ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 11 เพื่อนบ้านที่น่ารําคาญ ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 เพื่อนบ้านที่น่ารําคาญ
ป้าเจียงเห็นอวี๋จือเย็บกระเป๋าเงินให้คุณชายสามก็รู้สึกปลื้มใจมาก “แม่นางทำถูกแล้วเจ้าค่ะ”
สตรีควรมีบุรุษปกป้อง คุณชายสามเป็นคุณชายจวนโหว เขาเคยเห็นสตรีหน้าตางดงามมามากมาย หากแม่นางไม่ใช้ใจ คุณชายสามถูกนางจิ้งจอกคนอื่นคว้าไปจะทำเช่นไร
โชคดีที่อวี๋จือไม่รู้ว่าป้าเจียงคิดอะไร ไม่อย่างนั้นเธอคงยิ้มหยัน
“เสี่ยวชุ่ย คารวะข้าเร็ว บอกว่าข้าสวยจังเลย” อวี๋จือถือเมล็ดแตงโมพลางแหย่นกแก้วในกรง
นกแก้วตัวนี้ป้าเจียงซื้อมาให้อวี๋จือเล่นเพราะกลัวนางจะเบื่อ ตอนที่ซื้อมามันมีแผลตรงปีก ท่าทางอ่อนแอ เลี้ยงตั้งครึ่งเดือนกว่าจะดีขึ้น
เพราะมันบาดเจ็บ คนขายนกกลัวมันตาย เห็นว่ามีคนมาถามราคา จึงเสนอราคาไม่แพงและขายให้นาง ไม่อย่างนั้นป้าเจียงคงไม่มีทางซื้อ
ก็ได้ ที่จริงแล้วป้าเจียงคิดว่า ราวกับได้มาเปล่าๆ ต่อให้ตายก็ยังได้กินเนื้อ ไม่ขาดทุน!
อวี๋จือนึกสงสารตัวเอง อยากกินเนื้อยังต้องอุดรูรั่วบนหลังคา[footnoteRef:1]ก่อน นี่เธอมาถึงขึ้นนี้แล้วเหรอ [1: อุดรูรั่วบนหลังคา ในบริบทนี้หมายถึง ใช้เปรียบเทียบกับความทุกข์ยาก หมายถึงต้องรักษานกก่อน และถ้านกไม่ตายก็ไม่ได้กิน ]
หลังจากแผลหายดี ปรากฏว่านกแก้วตัวนี้สวยมาก ถือว่าอุดรูรั่วบนหลังคาได้ไม่เลว เพราะขนของมันเป็นสีเขียวมรกต อวี๋จือจึงตั้งชื่อมันว่าเสี่ยวชุ่ย
เสี่ยวชุ่ยมองเมล็ดแตงโมในมือของอวี๋จือ แต่ไม่พูดอะไรสักคํา
อวี๋จือก็ไม่สนใจ โยนเมล็ดแตงโมเข้าปากตัวเอง “เจ้านะเจ้า เป็นนกแก้วแต่ไม่ยอมพูด แล้วยังอยากกินของดีหรือ เจ้าโชคดีที่เจอข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าลองเปลี่ยนเจ้าของดูสิ คงถูกจับถอนขนไปนานแล้ว”
อวี๋จือบ่นพลางแทะเมล็ดแตงโม น่าเบื่อจริงๆ บ่นเสร็จก็โยนเมล็ดแตงโมที่ติดเปลือกให้มัน “เก่งนักก็แทะเอง” เธอตบก้นแล้วเดินออกไป
แม้แต่นกก็รังแก สตรีผู้นี้ร้ายจริงๆ
“อิงเถา ออกไปข้างนอกกันเถอะ” อวี๋จือตะโกน
“เจ้าค่ะ มาแล้วเจ้าค่ะ!” อิงเถาตอบรับ และถือร่มกระดาษน้ำมันวิ่งมาด้วยสีหน้ายินดี “แม่นาง วันนี้จะไปเที่ยวไหนเจ้าคะ”
“ไปตัดเสื้อก่อน จากนั้นก็ไปฟังนิทานที่โรงน้ำชา ยามเที่ยงข้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อย”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ!” อิงเถาดีใจ
นางยังเด็ก ถึงแม้จะมีป้าเจียงคอยสั่งสอน แต่เมื่ออวี๋จือพานางออกไปเที่ยวข้างนอกหลายๆ ครั้งเข้า นางก็กลับมากระโดกกระเดกเหมือนเดิม
“ป้าหลี่ ข้าตกใจหมดเลย” เมื่ออิงเถาเปิดประตูบ้าน ก็มีคนยืนอยู่หน้าประตู และเกือบจะชนกับอิงเถา “ป้าหลี่มีเรื่องอะไรก็เคาะประตูสิ กลางวันแสกๆ มายืนทำอะไรหน้าประตู ตกใจหมด”
