ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 10 ลูกจ้างที่ต่ำต้อย ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 ลูกจ้างที่ต่ำต้อย
กระเป๋าเงินดูไม่น่ายาก แต่แน่นอนว่าสําหรับอวี๋จือนั้นยากมาก
เธอจับปากกาเป็น รําดาบก็เป็น แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับงานเย็บปักถักร้อย ปวดคอไปหมด เข็มทิ่มนิ้วไปไม่รู้กี่ครั้ง แต่ตะเข็บที่เย็บออกมากลับบิดๆ เบี้ยวๆ ยังไม่ได้สัดส่วน
อวี๋จือเห็นแล้วท้อใจ อยากจะโยนทิ้งไป
แต่ก็ทําไม่ได้ งานสบายเงินเยอะแบบนี้ แถมหัวหน้ายังไม่ค่อยโผล่หน้ามา งานแบบนี้อวี๋จือรักมาก ถึงแม้อวี๋จือจะขี้เกียจ แต่เวลาทํางานเธอก็ทุ่มเท
ฝึกบ่อยๆ ก็ได้นี่นา ในฐานะลูกจ้างแล้วจำเป็นต้องมีความสามารถสักอย่างที่เอาออกมาโชว์ได้ ไม่อย่างนั้นอย่าพูดถึงเวลาว่าง เธอคงจะโดนไล่ออกแทนมากกว่า
ตอนเช้าฝึกหนึ่งชั่วยาม ตอนบ่ายฝึกอีกหนึ่งชั่วยาม ทำแบบนี้ได้สิบวัน ตะเข็บก็ดูสมส่วนและไม่โย้เย้ไปมามากนัก
อวี๋จือพอใจ ถือผ้าที่ฝึกเย็บหมุนไปมามองซ้ายมองขวา รู้สึกประสบความสําเร็จอย่างมาก
“ไม่แย่จริงๆ ข้านี่ฉลาดจริงๆ” เธอชื่นชมตัวเอง
ใช้เวลาอีกห้าวัน ในที่สุดก็ทำกระเป๋าเงินก็เสร็จสมบูรณ์ เดิมทีอยากปักกอไผ่บนผ้าสีฟ้า แต่ช่วยไม่ได้เพราะเธอไร้ความสามารถ จึงต้องหาวิธีอื่น วาดเอาแล้วกัน อวี๋จือวาดภาพได้ไม่แย่
นำแผนผังแปดทิศตรงลานบ้านมาวาดลงบนกระเป๋าเงินก็ดูใช้ได้นะ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เขียนตัวอักษรสองสามตัว คุณชายสามไม่ค่อยยิ้ม อย่างนั้นก็ขอให้เขา “ยิ้มแย้มแจ่มใส”
แผนผังแปดทิศมีแค่สีดํากับสีขาว เด็กสองสามขวบยังระบายได้ ลวดลายเรียบง่ายแบบนี้ทำให้ไม่เห็นถึงฝีมือการวาดภาพของอวี๋จือ
ในฐานะลูกจ้าง ทำงานเสร็จตามเวลาที่หัวหน้ากำหนดก็พอแล้ว หากจะให้ส่งงานที่มีคุณภาพ? แล้วจะมีเวลาว่างพัฒนาตัวเองได้เหรอ
ถ้าครั้งนี้ส่งงานที่มีคุณภาพ ครั้งต่อไปก็ต้องส่งงานที่มีคุณภาพอีก เมื่อหัวหน้าเคยชินกับงานที่มีคุณภาพของเธอแล้ว เกิดถ้าเธอทำได้ไม่ดีขึ้นมาแล้วหัวหน้าจะคิดยังไงล่ะ ก็คิดว่าเธอไม่ตั้งใจน่ะสิ ไม่ทำให้ดีที่สุด ไม่มีความสามารถแล้ว? หากคืนให้กลับมาทำใหม่อีกเธอก็ต้องทำโอที? ทำโอทีแล้วผมก็จะร่วง? ผมร่วงทำให้เธอหาแฟนไม่ได้? เธอกำลังหาปัญหาให้ตัวเองชัดๆ
