หวนชะตารัก

หวนชะตารัก: Chapter 021 ตอนที่ 21

#21Chapter 021

บทที่ 21 คนโชคดีหรือโชคร้าย

น้องชายคนนี้ นอกจากเป็นคนง่อยคนหนึ่งแล้วคุณหนูจวินก็ไม่มีความทรงจำใดอีก หลังมาถึงตระกูลฟางนางก็ไม่เคยพบ

นี่คือหลานชายสายตรงเพียงคนเดียวของนายหญิงผู้เฒ่าฟาง ทายาทชายคนเดียวของตระกูลฟาง เกิดมาไม่เป็นไร ตอนเด็กล้มป่วย หมอตัดสินว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสิบห้าปี

คุณหนูจวินมองนายน้อยฟางคนนี้ เด็กคนนี้ซนไม่ใช่น้อย ปีนขึ้นไปบนภูเขาจำลองได้อย่างไร

เห็นคุณหนูจวินมองประเมินตนเอง ใบหน้านิ่งเรียบของนายน้อยฟางก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นมา

“คุณหนูจวินถึงกับมองข้า” เขาพูดขึ้นเสียงแหบท่าทางล้อเลียน “ซานเถา ไปบอกห้องครัว เที่ยงวันนี้ข้าจะเพิ่มสำรับ”

เด็กรับใช้คนหนึ่งด้านหลังได้ยินคำพูดนี้ก็มองคุณหนูจวินท่าทางระแวง ตอบรับคำอย่างขลาดๆ

คุณหนูจวินไม่ได้พูดอะไร สาวใช้ข้างกายนางย่นจมูก

“โชคร้ายเสียจริง มาเจอผีใกล้โลงตัวนี้” นางเบะปากพูด ไม่ปิดบังสีหน้ารังเกียจสักนิด ยื่นมือมาประคองคุณหนู “คุณหนูพวกเรารีบไปเถอะเจ้าค่ะ”

ผีใกล้โลง คำนี้เข้าหูเด็กหนุ่มชัดเจน แต่เขาราวกับไม่ได้ยิน หน้ายังคงอมยิ้มเหมือนเก่า

แต่คุณหนูจวินมองเห็นความรู้สึกคุ้นเคยข้างในนั้น

นั่นเป็นสีหน้าบนหน้าของตนที่เห็นในกระจก ตอนแต่งตัวเตรียมไปสังหารคนผู้นั้นหลังนางได้รู้ความจริง

โกรธแค้นไม่อาจทน ในใจมีกองเพลิงแผดเผา อยากเผาทุกสิ่งให้วอดวาย

แต่ยังต้องเพียรพยายามกดเก็บไว้

ตนเองในครั้งนั้นที่สุดเก็บความคิดไว้ไม่มิด ถูกคนมองทีเดียวทะลุ แค้นยังไม่ทันชำระก็โดนดาบรุมฟันตาย

เด็กหนุ่มคนนี้อายุยังน้อย เผยท่าทางดื้อรั้นโกรธเกลียดโลกออกมาเพียงเท่านี้ ก็นับว่าไม่เลวแล้ว

“เจ้าชื่ออะไร?” คุณหนูจวินถามขึ้น

รอยยิ้มมุมปากของนายน้อยฟางยิ่งกดลึกขึ้น

“เป็นเกียรติแท้ คุณหนูจวินถึงกับอยากถามชื่อของข้า” เขาพูดขึ้น “ซานเถา ดูท่าคงต้องให้ครัวเพิ่มเหล้ามาไหหนึ่งด้วย”

มองจากที่สูงลงมา คุณหนูจวินคนนั้นยังคงสีหน้านิ่งสงบ ราวกับว่าฟังไม่เข้าใจคำประชดหาเรื่องของตนเองโดยสิ้นเชิง

หรือจะฟังไม่ออกจริงๆ คุณหนูจวินคนนี้ก็แค่ตัวโง่งมไร้สมองคนหนึ่ง

เขาหมดความกระตือรือร้นไปบ้าง

กับผู้หญิงคนนี้มีอะไรให้พูดด้วย บางทีอาจเป็นเพราเมื่อครู่เห็นสีหน้าแบบนั้นของผู้หญิงคนนี้ตอนที่เดินกระมัง

