Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 057 ตอนที่ 57
ตอนที่ 57: ร้านหลี
ในช่วงบ่าย ฉินเลี่ยเจอแต่ทางตัน เขาจึงไม่คิดมากถ้าหากจะต้องเจออีกสักครั้งก่อนกลับโรงเตี๊ยม ดังนั้น เขาจึงเดินมุ่งหน้าสู่ร้านแปลกประหลาดแห่งนี้
“เพื่อนตัวน้อย นี่ก็เย็นมากแล้ว ข้ากำลังจะปิดแล้วล่ะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” ก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามา คนที่อยู่บนเก้าอี้โยกกลับทักขึ้นก่อนเพื่อเป็นสัญญาณว่าเขาไม่จำเป็นต้องก้าวเข้ามาข้างใน
ฉินเลี่ยตกตะลึงก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองท้องฟ้า ยังมีเวลากว่าจะถึงยามสนธยา ร้านจำนวนมากที่อยู่ห่างออกไปก็ยังเปิดอยู่ หอยุทธภัณฑ์ที่อยู่ไกลออกไปก็ยังเต็มไปด้วยผู้คน แถมยังเป็นจุดที่วุ่นวายที่สุดอีกด้วย
“ข้าไม่ได้มาซื้อของ ข้ามาที่นี่เพื่อขายของและหวังว่าท่านยินดีที่จะดู” ฉินเลี่ยกล่าวอย่างสุภาพ
ภายในห้อง ลุงวัยกลางคนเอนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ไปมา เมื่อมองฉินเลี่ย เขาจึงกล่าวเสียงเบาว่า “มีร้านมากมายบนถนนการค้าแห่งนี้ ร้านของข้าตั้งอยู่ไกลที่สุด ข้าล่ะแปลกใจจริงที่เจ้าสามารถหาที่นี่เจอได้ ว่าไงนะ? เจ้าทำอย่างนี้กับทุกร้านแล้ว เพราะไม่มีร้านไหนสนใจสินค้าของเจ้า เจ้าก็เลยอยากลองครั้งสุดท้ายก่อนจะกลับอย่างนั้นเหรอ?”
คำพูดของเขาเปิดเผยความคิดของฉินเลี่ยก่อนหน้านี้
ฉินเลี่ยอายและพยักหน้าอย่างจริงใจ “ครับ เอาล่ะ ท่านอาจจะไม่สนใจเหมือนกัน ข้ามันคนอวดดี ขอโทษที่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่าน ตอนนี้ข้าจะกลับล่ะ…”
“เอามานี่” ชายวัยกลางคนดูหล่อเหลาเลยทีเดียว ติดที่เสื้อผ้าของเขายุ่งเหยิงไปหน่อยก็เท่านั้น เขาเอื้อมมือไปที่ฉินเลี่ยจากตรงเก้าอี้โยกราวกับไม่มีความตั้งใจที่จะลุกขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมาก “ไหน ๆ เจ้าก็เข้ามาแล้ว ขอดูหน่อยละกัน เจ้าจะได้ตัดใจอย่างจริงจังเสียที”
ร้านนี้เต็มไปด้วยวัตถุดิบวิญญาณที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกแห่ง แต่ละชิ้นล้วนปกคลุมไปด้วยฝุ่น ดูท่าของพวกนี้จะไม่ใช่ของระดับสูงเท่าไหร่
เก้าอี้โยกของชายวัยกลางคนกินเนื้อที่ไปมาก ตู้วางของสองใบที่อยู่ข้างเขามีวัตถุดิบหินและวัตถุดิบไม้วางอยู่ ยังมีอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายบางส่วน ของที่นี่ดูไม่มีค่าอะไรเลย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะไม่มีลูกค้าเข้ามาในร้านแห่งนี้
แค่ชำเลืองมองสภาพของร้าน ฉินเลี่ยก็รู้สึกผิดหวังแล้ว เขารู้ว่าเขาอาจจะมาผิดที่ ตอนนี้นึกอยากออกใจจะขาด
แต่สายตาของลุงคนนี้หรี่เล็ก มือของอีกฝ่ายยืดออก มันคงเสียมารยาทหากจะหันหลังออกตอนนี้ เขาหยิบแผ่นวิญญาณที่สลักผังการรวบรวมวิญญาณลงไปก่อนจะยื่นให้ลุงที่มีท่าทีเกียจคร้าน
“…แผ่นวิญญาณ วัตถุดิบระดับต่ำที่ใช้ในการฝึกฝนการสลักผังวิญญาณ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนอื่นถึงไม่สนใจ” ลุงคนนี้เผยแววตาแปลก ๆ ออกมา เขารับแผ่นวิญญาณมาอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาหรี่เล็กขณะทำการสำรวจอย่างละเอียด
จากนั้น ดวงตาของเขาเปล่งประกาย เมื่อมองดูแผ่นวิญญาณ เขาก็ได้แต่นิ่งเงียบ
ผ่านไปเนิ่นนาน ฉินเลี่ยเริ่มเกิดอาการร้อนใจ ในที่สุด อีกฝ่ายจึงถามว่า “ประโยชน์ของแผ่นวิญญาณแผ่นนี้คืออะไร?”