ตรงกันข้าม ถ้าเธอทำงานที่หัวหน้ามอบหมายตามมาตรฐานพอดีๆ และมีบางครั้งทำได้ถึงแปดจากสิบส่วน หัวหน้าก็จะชื่นชมเธอด้วยความดีใจ คิดว่าเธอก้าวหน้าขึ้น ถึงแม้ต่อไปเธอจะกลับมาทำได้เท่ามาตรฐานอีกครั้ง เขาก็จะคิดว่าเธอเป็นพนักงานที่มีความก้าวหน้า
ดังนั้น เธอไม่มีทางทำโอที ชาตินี้ไม่มีทางทำโอทีแน่นอน อย่างนั้นแล้วก็ต้องอย่าให้หัวหน้าคาดหวังกับเธอมากเกินไป
“แม่นางเจ้าคะ ทำไมบ่าวว่ามันแปลกๆ” อิงเถาหยิบกระเป๋าเงินมาดู นางไม่เคยเห็นกระเป๋าเงินที่แปลกเช่นนี้มาก่อน
“แปลกตรงไหน มันไม่เหมือนใครต่างหาก” อวี๋จือคิดว่ามันดีมาก คุณชายสามเป็นใคร ในตระกูลมีคนมีฝีมือปักตั้งหลายคนคอยทำกระเป๋าเงินให้เขา ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็เทียบพวกนางไม่ได้ ถ้าอยากสร้างความประทับใจให้เขาก็เหลือแค่ความเป็นเอกลักษณ์
ไม่เหมือนใครก็จริง แต่ทําไมนางถึงรู้สึกว่ามันไม่สวย “แม่นาง ให้บ่าวถักให้แม่นางดีกว่าเจ้าค่ะ วาดแบบนี้ซักครั้งเดียวก็ไม่เหลือแล้ว”
“เด็กซื่อบื้อ เจ้าคิดว่าข้าทำกระเป๋าเงินใบนี้ให้คุณชายสามใช้เช่นนั้นหรือ” อวี๋จือหยิกใบหน้ากลมๆ ของอิงเถา “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” อวี๋จือส่ายนิ้วไปมาอย่างมีเลศนัย “ข้าทำให้คุณชายสามดูต่างหาก”
คุณชายสามขาดแคลนกระเป๋าเงินเหรอ ไม่มีทางขาดแคลน รูปแบบต่างๆ นานา ทั้งด้ายทองด้ายเงิน เขาใช้ทุกวันก็ยังใช้ไม่หมด จะสนใจกระเป๋าเงินที่เธอทำได้ยังไง แค่ดูก็ถือว่าไว้หน้าเธอมากแล้ว ยังคิดว่าเขาจะเอาไปใช้อีก เพ้อเจ้อ
ดูหรือเจ้าคะ อิงเถาไม่เข้าใจ แต่ช่างเถิด แม่นางเข้าใจก็พอ นางจึงทำตามที่แม่นางบอก
จวนอู่อันโหว
สาวใช้กำลังรับใช้หวังซื่อ โหวฮูหยินล้างหน้าล้างตา ป้าหวัง ผู้ติดตามของนางเดินเข้ามากระซิบข้างหูสองสามคําประโยค
“ไม่สบายหรือ” โหวฮูหยินขมวดคิ้ว “เมื่อวานสะใภ้รองยังสบายดีอยู่ไม่ใช่หรือ”
ป้าหวังชะงักไป จากนั้นจึงเอ่ยเบาๆ “เจินจู สาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อยรองท้องเจ้าค่ะ เมื่อวานฮูหยินน้อยรองลงโทษให้นางคุกเข่าทั้งวัน ถึงยามเที่ยงแม้แต่ข้าวก็ไม่ให้กิน ยามดึกจึงแท้งเจ้าค่ะ
