถว ไม่เหมือนคนที่เคยลำบากมาก่อนเลยแม้แต่น้อย

“ไม่เชื่อหรือ ข้าจะโกหกเจ้าทำไม เจ้าดูมือของข้าสิ ยังมีตาปลาที่ได้มาจากการทํางานหนักอยู่เลย” อวี๋จือยื่นมือออกไปให้เขาดู “สองปีมานี้ชีวิตเพิ่งจะดีขึ้น เมื่อก่อนข้าอยู่ในชนบท ทําไร่ทำนา ตากลมตากฝน ไม่เช่นนั้นข้าจะมีพละกำลังมากขนาดนี้ได้เช่นไร”

มู่โถวนึกขึ้นมาได้ว่าแม่นางอวี๋สามารถต่อยบุรุษคนหนึ่งจนปลิวได้ เขาจึงเริ่มเชื่อนาง แล้วยังเห็นด้วยว่านางไม่กังวลความสกปรกบนพื้น หรือที่นางพูดเป็นความจริง?

มู่โถวลังเล “เช่นนั้นเจ้าทำให้ชีวิตดีขึ้นได้เช่นไร”

อวี๋จือยินดีให้คําแนะนําเขา “เจ้าสามารถไปเรียนวิชาติดตัวสักอย่าง อย่างเช่นไปเป็น เด็กขายยาที่โรงหมอ ถึงแม้เขาจะไม่รับเจ้า แต่เมืองหลวงกว้างขวางขนาดนี้ ต้องมีหมอที่ใจดีอยู่แล้ว สอนเจ้ารู้จักสมุนไพรสองสามชนิด เจ้าไปเก็บสมุนไพรนอกเมืองมาขายก็หาเงินได้ นานไปสนิทกับคนในโรงหมอ ยังต้องกังวลว่าจะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นหรือ

หน้าด้านหน่อย ปากหวานหน่อย ยิ้มหล่อๆ หน่อย เด็กอย่างเจ้าจะอายอะไร ไม่มีอะไรกินอยู่แล้ว ยังจะอาย!”

“ข้าอายุสิบเอ็ดแล้ว ไม่ใช่เด็กแล้ว” มู่โถวพูดแทรก

“อายุสิบเอ็ดแล้วหรือ ดูไม่ออกเลย ข้าคิดว่าเจ้าอายุแปดเก้าขวบเสียอีก” อวี๋จือตกใจ “ดูสิ เจ้าอดข้าวจนไม่โต ดังนั้น หากต้องเผชิญกับการอยู่รอด หน้าตา ศักดิ์ศรี ล้วนไม่สําคัญ...”

อวี๋จือยัดคำคมสร้างแรงบันดาลใจให้เขาเต็มท้อง จากนั้นก็ลูบท้องตัวเอง “หิวแล้ว” เธอบอกว่าหิวแล้ว

มู่โถว...

สุดท้ายอวี๋จือจ่ายเงินมู่โถวออกแรง ทั้งสองคนนั่งกินขนมแผ่นแป้งสอดไส้เนื้อด้วยกันที่พื้น พวกเขาสองคนกินจนปากมันวาว ข้างหลังเป็นภาพพระอาทิตย์ตกสีแดง

สุดท้าย อวี๋จือยังสอนวิชาต่อสู้ให้มู่โถว มู่โถวเรียนอย่างตั้งใจ

เมื่อเธอออกไป มู่โถวก็ตะโกน “ขอบพระคุณอาจารย์ขอรับ”

อวี๋จือโบกมือ “ไม่ได้สอนอะไรมาก ไม่จำเป็นต้องเรียกอาจารย์”

มู่โถวจึงเปลี่ยนเป็นเรียก “ขอบพระคุณแม่นางอวี๋ขอรับ”

“ไปละ” อวี๋จือไม่ได้หันมามอง แค่ยื่นนิ้วสองนิ้วแกว่งไปมาในอากาศ ข้างหลังของเธอคือก้อนเมฆที่สดใส

มู่โถวมองแผ่นหลังของนาง และแอบเรียกนางว่าอาจารย์ในใจ ถึงแม้นางจะไม่ยอมรับ แต่นางเป็นอาจารย์ของเขา

อวี๋จือแค่ว่างเกินไป เธอมาอยู่ที่สมัยต้าชิ่งได้ห้าเดือนแล้ว ไม่มีครอบครัว และไม่มีเพื่อน

ก็ได้ เธอมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่ต้องการครอบครัวและเพื่อน แต่เธอมีคำพูดมากมาย ที่พูดกับป้าเจียงไม่ได้ พูดกับอิงเถาไม่ได้ และยิ่งพูดกับเสี่ยเลี้ยงไม่ได้ เธอจึงต้องหาคนมาฟังเธอ

จวนอู่อันโหว

“ท่านพ่อเรียกลูกหรือขอรับ” เหวินจิ่วเซียวทำความเคารพด้วยสีหน้านิ่งเรียบ

อู่อันโหวถือดาบอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขากําลังฝึกดาบกับบุตรชายคนรองอยู่

ถึงแม้จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้วแต่อู่อันโหวก็รักษารูปร่างได้ไม่เลว เขาไม่อ้วน ตอนเป็นหนุ่มก็เป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังคงเป็นท่านลุงที่ดูดี

“ศาลาว่าการยุ่งหรือไม่”

“ไม่ค่อยเท่าไหร่ขอรับ”

“ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อาวุโส มีไมตรีต่อเพื่อนร่วมงาน แต่ก็ต้องคอยระวัง”

“ขอบพระคุณคำสอนของท่านพ่อขอรับ”

อู่อันโหว...

