Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ

Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 056 ตอนที่ 56

#56Chapter 056

ตอนที่ 56: หอยุทธภัณฑ์

เวลาผ่านไปสองเดือน

ในช่วงสองเดือนมานี้ ฉินเลี่ยอยู่แต่ภายในโรงเตี๊ยม เขาทุ่มพลังทั้งหมดไปกับการสลักผังการรวบรวมวิญญาณจนไม่สนใจเรื่องเวลา

การฝึกฝนสองช่วงเดือนมานี้ ในบรรดาแผ่นวิญญาณยี่สิบสี่แผ่น มีสิบห้าแผ่นที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีเก้าแผ่นเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการสลักผังการรวบรวมวิญญาณ

“เสียแผ่นวิญญาณไปสิบห้าแผ่น ดูท่าจะยังห่างไกลจากความเชี่ยวชาญเยอะเลยสินะ” ภายในห้อง ฉินเลี่ยขมวดคิ้วก่อนจะมองออกไปที่หน้าต่าง เขาครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ “ไม่เหลือแผ่นวิญญาณที่สามารถใช้งานได้แล้ว แต่ถ้าหากเข้าไปยังหอเมฆดารา ก็คงไม่สามารถถอยกลับมาได้อีก…”

ด้านนอกหน้าต่าง ผู้ฝึกฝนหลากหลายระดับเดินไปมาเป็นจำนวนมาก พวกเขาล้วนมุ่งหน้าไปยังถนนการค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเหนือและเมืองใต้

จากห้องที่เขาอาศัยอยู่นั้นสามารถมองเห็นร้านค้าบนถนนการค้าที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำได้ ผู้ฝึกวรยุทธ์จากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายและผู้ฝึกวรยุทธ์จากหอเมฆดาราเองก็มุ่งหน้าไปยังถนนการค้า

เมื่อมองให้ดี ๆ เขาสามารถมองเห็นผู้ฝึกวรยุทธ์จากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายและผู้ฝึกวรยุทธ์จากหอเมฆดารากำลังโต้คารมพลางจ้องเขม็งกันอยู่

แต่ว่า พวกเขาทุกคนต้องยึดถือกฎ จึงทำได้เพียงใช้อารมณ์ยั่วยุอีกฝ่าย ไม่กล้าต่อสู้กันบนถนนการค้า

ฉินเลี่ยสังเกตเหตุการณ์ที่นอกหน้าต่างพักหนึ่ง เขาลูบคางพลางครุ่นคิดถึงวิธีที่จะได้แผ่นวิญญาณมาเพิ่มเพื่อทำการฝึกฝนการสลักผังการรวบรวมวิญญาณ

ก่อนที่เขาจะจากเมืองหลิง เขามอบยาวิญญาณและหินวิญญาณทั้งหมดให้หลิงเฟิงและพวกที่เหลือ ที่อยู่กับเขาตอนนี้มีเพียงรูปแกะสลักไม้และตราเมฆดาราที่มีค่ามหาศาลเท่านั้น อีกด้าน คริสตัลอัคคีก็แค่วัตถุดิบธรรมดาที่ไม่มีค่าอะไร เว้นแต่ในอนาคตเขาต้องการใช้มันเป็นแหล่งเชื้อเพลิงในการหลอมอุปกรณ์ ดังนั้น พวกมันจึงไม่อาจเอาไปแลกกับแผ่นวิญญาณได้

นิ้วของเขาเคาะบนรูปแกะสลักไม้ เขามองแผ่นวิญญาณเก้าแผ่นที่ถูกสลักผังการรวบรวมวิญญาณลงไป หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง จู่ ๆ ก็เกิดความคิดขึ้นมา แผ่นวิญญาณที่สลักผังการรวบรวมวิญญาณลงไปสามารถนำไปขายเพื่อซื้อแผ่นเปล่ามาได้มากกว่าหนึ่งแผ่นหรือเปล่า?