คุณชายรองเลยทะเลาะกับฮูหยินน้อยรอง ได้ยินว่าถึงกับลงไม้ลงมือ คุณชายรองมีบาดแผลบนใบหน้า นางคนนั้นก็ไปดู แต่ฮูหยินน้อยรองโมโหและเอ่ยวาจาไม่น่าฟัง ทําให้นางคนนั้นโมโหจนเกือบจะเป็นลมเจ้าค่ะ”
เหวินเฉิงเย่า คุณชายรองเป็นลูกอนุภรรยา แต่กลับเป็นบุตรชายคนโปรดของท่านโหว นางคนนั้นที่พูดถึงก็คืออี๋เหนียงของท่านโหว สกุลติง หน้าตาดีทั้งยังเต็มมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แน่นอนว่าท่านโหวต้องชื่นชอบนางมากกว่าโหวฮูหยินที่หน้าตาธรรมดา
เพราะคุณชายรองเป็นบุตรชายคนโปรด เขาจึงได้แต่งงานกับภรรยาที่ดี ซูซื่อ ลูกสาวภรรยาเอกของนายพล ขุนนางระดับสามของกองทัพทหารต้องห้าม
กองทัพทหารต้องห้าม เมื่อเห็นชื่อก็คิดโยงไปถึงความหมาย คือกองทัพทหารต้องห้ามของฮ่องเต้ คอยดูแลพระราชวัง และปกป้องฮ่องเต้อย่างใกล้ชิด
เป็นนายพลระดับสาม ฝ่าบาทยังต้องไว้หน้า บุตรของเขาแต่งงานกับองค์ชายในราชวงศ์ยังได้ แต่กลับมาแต่งงานกับลูกอนุภรรยาจวนท่านโหว เห็นได้ชัดว่าอู่อันโหวพยายามมากแค่ไหน
เหวินเฉิงเย่าสองสามีภรรยามีบุตรีคนเดียว ซูซื่อยังไม่ได้คลอดลูกชายคนแรก จะปล่อยให้สาวใช้ท้องได้อย่างไร สกุลเดิมของซูซื่อมีอำนาจทั้งยังเป็นลูกภรรยาเอก แน่นอนว่านางจึงเย่อหยิ่ง ตั้งแต่แต่งงานเข้ามาก็ไม่พอใจติงอี๋เหนียง
ส่วนติงอี๋เหนียง ได้รับความโปรดปรานจากท่านโหวมายี่สิบปี ตอนที่นางมีอำนาจแม้แต่โหวฮูหยินยังต้องถอยให้นาง แน่นอนว่านางไม่มีทางยอมให้ลูกชายตัวเองถูกซูซื่อควบคุม
จะว่าไปแล้ว การที่เจินจูท้องก็เป็นผลมาจากการต่อสู้กันของแม่สามีกับลูกสะใภ้คู่นี้ คนหนึ่งอยากให้ลูกชายมีอี๋เหนียงเพื่อขัดขวางลูกสะใภ้ แต่อีกคนหนึ่งไม่ยอม สุดท้ายซูซื่อก็เหนือกว่า สงสารก็แต่แพะรับบาปอย่างเจินจู
บาปกรรม!
โหวฮูหยินเข้าใจในทันที นางไม่มีทางป่วย ก็แค่รู้สึกอับอายขายขี้หน้าและหลบหน้าอยู่ในเรือน
“ควรให้ท่านโหวได้เห็นลูกชายคนโปรดของเขาเสียจริง” สายตาโหวฮูหยินมีแววเสียดสี
ผู้ชายคนหนึ่งลงไม้ลงมือกับภรรยาตัวเองไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ล้วนแต่ไม่เหมาะสม ถึงแม้วิธีของซูซื่อจะโหดร้ายไปหน่อย แต่นางทำถูกแล้ว ลูกภรรยาเอกยังไม่คลอด จะให้ลูกอนุภรรยาคลอดก่อนได้เช่นไร ไม่ถูกต้อง!