ฉินเลี่ยอธิบายให้ฟัง
“มันสามารถเพิ่มพลังวิญญาณธรรมชาติในบริเวณรอบ ๆ ได้สี่เท่า สำหรับผู้ฝึกวรยุทธที่สามารถฝึกฝนด้วยหินวิญญาณและพวกกองกำลังขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดว่าของสิ่งนี้ไม่ใช่ของจำเป็น” อีกฝ่ายขมวดคิ้วขณะมองหน้าฉินเลี่ย นิ้วทั้งสองลูบไล้แผ่นวิญญาณไปมาก่อนจะกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าจะมีคนสนใจหรือเปล่า และข้าก็ไม่รู้ว่าข้าจะสามารถขายได้ไหม ดังนั้น ข้าไม่อาจประเมินราคาให้ได้…”
“งั้นก็ช่างมันเถอะ” ฉินเลี่ยรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ เขาจึงถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ในที่สุดเขาก็ตัดใจได้เสียที
เมื่อรับแผ่นวิญญาณคืนมา เขากล่าวขอโทษที่มารบกวนอีกฝ่ายก่อนจะหันหลังกลับ
“รอเดี๋ยวก่อน” ลุงวัยกลางคนตะโกน เมื่อฉินเลี่ยหันกลับมา เขากล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจไหม แต่เจ้าสามารถลองได้ว่าจะขายมันออกหรือเปล่า อืม ของชิ้นนี้… ความจริงก็ไม่ได้แย่อะไรมาก ยังพอใช้งานได้ พวกเราแค่ต้องดูว่าจะมีคนสนใจซื้อหรือเปล่า…”
เมื่อฉินเลี่ยเผยอาการสับสน อีกฝ่ายจึงกล่าวว่า “เจ้าสามารถอยู่ที่ร้านของข้าเพื่อขายด้วยตัวเองได้ เจ้าจะอยู่ขายนานแค่ไหนก็ได้ ว่ายังไงล่ะ?”
ฉินเลี่ยเกาหัวก่อนจะพบว่านี่มันช่างแปลกจริง ๆ เขาสำรวจสภาพร้านอีกครั้งก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้งว่า “ช่างมันเถอะ…”
“ว่าไงนะ? เจ้าดูถูกร้านเล็ก ๆ ของข้างั้นเรอะ? เจ้าดูถูกเพราะมันอยู่ไกลกว่าเลยกลัวว่าจะไม่มีใครเข้ามาใช่ไหม?”ลุงคนนั้นถามพลางหัวเราะเบา ๆ จากนั้น เขาหรี่ตาอย่างเกียจคร้าน “ถึงที่ตั้งจะไม่ได้ดีเยี่ยม แต่ก็มีคนด้อยประสบการณ์จำนวนหนึ่งหลงเข้ามาทุกวัน เจ้าจะไม่ลองหน่อยเหรอ? อย่างน้อยเจ้าน่าจะลองนะ มันดีกว่าปล่อยให้ของอยู่ในมือเจ้าโดยไม่เกิดประโยชน์ไม่ใช่หรือ?”