สีหน้าสบายอกสบายใจไร้กังวลราวกับทุกสิ่งอยู่ในกำมือเช่นนั้น ปรากฏอยู่บนใบหน้าของผู้หญิงเช่นนี้ ทำให้คนจำต้องประชดสักประโยคสองประโยคจริงๆ

“คนตายคนหนึ่งยังต้องการชื่อหรือ? ” เขาพูดเสียงเฉยชา ไม่มีความกระตือรือร้นจะพูดต่อ ออกคำสั่งกับเด็กรับใช้ด้านหลัง “ไปเถอะ”

เด็กรับใช้รีบก้าวเข้าไปเลิกผ้าห่มขนสัตว์ที่คลุมบนร่างของเขาออก จะแบกเขาขึ้นหลัง แล้วเด็กรับใช้อีกคนหนึ่งก็รีบวิ่งขึ้นมาจะยกรถเข็นไป

หลิ่วเอ๋อร์เบะปาก คุณหนูจวินกลับยังยืนอยู่ไม่ขยับ

“คนตายย่อมต้องการชื่อเช่นกัน” นางพูดขึ้น “คนบางคนตายแล้วยังคงมีชีวิตอยู่ในใจผู้คนมากมาย ก็เหมือนคนเป็นบางคนไม่แน่ว่าจะต้องการชื่อ เพราะคนบางคนมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับตายไปแล้ว”

ก่อนหน้านี้ตนเองมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครจะสนใจนาง ตอนนี้ตนเองตายแล้ว กลับจะต้องให้ชื่อของตนมีชีวิตอยู่ในใจของคนพวกนั้น กลายเป็นฝันร้ายของพวกเขา

นายน้อยฟางที่กำลังวางมือลงบนไหล่ของเด็กรับใช้ชะงักทันที เสียงของเด็กสาวคนนั้นไม่เร็วไม่ช้าดังขึ้นต่อ

“ชีวิตหนึ่งของคน ไม่อยู่ที่ยาวสั้น ดอกไม้ไฟถึงสั้นชั่วประเดี๋ยวแต่งดงาม ไม้เฉาแม้ยาวนานกลับเน่าผุ”

ผู้หญิงสมองกลวงคนนี้ถึงกับพูดคำพูดเช่นนี้ออกมาได้?

นายน้อยตระกูลฟางอดไม่ได้หันกลับไป

ก็พูดไม่ได้ว่าสมองกลวง อย่างไรก็เป็นบุตรสาวของตระกูลบัณฑิต มากน้อยก็ต้องอ่านหนังสือพวกนี้ประดับหน้าตามาบ้างล่ะ

คุณหนูจวินมองเขา

“คนตายที่ยังเป็นถึงไม่มีชื่อ น้องชายหลังจากนี้อย่าได้พูดถึงตนเองเช่นนี้อีก” นางพูดแผ่วเบา

นายน้อยฟางทนไม่ไหวหัวเราะแล้ว

น้องชาย? คำเรียกขานนี้หายากอย่างแท้จริง นี่เป็นการประชดสินะ

“พี่สาวพูดถูก” นายน้อยฟางหัวเราะพูดขึ้น “เป็นข้าพูดผิดเอง ข้ายังต้องการชื่อ แต่พี่สาวต่างหากไม่ต้องการชื่อแล้ว”

“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร? ” หลิ่วเอ๋อร์เบิกตาพูดขึ้น “คุณหนูของข้าจะไม่ต้องการชื่อได้ยังไง? ”

“เพราะข้ากำลังจะตายแล้ว แต่คุณหนูของเจ้ายังไม่ตาย” นายน้อยฟางพูดขึ้นจริงจัง

หลิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วยิ่งงง

“สมองเจ้าพังแล้วหรือ? ” นางพูดขึ้น “เจ้าจะตายแล้วต้องการชื่อ คุณหนูของข้ามีชีวิตอยู่ไม่ต้องการ? ”