“คนเหล่านั้นโง่เขลา คุณชายรองจะเทียบกับท่านซื่อจื่อและคุณชายสามของเราได้เช่นไรเจ้าคะ ท่านซื่อจื่ออ่อนน้อมถ่อมตน แม้แต่ใต้เท้าไท่ฟู่ยังชื่นชมเขา หากท่านซื่อจื่อหายดีแล้ว ต้องเป็นหน้าเป็นตาให้ท่านแน่นอนเจ้าค่ะ”
สมแล้วที่ป้าหวังเป็นคนสนิทของโหวฮูหยิน รู้จักนางดีที่สุด ท่านซื่อจื่อเกิดก่อนกำหนด ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก กินยาเยอะกว่าข้าวเสียอีก โหวฮูหยินเป็นห่วงท่านซื่อจื่อมากที่สุด
“ขอให้เป็นเช่นนั้น” โหวฮูหยินยิ้มมุมปาก แล้วกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “เป็นหน้าเป็นตาหรือไม่ไม่สําคัญ ข้าหวังให้เขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีชีวิตที่สงบสุขและรีบมีหลานชายให้ข้าไวๆ”
พอนึกถึงเรื่องที่บุตรชายคนโตแต่งงานมาหกปีแล้วยังไม่มีลูก โหวฮูหยินก็เป็นกังวล บุตรชายคนโตเป็นคนอ่อนไหวคิดมาก ร่างกายก็อ่อนแอ แค่ตากลมนิดหน่อยก็นอนป่วยบนเตียงได้เป็นเดือน นางไม่เพียงแต่พูดอะไรแรงๆ กับเขาไม่ได้ แม้แต่อนุภรรยาก็ยังไม่กล้าหาให้เขา กลัวร่างกายของเขาไม่ไหว
“พรุ่งนี้วันขึ้นสิบห้าค่ำ ป้าหวัง พรุ่งนี้เจ้าไปบริจาคเงินค่าน้ำมันหอมสองร้อยตำลึงให้กับวัด อธิษฐานให้ท่านซื่อจื่อ”
“เจ้าค่ะ บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ” ป้าหวังตอบรับ
โหวฮูหยินจับมือนางเดินออกไปข้างนอก นึกถึงลูกชายอีกคนของตัวเอง “เมื่อวานคุณชายสามกลับมาหรือยัง”
“บ่าวไม่ทราบ บ่าวจะให้คนไปถามเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
โหวฮูหยินพยักหน้าเบาๆ “หาสาวใช้ฉลาดๆ คนหนึ่งไปถามที่ลานด้านนอกสักหน่อยว่าช่วงนี้คุณชายสามยุ่งอยู่กับสิ่งใด”
ห่วงเรื่องทายาทของบุตรชายคนโต แล้วยังต้องห่วงเรื่องแต่งงานของบุตรชายคนนี้
บุตรชายคนนี้ของนางเหมือนท่านโหวมากกว่านาง หน้าตาดีมีความสามารถ แล้วยังรู้หนังสือ สอบผ่านจอหงวนตั้งแต่เด็ก ตอนนี้รับตำแหน่งเส่าชิงแห่งศาลต้าหลี่ ถึงแม้จวนอู่อันโหวจะเป็นตระกูลขุนนางทหาร แต่ท่านโหวก็ให้ความสําคัญกับลูกชายคนนี้มาก
ตามหลักแล้วเรื่องแต่งงานของบุตรชายคนที่สามไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง แม้ในเมืองหลวงจะมีตระกูลที่ถูกใจคุณชายสามตั้งมากมายก็จริง จะแย่ก็ตรงที่เขาโดดเด่นเกินไปจนดึงดูดความสนใจขององค์หญิงอันเล่อ
องค์หญิงอันเล่อคือธิดาของพระสนมกุ้ยเฟย พี่ชายคือองค์ชายใหญ่ มีอำนาจพอๆ กับองค์รัชทายาท โอรสของฮองเฮา
บุตรชายคนโตร่างกายอ่อนแอ ฝากความหวังไว้ไม่ได้ จวนอู่อันโหวจึงฝากความหวังไว้กับคุณชายสาม จะให้เขาแต่งงานกับองค์หญิงได้เช่นไร
แล้วอีกอย่างหากคุณชายสามแต่งงานกับองค์หญิงก็แสดงว่าต้องกลายเป็นคนขององค์ชายใหญ่ ฝ่าบาทยังหนุ่มยังแน่น จวนอู่อันโหวไม่อยากเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของเหล่าองค์ชาย
ถึงแม้จะขอร้องให้ภิกษุชั้นผู้ใหญ่วัดฮู่กั๋วช่วยพูดให้ อ้างว่าดวงของเขาแข็งเกินไป ไม่ควรแต่งงานเร็ว แต่องค์หญิงอันเล่อไม่แต่งงาน คุณชายสามก็จะแต่งงานไม่ได้ ไปๆ มาๆ จึงล่าช้า คุณชายสามอายุสิบเก้าปีแล้ว คนเป็นแม่อย่างนางย่อมร้อนใจ