“งั้นพรุ่งนี้ข้าจะมาลองดู” ฉินเลี่ยคิด เขาคว้าความหวังที่เหลืออยู่ก่อนจะยอมรับ
“ข้าชื่อหลีมู่ เจ้าจะเรียกว่าลุงหลีก็ได้ ข้าเห็นเจ้าแบกกระเป๋ามา เจ้าคงอยู่ที่เมืองหินน้ำแข็งมาได้สักพักแล้วใช่ไหม? พักอยู่ที่ไหนล่ะ?” เขาถาม
“ที่โรงเตี๊ยมใกล้ ๆ นี่เอง” ฉินเลี่ยตอบอย่างเชื่อฟัง
“ข้ายังมีห้องว่างเหลืออยู่ แต่มันออกจะสกปรกนิดหน่อย ถ้าเจ้าไม่รังเกียจก็สามารถพักที่นี่ได้” หลีมู่โยกเก้าอี้ก่อนจะกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “มีแผ่นวิญญาณว่างเปล่าจำนวนหนึ่งอยู่ในห้อง ถ้าเจ้าอยากฝึกฝนการสลักผังวิญญาณ เจ้าสามารถใช้แผ่นวิญญาณพวกนั้นก่อนได้ อื้ม หลังจากขายของได้แล้ว เจ้าก็เอาเงินมาใช้ค่าของพวกนั้นด้วยล่ะ ถ้าเจ้าไม่มีปัญญาจ่ายก็ต้องช่วยข้าดูแลร้านแทน”
ฉินเลี่ยมองดูอีกฝ่ายอย่างงุนงง ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงกล่าวว่า “ท่านพูดจริงเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ!” หลีมู่ตะคอกก่อนจะชี้ไปที่ประตูด้านหลัง “มีลานบ้านเล็ก ๆ อยู่ ที่นั่นมีห้องเล็ก ๆ สองห้อง เจ้าสามารถพักห้องทางตะวันออกได้ มีแผ่นวิญญาณว่างเปล่าจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้น เจ้าสามารถใช้มันได้เลย ตลอดวัน เจ้าสามารถนั่งอยู่ที่นี่เพื่อลองขายของของเจ้าได้ ของจะขายออกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้า คิดว่าไงล่ะ?”
“ก็ได้!” ฉินเลี่ยเกิดความยินดีจึงสอบถามว่า “ข้าเอาของติดตัวมาด้วย ดังนั้น ข้าจะไม่กลับไปที่โรงเตี๊ยม ข้าพักวันนี้เลยได้ไหม?”
“ได้สิ” หลีมู่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ฉินเลี่ยพยักหน้าพลางหัวเราะเบา ๆ เขาผ่านหลีมู่ก่อนจะเข้าไปยังลานบ้านผ่านทางประตูบานเล็กที่อยู่ด้านหลังเพื่อเข้าห้องที่อีกฝ่ายบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้
เมื่อเปิดประตูเข้าไป จู่ ๆ ฝุ่นละอองก็พุ่งใส่ ทำให้ฉินเลี่ยไอเสียงดัง
ห้องนี้เต็มไปด้วยหยากไย่ เศษไม้ เศษหิน โลหะที่ระบุไม่ได้และของอื่น ๆ ที่ดูไม่เหมือนวัตถุดิบวิญญาณระดับสูงกองอยู่บนเตียงไม้ขนาดเล็กที่อยู่ในห้อง เขาไม่รู้ว่าพวกมันอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้ว
มีฝุ่นหนาเตอะปกคลุมแผ่นวิญญาณที่อยู่ตรงมุมห้อง ฝุ่นพวกนั้นดูหนากว่าแผ่นวิญญาณเสียอีก
“ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ทำกำไรได้ไม่มากก็เลยจ้างคนไม่ได้ เจ้าต้องทำความสะอาดก่อน” น้ำเสียงของหลีมู่ดังมาจากด้านนอกร้าน