ไม่แปลกที่อิงเถาจะโมโห ป้าหลี่คนนี้อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นแม่ม่าย และเป็นคนที่ยากจะอธิบายได้ด้วยคำคำเดียว
ตั้งแต่อวี๋จือมาอยู่ที่นี่ นางก็มักจะมายืมของที่บ้านทุกๆ สามวันห้าวัน ต้นหอมหนึ่งต้น เกลือหนึ่งช้อน แม้แต่เข็มก็ยืม ที่สําคัญคือยืมแล้วไม่คืน เอาเปรียบคนอื่นตลอด
ตอนแรกป้าเจียงไม่รู้ธาตุแท้ของนางจึงให้ยืมอย่างใจกว้าง ต่อมาบังเอิญเห็นนางนินทาอวี๋จือกับคนอื่น ก็โมโหจนทะเลาะกับนาง และไม่ให้นางยืมของอีกเลย
ป้าหลี่จึงคิดแค้น ยิ่งเห็นสตรีตัวคนเดียวอย่างอวี๋จือดูแลคนรับใช้สองคน แม้จะไม่มีผู้ชายสักคนแต่ก็มีชีวิตที่ดีได้นางย่อมอิจฉา ไม่เพียงแต่นินทาอวี๋จือไปทั่ว ทั้งยังชอบปีนกําแพงมองเข้ามาในเรือนบ่อยๆ ป้าเจียงทะเลาะกับนางเพราะเรื่องนี้ตั้งหลายครั้ง
นางมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน สอนลูกสาวทํางานเย็บปักถักร้อย ซักเสื้อผ้าให้คนอื่น หาเงินให้ลูกชายเรียนหนังสือ
“เอ๋ แม่นางอวี๋จะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ” ป้าหลี่ยิ้ม ทำท่าทีเหมือนสนิทสนมกัน “แม่นางอวี๋สวมผ้าไหมหางโจวหรือ ได้ยินว่าแพงมาก ข้าจึงอยากมาดู”
นางเอ่ยจบก็ยื่นมือออกมาจับ อิงเถารีบเข้าไปห้าม “พูดก็พูดดีๆ ไม่ต้องจับ ทำพังแล้วใครจะรับผิดชอบ”
สีหน้าของป้าหลี่เปลี่ยนไปทันที “ผลักอะไรยัยสาวใช้ ไม่มีมารยาท ข้าไม่ได้พูดกับเจ้า”
“เจ้า?” อิงเถาโมโห นางแค่ห้าม ผลักอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ จะโกหกทั้งทีก็ทำให้มันเนียนหน่อยเถอะ
ป้าหลี่ยังอยากขยับเข้าไปใกล้อวี๋จือ อวี๋จือไม่มองหน้านางแม้แต่น้อย “อิงเถา ปิดประตูให้ดี อย่าให้แมวหรือหมามุดเข้าไปขโมยของ”
คนแบบนี้ ถ้าอยู่ในโลกฝึกตน อวี๋จือคงตบกระเด็นไปนานแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่อยากสนใจนาง แล้วยังทำอะไรนางไม่ได้ สตรีปากคอเราะร้ายแบบนี้ ไม่ว่าจะทะเลาะแพ้หรือชนะก็ไม่มีความหมาย ต้องหาโอกาสจัดการให้หนัก ให้นางไม่กล้าเข้ามาใกล้อีก
อิงเถาหัวเราะ จงใจตะโกนเสียงดัง “เจ้าค่ะ บ่าวจะปิดประตูอย่างดี แมวหมาบางตัวน่ารำคาญจริงๆ ชอบมาขโมยของ” นางเบิกตาใส่อีกฝ่ายและเดินตามอวี๋จือไป
“ถุ้ย!” ป้าหลี่ถ่มน้ำลายตามหลังอวี๋จืออย่างแรง สายตาชั่วร้ายหรี่มองมาพลางสาปแช่ง “เจ้าต่างหากที่เป็นแมวเป็นหมา เจ้าต่างหากที่เป็นหัวขโมย ดูท่าทางสิ ไม่ใช่คนซื่อสัตย์อะไร”
นางอยากวิ่งเข้าไปดึงผมอวี๋จือมาตบสักทีสองที แต่เมื่อนึกถึงคุณชายท่าทีสง่างามที่เดินออกมาจากบ้านเมื่อเดือนก่อนนางก็ไม่กล้า จึงต้องกลับบ้านไปอย่างไม่พอใจ
ลูกสาวของป้าหลี่ชื่ออิงจือ นางเอ่ยอย่างเอือมระอา “แม่ แม่นางอวี๋ไม่ได้ทำอะไรแม่สักหน่อย แม่จะด่านางทำไม”
ป้าหลี่เหลือบตามอง “ใครบอกว่าไม่ได้ทําอะไรข้า ยัยคนนั้น ท่าทางเย่อหยิ่งเพียงนั้น หน้าตาราวกับนางจิ้งจอก ไม่ใช่แม่นางที่ดีหรอก เป็นสตรีแต่ไม่จับเข็มจับด้าย เอาแต่อ่านนิยายทั้งวัน ขี้เกียจเช่นนี้ เหมือนสตรีดีๆ เช่นนั้นหรือ”