ลูกชายคนที่สามสอบผ่านจอหงวนตั้งแต่อายุยังน้อย ก้าวขึ้นไปรับตําแหน่งเส่าชิงแห่งศาลต้าหลี่ เป็นหน้าเป็นตาให้เขามาก

เดิมทีเขายังอยากเป็นบิดาที่เมตตาอีกสักครู่ แต่เพราะนิสัยของบุตรชายคนที่สาม ทำให้เขาเป็นต่อไปไม่ได้อีก

“ข้าจําได้ว่าเจ้ามีภาพวาดนางสนมของจิตรกรเจียงซวินในราชวงศ์ก่อน พี่รองของเจ้าต้องใช้มัน เจ้านำออกมาให้เขาเถิด”

เหวินจิ่วเซียวพูดในใจ ท่านพ่อจะจําได้อย่างไรว่าเขามีสิ่งใด พี่รองต่างหากที่จำได้ เหลือบมองพี่รองที่ยืนฝึกดาบอยู่ไม่ไกล ในสายตาของเขามีแววรู้ทัน

อู่อันโหวเห็นเขาไม่พูดอะไร คิดว่าเขาไม่ยอม จึงเอ่ยว่า “ล้วนแต่เป็นครอบครัวเดียวกัน ภาพวาดนั้นเจ้าเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ พี่รองของเจ้าต้องการใช้ เจ้าก็นำออกมาให้เขาใช้ก่อนเถิด”

เหวินจิ่วเซียว “ไม่มีแล้วขอรับ”

“ไม่มีแล้วหรือ ไม่มีแล้วได้อย่างไร” อู่อันโหวขมวดคิ้ว คิดว่าเขาไม่ยอมให้ ในใจจึงไม่พอใจ และแสดงสีหน้าออกมา

“ให้คนอื่นไปแล้วขอรับ” เหวินจิ่วเซียวยังคงสงบนิ่ง

อู่อันโหวอดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียง “ให้คนอื่นไปแล้ว? ให้ใครกัน ภาพวาดที่มีมูลค่าเช่นนั้น เจ้านำไปให้คนอื่นตามใจชอบได้เช่นไร พี่รองของเจ้าต้องใช้ประโยชน์จากมัน เจ้า...”

“ให้พี่ใหญ่ขอรับ”

“อะไรนะ ให้...” อู่อันโหวราวกับเป็ดที่ถูกบีบคอ เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ให้พี่ใหญ่เช่นนั้นหรือ เจ้าก็ไม่รีบพูด”

หึ พาลโมโหใส่เขาหรือ

เหวินจิ่วเซียวสีหน้าไม่เปลี่ยน “ขอรับ”

อู่อันโหว...

เจ้าเด็กนี่ พูดจาน่าโมโหนัก

“ห่างเหินไปนาน มาฝึกกับข้าสักครั้ง” อู่อันโหวสีหน้าเคร่งขรึม คิดว่าประเดี๋ยวจะสั่งสอนบุตรชายไม่รู้ความคนนี้

ความคิดไม่เลว แต่ความจริงสอนเขาว่าแม่ทัพที่ฝึกวรยุทธ์ในกองทัพอวี่หลินทุกวันอย่างเขา ยังสู้ขุนนางนักปราชญ์อย่างคุณชายสามไม่ได้ ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว “ไม่ฝึกแล้ว ไม่ฝึกแล้ว”

เหวินจิ่วเซียวไม่ได้เดินออกไป แต่กลับถือดาบตรงไปที่เหวินเฉิงเย่า “พี่รอง เรามาฝึกกันหน่อยเถิดขอรับ”

บอกว่าฝึกดาบ เขาคงปฏิเสธไม่ได้

เหวินเฉิงเย่าที่รู้ว่าตัวเองสู้เขาไม่ได้จึงต้องกัดฟันสู้ สุดท้าย...แน่นอนว่าต้องถูกเหวินจิ่วเซียวโจมตีอย่างน่าสังเวช

เหวินจิ่วเซียวเสียบดาบกลับเข้าไปที่ชั้นวางดาบ ไม่สนใจสีหน้าที่ซีดเซียวของบิดา แล้วเดินออกไป

เขาชินกับการใช้ดาบ ใช้ดาบไม่ค่อยเก่ง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาในการเล่นงานคุณชายรอง

เล่นงานเขาเสียบ้างก็ดีจะได้รู้จักที่ต่ำที่สูง เอาแต่ตะโกนว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่จะได้สืบทอดตำแหน่งของท่านพ่อ มีแต่ทำให้จวนต้องอับอายขายหน้า

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 20 อวี๋จือมีจิตใจเข้มแข็ง ตอนที่ 20