ความคิดนี้ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาอาจจะต้องพึ่งโชคเพื่อดูว่ามีร้านไหนบนถนนการค้าที่จะยอมรับซื้อของเหล่านี้บ้าง

เขาเดินลงบันได หลังจากเดินข้ามแม่น้ำด้วยสะพานหิน ก็มาถึงถนนการค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองทั้งสอง เขามองดูความวุ่นวายบนถนนสายนี้ ผู้คนมากมายไม่สวมใส่ชุดพิเศษของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายก็เป็นชุดพิเศษของหอเมฆดารา ยังมีผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ไม่ได้รับการจัดสรรจำนวนหนึ่งเหมือนกับเขาสวมใส่ชุดลำลองปะปนกันไป

ทั้งสองฝั่งของถนนการค้าเต็มไปด้วยร้านค้าจำนวนมาก แต่ละร้านขายสินค้าแตกต่างกัน มีทั้งยาวิญญาณ สมุนไพรวิญญาณ หญ้าวิญญาณ รวมถึงศาสตร์วิชาการฝึกฝนในระดับต่าง ๆ จำนวนมากอีกด้วย

ใจกลางของถนนการค้าคืออาคารไม้งดงามห้าชั้นขนาดใหญ่ ที่ประตู ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันเข้าออกไปมา

ผู้ฝึกวรยุทธ์ระดับสูงกว่าส่วนใหญ่มักจะเข้ามาที่ร้านนี้ เป้าหมายที่แท้จริงในการมายังถนนการค้าก็เพื่อมาร้านที่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว

“หอยุทธภัณฑ์…”

แม้มองจากที่ไกล ฉินเลี่ยก็สามารถมองเห็นแสงสะท้อนจากป้ายหน้าร้านอันเจิดจ้าได้ เขาไม่รู้ว่าป้ายดังกล่าวตั้งอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่อง ตัวอักษรสองตัว “หอยุทธภัณฑ์” ส่องสว่าง มันช่วยดึงดูดความสนใจแก่ผู้คนจำนวนมาก

ที่ด้านหน้า มีผู้ฝึกวรยุทธ์ของหอเมฆดาราและผู้ฝึกวรยุทธ์ของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายได้มุ่งหน้าสู่หอยุทธภัณฑ์ ดังนั้น ฉินเลี่ยจึงเดินตามเข้าไปด้วย

เมื่อมาถึงทางเข้าหลักของร้าน เขาเงยหน้าขึ้นจนพบกับป้ายร้านอีกครั้ง เขาประหลาดใจจนต้องมองตัวอักษรสองตัว “หอยุทธภัณฑ์” อย่างใกล้ ๆ

ดูเหมือนแสงระยิบระยับมีไว้เพื่อดึงดูดผู้คนเท่านั้น เมื่อผู้คนออกมา พวกเขาต่างไม่เหลือความสดใสก่อนหน้านี้อีกเลย

จากรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านี้ มันก็เห็นชัดแล้วว่าหอยุทธภัณฑ์ไม่ธรรมดา ฉินเลี่ยพยักหน้าอยู่ในใจก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับผู้คน

ชั้นแรกของหอกว้างใหญ่ไพศาล ด้านข้างกำแพงของชั้นนี้เต็มไปด้วยตู้กระจกงดงาม ภายในตู้กระจกมีอุปกรณ์วิญญาณงดงามและละเอียดอ่อนอยู่จำนวนมาก มีทั้งดาบระยิบระยับ หอกทองคำ แหวนหลากสีสันและค้อนที่มีแสงเปล่งปลั่ง… เรียกได้ว่ามีอุปกรณ์วิญญาณอย่างต่ำก็สิบชิ้น

ผู้ฝึกวรยุทธ์ผู้มาที่หอยุทธภัณฑ์ต่างมารวมตัวอยู่หน้าตู้กระจกที่แสดงอุปกรณ์วิญญาณ พวกเขาต่างถามคนขายทั้งเรื่องรายละเอียด การทำงานของอุปกรณ์ที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ราคาและระดับของมัน

“…ระดับสามัญขั้นที่สาม ระดับสามัญขั้นที่สี่ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับนี้ แต่ว่า ทุกคนที่อยู่ที่นี่คงไม่ตกอกตกใจอะไรหรอก ที่นี่ไม่เหมือนกับร้านอื่นที่ขายเพียงยาวิญญาณและวัตถุดิบวิญญาณ หอยุทธภัณฑ์ขายอุปกรณ์วิญญาณที่ชั้นแรกซึ่งก็คือที่นี่ พวกเขาสามารถซื้อสินค้าได้จากตรงนี้”

ฉินเลี่ยสังเกตการณ์เงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง เขาให้ความสนใจกับบทสนทนาที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพียงไม่นาน เขาก็เข้าใจว่าที่นี่มีการจัดการอย่างไร

ชั้นแรกของหอยุทธภัณฑ์จะขายเพียงอุปกรณ์วิญญาณระดับสามัญขั้นที่สี่ลงไปเท่านั้น ชั้นที่สองจะขายอุปกรณ์วิญญาณระดับสามัญขั้นที่ห้า ชั้นที่สามขายอุปกรณ์วิญญาณระดับสามัญขั้นที่หกและชั้นที่สี่ขายอุปกรณ์วิญญาณระดับสามัญขั้นที่เจ็ด ส่วนชั้นที่ห้า… แม้แต่อุปกรณ์วิญญาณระดับลึกล้ำก็ยังมีขาย!