“อ้อ” ฉินเลี่ยตอบรับก่อนจะเริ่มทำความสะอาด
เขาทำความสะอาดห้องเล็ก ๆ จนเสร็จเอาในช่วงกลางดึก เมื่อเขาผลักวัตถุดิบวิญญาณระดับต่ำทั้งหมดออกไปหมดแล้ว เขาจึงคว้าแผ่นวิญญาณว่างเปล่าขึ้นมา ดวงตาของเขาเริ่มเป็นประกายก่อนจะเริ่มทำการฝึกฝนการสลักผังวิญญาณ…
ผ่านไปเก้าวันไวเหมือนโกหก
ตลอดวัน เขาและหลีมู่จะอยู่ภายในร้าน เมื่อมีโอกาส เขาจะพยายามขายแผ่นวิญญาณให้กับผู้ที่ผ่านเข้ามา ตกกลางคืน เขาจะทำการฝึกฝนการสลักผังวิญญาณ
เขาพบว่าตัวเองถูกหลอกเข้าอย่างจัง…
ในเก้าวันมานี้ มีคนสิบคนเท่านั้นที่เข้ามาในร้านของหลีมู่ พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกวรยุทธระดับต่ำทั้งสิ้น พวกเขาเดินดูการตกแต่งภายในร้านก่อนจะออกไปด้วยสีหน้าแปลก ๆ
ไม่มีใครสนใจสินค้าในร้านแม้แต่คนเดียว
ฉินเลี่ยไม่มีโอกาสได้ขายของเลย ส่วนมากคนอื่น ๆ จะมองดูรอบ ๆ ก่อน แต่เมื่อเขาเปิดปาก พวกเขาก็จากไป เขาจึงทำได้เพียงเผยรอยยิ้มติดขัดเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะห้องเล็ก ๆ แห่งนี้มีแผ่นวิญญาณว่างเปล่าที่ใช้สำหรับการฝึกฝนของเขาอยู่ เขาอาจจะไม่มีความอดทนมากพอที่จะอยู่นานถึงขนาดนี้ เขารู้ว่าธุรกิจของร้านแห่งนี้ไม่ดี แต่เขาไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายถึงขนาดนี้
ธุรกิจของร้านเล็ก ๆ เงียบเหงาเป็นพิเศษ ไม่แปลกเลยที่หลีมู่จะนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกทุกวัน เพราะมันไม่มีอะไรให้ต้องทำนั่นเอง
หลีมู่ไม่ตั้งคำถามหรือกล่าวถึงเรื่องที่ฉินเลี่ยยังคงใช้แผ่นวิญญาณของตน อีกทั้งยังไม่ได้คำนวณถึงค่าใช้จ่ายอีกด้วย อีกฝ่ายยังไม่ถามถึงพื้นเพของฉินเลี่ย นี่ทำให้ความกังวลของฉินเลี่ยเบาลง เขาจึงยังอยู่ต่อไปได้
“ลุงหลี ข้าใช้ไปยี่สิบแผ่นแล้ว ถ้าของของข้ายังขายไม่ได้ ข้าจะชดใช้ท่านยังไง?” วันนี้ ฉินเลี่ยไม่อาจทนได้อีก เขาจึงเอ่ยถาม
“ข้ายังคิดไม่ออกเลย ใช้พวกมันไปเถอะ ข้าจะบอกเจ้าเมื่อคิดออกก็แล้วกัน” หลีมู่ตอบกลับเช่นนั้น
“ลุงหลี ร้านนี้ทั้งไม่เป็นระเบียบและไม่สะอาด…” น้ำเสียงของฉินเลี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขากล่าวต่อว่า “ทำไมท่านไม่ปัดกวาดเช็ดถูเสียหน่อยล่ะ? หากทำเช่นนั้น ธุรกิจอาจจะดีขึ้นก็ได้ พวกเขาจะได้ไม่ออกทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ท่านคิดว่ายังไง?”