“นางเกิดในตระกูลปัญญาชน บ้านก็มีสาวใช้ ไม่จำเป็นต้องทำงานเอง” ใครจะลําบากเหมือนตนเล่า ทํางานทุกวันไม่ได้หยุดหย่อน
“ตระกูลปัญญาชนอะไร ไม่รู้ว่าถูกใครเลี้ยงไว้ข้างนอกเสียมากกว่า” ป้าหลี่ไม่ถูกชะตากับอวี๋จือเอาซะเลย
อิงจือตกใจ “แม่ อย่าพูดจาเหลวไหล หากป้าเจียงได้ยินเข้าประเดี๋ยวนางก็มาฆ่าท่านหรอก แม่นางอวี๋กำพร้าก็น่าสงสารมากพอแล้ว ท่านอย่าแต่งเรื่องเหลวไหลใส่ร้ายนางเลย”
ป้าหลี่นึกถึงป้าน่ารังเกียจที่ดึงผมของนางหลุดไปเป็นกำขึ้นมาก็ไม่พอใจ “ข้าไม่ได้พูดเหลวไหล บอกว่ามาหาญาติ แต่มีใครเคยเห็นญาติของนางบ้าง โตขนาดนี้แล้ว แต่กลับอาศัยอยู่ข้างนอกตามลำพัง วันก่อนข้ายังเคยเห็นคุณชายคนหนึ่งออกมาจากบ้านของนาง ท่วงท่าสง่างาม แค่ดูก็รู้ว่าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ตระกูลโต ต่อมาบ่าวรับใช้ของเขาก็กลับมาอีกครั้ง... “
ป้าหลี่ยิ่งพูดก็ยิ่งคิดว่าตัวเองคิดถูก “...ถูกเลี้ยงไว้ข้างนอกแน่นอน”
อิงจืออยากจะปิดปากแม่ตัวเอง “บางทีเขาอาจจะเป็นญาติของแม่นางอวี๋ก็ได้ แม่ หากแม่นางอวี๋ถูก... ท่านบอกว่าคุณชายคนนั้นสง่างามมากไม่ใช่หรือ นางคงไม่จำเป็นต้องขายขนมเซียงปิ่งราดซอส แม่ ชื่อเสียงของสตรีน่ะเป็นสิ่งสําคัญที่สุด ถือว่าทำเพื่อพี่ชาย ท่านไม่ควรพูดจาเหลวไหล”
ได้ยินลูกสาวพูดถึงลูกชาย ป้าหลี่จึงเงียบ แต่นางก็ยังโมโห “เจ้านะเจ้า เจ้าเป็นลูกของข้าหรือลูกของนางกันแน่ เห็นขี้ดีกว่าไส้ รำคาญแม่ตัวเองเช่นนั้นหรือ ไม่มีข้าแล้วจะมีเจ้าได้เช่นไร...”
อิงจือจับหน้าผากที่ถูกจิ้มจนชาไปหมด คิดในใจ รีบให้นางแต่งงานออกเรือนได้แล้ว แต่งออกไปให้ไกลๆ เหมือนพี่สาวตัวเอง จะได้ไม่ต้องกลับมาอีก
แต่นางรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริง พี่ชายเรียนหนังสือ ยังไม่ได้แต่งงาน ที่บ้านยังต้องเก็บนางเอาไว้ใช้งาน จะยอมให้แต่งงานออกเรือนไปได้เช่นไร
ป้าหลี่กำลังด่าลูกสาวตัวเอง จ้าวโหย่วจื้อ ลูกชายของนางก็กลับมา นางรีบทิ้งลูกสาวแล้ววิ่งเข้าไปหาลูกชาย ยิ้มอย่างเมตตาและอ่อนโยน “โหย่วจื้อกลับมาแล้วหรือ เหนื่อยหรือไม่ หิวหรือไม่ อิงจือ นิ่งอยู่ทำไม ไม่รู้จักไปหาอะไรมาให้พี่ชายเจ้ากิน”
จ้าวโหย่วจื้อสวมชุดบัณฑิตสีฟ้าขาว และสวมผ้าโพกหัวสีพื้น “อิงจือไม่เป็นไร ข้าแค่กลับมาเอาของ เอ่อใช่ แม่ เมื่อครู่พวกท่านเอ่ยเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงโหวกเหวกเช่นนี้”
ป้าหลี่ดวงตาหลุบต่ำลงอีกครั้ง “คนที่อยู่ข้างบ้านเรานะสิ โหย่วจื้อ แม่จะเล่าให้ฟัง สตรีที่อาศัยอยู่ข้างบ้านเราไม่ใช่สตรีที่ดี เจ้ายังต้องสอบบัณฑิต อยู่ให้ห่างนางเอาไว้ล่ะ” นางนั่นหน้าตาเช่นนั้น ต้องอย่าให้นางมาชักนำลูกชายตัวเอง
แม่นางอวี๋หรือ ในหัวของจ้าวโหย่วจื้อมีภาพใบหน้างดงามโผล่ขึ้นมา พลันสายตาก็เป็นประกาย