แต่ว่า ตั้งแต่ชั้นที่สองขึ้นไป การจะขึ้นไปได้นั้นต้องผ่านเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ก่อน พวกเขาจะต้องอยู่ในพลังระดับก่อเกิดหรือไม่ก็จ่ายหินวิญญาณเพื่อเป็นหลักประกันแก่หอยุทธภัณฑ์ว่าพวกเขารวยมากพอที่จะสามารถจับจ่ายอุปกรณ์ระดับนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่อาจเสียเวลาอยู่ในหอยุทธภัณฑ์ได้นานนัก

เมื่อมองดูอย่างละเอียด เขาพบว่าคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ชั้นแรกเท่านั้น พวกเขาเดินดูอุปกรณ์วิญญาณระดับสามัญขั้นที่สามและสี่พลางถามคนขายเรื่องราคา

มีเพียงคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ไม่เสียเวลาอยู่ชั้นแรก พวกเขาเลือกจะขึ้นบันไดเพื่อมุ่งหน้าสู่ชั้นถัดไปทันที

ที่ด้านหน้าบันไดที่นำไปสู่ชั้นถัดไปจะมียามของหอยุทธภัณฑ์เฝ้าอยู่ พวกเขาสามารถตรวจสอบผู้ที่พยายามจะก้าวเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อยืนยันได้ว่าคนคนนั้นเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มีพลังระดับก่อเกิดหรือเป็นคนที่มีหินวิญญาณมากพอก็จะเปิดทางให้ผ่าน

ทุกคนที่ขึ้นไปชั้นบนต่างเผยสีหน้าภูมิใจและไม่คิดจะชำเลืองมองคนที่ยังอยู่ชั้นแรก ราวกับว่าพวกเขาเกิดมาเพื่ออยู่สูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

ส่วนคนที่อยู่ชั้นแรก เมื่อพวกเขามองดูคนที่ขึ้นไปชั้นบน สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาและความกลัวเกรง บางคนโค้งคำนับและเผยรอยยิ้มเล็กน้อยที่ตัวเองต้อยต่ำกว่าอีกฝ่าย

“คนที่ขึ้นไปเมื่อครู่คือหัวหน้าหอแห่งหอเมฆดารานามว่าเผ่ยอัน เขาเป็นลูกน้องของผู้อาวุโสเว่ยชิง ระดับยุทธของเขาอยู่ที่ก่อเกิดขั้นต้น”

“คนที่ขึ้นไปเมื่อกี้คือจี้เฟยเหวิน เขาเป็นหัวหน้าของตระกูลจี้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย มีข่าวลือว่าเขามีพลังมากจนไปถึงพลังระดับก่อเกิดขั้นกลางเลยล่ะ”

“เอ๋ คนนั้นน่ะเหรอ?”

ผู้ฝึกวรยุทธ์ที่อยู่ชั้นแรกต่างกระซิบกระซาบไปมาถึงผู้ฝึกวรยุทธ์แต่ละคนที่ขึ้นไปชั้นบน จู่ ๆ ในตอนนี้สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจต่อผู้ฝึกวรยุทธ์หนุ่มที่อยู่ตรงหน้า

ชายหนุ่มคนนี้น่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบปี เขาสวมใส่ชุดผู้ฝึกวรยุทธ์ของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย ใบหน้าของเขาหล่อเหลา สีหน้าเรียบเฉย ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่เขาคนนี้คล้ายกับเฟิงยี่

เขาเดินขึ้นไปชั้นบนในทันที

“เฟิงไข! เขาคือเฟิงไขนี่! ครึ่งปีมานี้เขาเอาแต่ฝึกฝนอยู่ภายในหอเมฆดารา ข้าสงสัยจริงว่าทำไมจู่ ๆ เขาถึงเปลี่ยนใจไปอยู่กับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความตกตะลึง

ท่ามกลางคนเหล่านั้น ฉินเลี่ยลอบคาดเดาพลังของเฟิงไข ลูกตาดำของเขาสั่นไหวไปมา

“นี่คือพี่ชายของเฟิงยี่สินะ คนนี้สินะที่ประกาศกร้าวว่าจะสังหารข้า แต่น่าเสียดาย… ดูเหมือนเขาจะจำข้าไม่ได้”

“เฟิงไข! ไอ้คนทรยศ! เจ้ากับตระกูลเฟิงของเจ้าจะต้องถูกหอเมฆดาราประหารชีวิตอย่างโหดเหี้ยม!” ในตอนนี้ ผู้ฝึกวรยุทธ์จากหอเมฆดารานามเผ่ยอันที่ขึ้นไปชั้นบนก่อนหน้านี้ดันได้ยินชื่อของเฟิงไขเข้า เขาจึงไม่รีรอที่จะใช้คำพูดคุกคามอีกฝ่ายในทันที

“หึ เจ้าก็ลองดูสิ มาดูกันว่าใครจะฆ่าใครกันแน่!” เฟิงไขอุทานใส่คนที่อยู่ชั้นที่สอง ไม่เผยความอ่อนแอแม้แต่นิดเดียว

ฉินเลี่ยและคนที่เหลือที่อยู่ชั้นแรกต่างได้ยินการโต้เถียงดังมาจากชั้นบน พวกเขาไม่อาจมองเห็นได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

“เงียบเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงหงุดหงิดดังมาจากชั้นบน น้ำเสียงทรงพลังกล่าวขึ้นว่า “ถ้าเจ้าไม่ทำตามกฎของข้าก็ไสหัวออกไปซะ!”

ทันทีที่มีการกล่าวเช่นนั้น การโต้เถียงของเฟิงไขและเผ่ยอันจึงยุติลง ทั้งสองคนต่างหุบปากก่อนจะกล่าวขอโทษขอโพยว่า “ผู้อาวุโสพัน พวกเราขอโทษ”

“ผู้อาวุโสพันงั้นเหรอ? เขาเป็นใครกัน?” ลูกค้าคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเอ่ยถามขึ้นเสียงเบา

“ผู้อาวุโสพัน อีกชื่อคือพันเจ๋ยหมิง เป็นคนจากเมืองหินน้ำแข็งที่รับหน้าที่ดูแลหอยุทธภัณฑ์ แม้แต่หัวหน้าจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายอย่างเหยียเหวินเยี่ยนและหัวหน้าของหอเมฆดาราอย่างถูมัวยังต้องไว้หน้า แล้วเฟิงไขกับเผ่ยอันจะไปเหลืออะไร?” ผู้ฝึกวรยุทธ์ที่รู้เรื่องอธิบายอีกฝ่ายเสียงเบา

ฉินเลี่ยเองก็ฟังกลุ่มคนดังกล่าวกระซิบกระซาบ เขามองดูบันไดขั้นแรกก่อนจะลอบเผยรอยยิ้มขมขื่นอยู่ในใจ

การฝึกฝนของเขายังไม่สูงส่งพอ ดังนั้น เขาจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะขึ้นไปยังชั้นบนของร้าน หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากการที่ทุกคนยังให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาตามหาคนขายเพศหญิงก่อนจะยื่นแผ่นวิญญาณที่สลักผังการรวบรวมวิญญาณเอาไว้แล้วถามว่า “หอยุทธภัณฑ์รับซื้อวัตถุดิบวิญญาณหรือไม่?”

“แน่นอน แต่ว่า มันก็ขึ้นอยู่กับระดับด้วยนะ พวกเราไม่รับซื้อของที่ระดับต่ำเกินไป” คนขายเพศหญิงตอบกลับ นางอายุยี่สิบปี รูปร่างของนางธรรมดาทั่วไป ใบหน้าของนางมีสิวจำนวนหนึ่ง นางจ้องฉินเลี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “สำหรับวัตถุดิบวิญญาณ ถ้าต่ำกว่าระดับสามัญขั้นที่ห้า ข้าแนะนำว่าเจ้าควรไปขายที่ร้านอื่น ต่อให้เป็นวัตถุดิบวิญญาณระดับสามัญขั้นที่ห้าจริง เจ้าก็ควรขายทีละมาก ๆ หอแห่งนี้ไม่สนใจของจำนวนน้อยหรอก”