“เจ้าคนไร้การศึกษาพวกนั้น ใครจะสนล่ะว่าพวกมันจะมาหรือไป ไม่จำเป็นต้องไปสนใจพวกมันหรอก” หลีมู่กล่าวพลางพ่นลมออกจมูก จากนั้นเขากล่าวต่อว่า “อย่าไปสนใจเลย ข้าชอบสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นระเบียบและไม่สะอาดแบบนี้แหละ ให้ข้าทำความสะอาดคงไม่ไหวหรอก ทำในส่วนของเจ้าไปก็พอ อย่าเข้าไปสอดงานอื่นเด็ดขาดล่ะ”
ฉินเลี่ยทำหน้าบูดบึ้ง
นี่เป็นวันที่สิบหกที่เขาอาศัยอยู่ที่ร้านหลี
วันนี้ ฉินเลี่ยอยู่ภายในร้านเหมือนอย่างทุกครั้ง เขานั่งอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้พลางลูบคางขณะทบทวนรายละเอียดเส้นวิญญาณของผังการขยายออก
เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาสามารถสลักผังการรวบรวมวิญญาณได้ห้าแผ่นรวด การสลักที่เร็วที่สุดใช้เวลาเพียงหกชั่วโมงเท่านั้น
เขายังจำตอนที่ทำสำเร็จครั้งแรกได้ มันทำให้หลายวันมานี้เขาทำสำเร็จถึงเจ็ดครั้ง
ตอนนี้ เขาค่อย ๆ เชี่ยวชาญการสลักผังการรวบรวมวิญญาณ เพราะความคุ้นเคยทำให้ความเร็วในการสลักของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเชื่อว่าเขาเชี่ยวชาญการสลักผังการรวบรวมวิญญาณแล้ว ดังนั้น เขาจึงให้ความสนใจกับผังการขยายออกแทน
“ร้านหลีเหรอ? มีร้านอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย…”
“คุณหนู พวกเราต้องมาดูที่ร้านนี้จริง ๆ เหรอครับ? เข้าไปก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า ร้านที่อยู่ห่างไกลและไม่มีการดูแลอะไรแบบนี้ มันต้องไม่มีอะไรอย่างแน่นอน”
“พวกเราเดินมาถึงทั้งที เข้าไปดูหน่อยเถอะ”
บทสนทนาดังมาจากด้านนอก หลังจากนั้น หญิงสาวผู้งดงามและสูงโปร่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับคนรับใช้วัยกลางคน
หญิงสาวใส่ชุดสีขาว ดูแล้วอายุของนางอยู่ที่ยี่สิบปี นางสวมใส่ชุดผู้ฝึกวรยุทธสีขาวราวหิมะ สีเสื้อผ้าของนางแทบจะเหมือนกับผิวหนังที่ขาวราวหิมะ นางมีดวงตาที่สดใส จมูกโด่ง ดูท่านางจะมีบุคลิกที่ดีอีกด้วย ใบหน้าของนางงดงามมาแต่กำเนิด นั่นเป็นผลจากการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ยามที่นางมองดูคนอื่น ดูเหมือนนางจะใช้สายตามองต่ำลงมา
เมื่อคนรับใช้วัยกลางคนเดินเข้ามา เขาตะโกนพลางย่นหน้าผาก “คุณลุงและชายหนุ่มตรงนั้นน่ะ เอาแต่นั่งงงงวยอยู่ตรงนั้น ไม่คิดจะทำมาหากินหรือยังไง?”
หลีมู่ยิ้มและพยักหน้าให้กับฉินเลี่ยเพื่อเป็นสัญญาณว่าเข้าไปจัดการ หลีมู่ยังนั่งอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาของเขาหลับลงเพื่อเข้าสู่การพักผ่อน
“เชิญเดินดูได้ตามสะดวกเลยครับ” ฉินเลี่ยยืนขึ้นพลางมองดูหญิงสาวในชุดสีขาวด้วยความประหลาดใจ เขาลอบชมความงามของหญิงสาว แต่ก็รู้สึกได้ว่าสีหน้าของนางออกจะเย็นชาไปหน่อย
“เจ้าเป็นลูกจ้างงั้นเหรอ?” หญิงสาวในชุดสีขาวพยักหน้าอย่างห่างเหินพลางกล่าวว่า “แนะนำของที่หายากที่สุดในร้านของเจ้ามา อย่าพูดถึงของธรรมดา ข้าไม่สนใจ”
“ได้ครับ” ฉินเลี่ยมองดูแผ่นวิญญาณที่เขาสลักผังการรวบรวมวิญญาณสำเร็จก่อนจะยื่นแผ่นดังกล่าวไปให้หญิงสาวในชุดขาว จากนั้น เขากล่าวอย่างกระฉับกระเฉงว่า “ของที่น่าสนใจที่สุดในร้านของเราคือ…”
“เด็กหนอเด็ก” หลีมู่เผยรอยยิ้มพลางพึมพำ เขาส่ายหัวไปมา
……