ฉินเลี่ยตกตะลึงเล็กน้อยก่อนจะกัดลิ้นตัวเองอยู่เงียบ ๆ เขาไม่คิดว่าแม้แต่คนขายผู้ต่ำต้อยของหอยุทธภัณฑ์ยังตีสนิทได้ยากขนาดนี้

“แผ่นวิญญาณนี้สลักผังการรวบรวมวิญญาณที่สามารถรวบรวมพลังวิญญาณของโลกได้ มันสามารถเพิ่มพลังวิญญาณให้แก่ผู้ฝึกฝนได้มากถึงสี่เท่า ข้าสงสัยว่าจะมีหอไหนที่สนใจจะซื้อสิ่งนี้?” ฉินเลี่ยคาดเดาล่วงหน้าว่าตนเองจะทำพลาด แต่ว่า ตอนนี้เขาต้องการเงิน ดังนั้น เขาทำได้เพียงกัดฟันสู้เท่านั้น

“แผ่นวิญญาณที่ใช้สำหรับฝึกฝนการสลักผังวิญญาณก็แค่วัตถุดิบวิญญาณระดับต่ำ ต่อให้จะสลักผังการวบรวมวิญญาณเอาไว้ มันก็ไม่ได้แตกต่างนักหรอก” คนขายกล่าว นางส่ายหัวไปมา สายตาของนางเผยแววดูถูก นางปฏิเสธเขาอย่างชัดเจน “ข้าขอโทษด้วย ต่อให้เป็นร้านเล็ก ๆ ด้านนอกก็อาจจะไม่รับซื้อของพวกนี้ เอากลับไปคืนหอของเจ้าเถอะ”

สีหน้าของฉินเลี่ยเผยความอับอายออกมา เขาพยักหน้าโดยไม่พูดไม่จาอีก เขาไม่กล้าที่จะอยู่นานจึงออกจากหอยุทธภัณฑ์ด้วยความท้อแท้

“ไปลองขายกับร้านเล็ก ๆ ดูดีกว่า…” เมื่อมาถึงทางเข้าของหอยุทธภัณฑ์ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา จากนั้นจึงพยายามถามไถ่ทุกร้าน

“แผ่นวิญญาณของข้ารวบรวมพลังวิญญาณของธรรมชาติที่อยู่ใกล้ ๆ เอาไว้ มันสามารถเพิ่มความเร็วให้กับผู้ฝึกฝนได้มากถึงสี่เท่า ข้าสงสัยว่าท่านจะรับซื้อมันไหม?”

“ไม่สนใจ ลองไปถามร้านอื่นเถอะ”

“ผู้ฝึกฝนระดับสูงมีหินวิญญาณเมื่อพวกเขาทำการฝึกฝน ไม่จำเป็นต้องใช้ของแบบนี้หรอก เพิ่มพลังวิญญาณจากธรรมชาติได้หนึ่งในสี่ส่วนมันก็ไม่ได้มากมายนักหรอก เจ้าแค่หาที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นเอาก็ได้แล้ว”

“โทษที พวกเราไม่รับซื้อ”

“ข้าขอโทษด้วย แต่ร้านเล็ก ๆ อย่างข้าไม่สนใจหรอก”

“……”

ฉินเลี่ยแวะเวียนในแต่ละร้าน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือคำปฏิเสธอย่างสุภาพ พวกเขาไม่สนใจแผ่นวิญญาณของเขาเลย

“ข้าเสียเวลาทั้งบ่ายไปอย่างสูญเปล่า ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้วด้วย อืม ยังเหลืออีกร้านหนึ่ง ลองดูสักหน่อยดีกว่า ถ้าไม่ได้อีก ข้าก็จะกลับที่พัก”

ก่อนที่เขาจะตัดใจ เขาเห็นร้านเล็ก ๆ อีกร้านตั้งอยู่ตรงหัวมุมของถนนการค้า

ร้านดังกล่าวตั้งอยู่ไกลออกไปจากถนนสายหลักที่มีคนพลุ่กพล่าน ที่หน้าประตูมีป้ายเขียนหวัด ๆ ว่า “ร้านหลี” …

ภายในตึกมีร่างเอื่อยเฉื่อยร่างหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก บางทีอาจจะเพราะกิจการซบเซา เขาจึงเผลอหลับไปแล้ว

……

Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 056 ตอนที่ 56