มิน่าเจ้าง่อยคนนี้ที่ผ่านมาไม่ออกมาพบผู้คน ที่แท้ไม่ใช่แค่เป็นง่อย ยังเป็นคนบ้าด้วย

ตระกูลฟางแห่งนี้ช่างน่าวิตกเหลือเกิน

นายน้อยฟางมือจับบนหัวไหล่ของเด็กรับใช้ ฝืนยันครึ่งตัวบนขึ้นมาได้

“เพราะคุณหนูของเจ้ายังต้องมีชีวิตอยู่อีกนาน” เขาพูดเคร่งขรึมจริงจัง “ส่วนข้ากำลังจะตายแล้ว ก่อนข้าตายยังมีท่านยาย ท่านแม่คอยค้ำจุนกิจการให้ข้า ให้ข้าได้พึ่งพาเสพสุข สุรุ่นสุร่ายตามใจ แต่ท่านยายกับท่านแม่ล้วนชราแล้ว พวกนางอยู่ไม่พ้นคุณหนูของเจ้า พอพวกนางตายไป ถ้าอย่างนั้นตระกูลฟางต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ก็...โครม”

ปากเขาส่งเสียงพูด มือก็ยื่นออกมา ทำมือเป็นท่าล้มลง

“...พอไม้ใหญ่ต้นนี้ล้มแล้ว ท่านไม่มีไม้ใหญ่ให้หลบร่มเงาได้อีก พี่สาว ท่านเด็กสาวผู้โฉมสะคราญถึงเพียงนี้คนหนึ่ง พลาดงานแต่ง ผูกแค้นกับตระกูลหนิง แล้วยังเสียที่คุ้มหัวไปอีก คืนวันคงไม่ผ่านไปด้วยดีจริงๆ..” เขามองคุณหนูจวินพลางส่ายศีรษะ สีหน้าเวทนาสงสาร “พี่สาว ท่านรู้หรือไม่คนที่สูญเสียตระกูลที่คุ้มหัวไป ชีวิตจะอนาถมากเพียงใด”

คุณหนูจวินยิ้มขึ้นมา

“น้องชาย นี่เจ้ากำลังพูดถึงตัวเองอยู่กระมัง” นางเอ่ยขึ้น

หลิ่วเอ๋อร์ก็เบะปากด้วย

“พูดอะไรนั่น คุณหนูของข้าย่อมไม่ต้องการตระกูลฟางของพวกเจ้ามาคุ้มหัว ตรงกันข้ามพวกเจ้าสิถ่วงขาคุณหนู” นางพูดเสียงขึ้นจมูก

นายน้อยฟางหลุดหัวเราะ

ใช่แล้ว เขาลืมไปได้อย่างไร นายบ่าวสองคนนี้ถือว่าตนเองสูงส่งแค่นจมูกเหยียดตระกูลฟาง คิดว่าที่พวกนางกินอยู่ดื่มอยู่เป็นฟ้าประทานลงมาให้ ตนเองที่มาพูดเรื่องพวกนี้กับพวกนางถึงจะน่าขำ

ท่าทางเขาคงไม่ได้พูดกับคนอื่นมากถึงเพียงนี้มานานมากแล้วกระมัง ถึงพูดถ้อยคำไร้สาระมากขนาดนี้กับผู้หญิงคนนี้

ที่น่าขำกว่าคือ สำหรับผู้หญิงคนนี้ถ้อยคำไร้สาระ แต่กลับทำเอาในใจของเขาเองเศร้าสลด

ชีวิตยังไม่ทันเริ่มก็จบลงแล้ว หลายปีมานี้เขาคิดว่าตนเองยอมรับแล้ว คิดตกแล้ว วางลงได้แล้ว สุดท้ายก็ยังทำไม่ได้

ตระกูลฟางของพวกเขาถูกชะตาสาปส่งจริงหรือ? ความมั่งคั่งของตระกูลฟาง แลกมาด้วยสายเลือดตระกูลหรือ? ตระกูลฟางของพวกเขาเพราะท่านปู่ทวดไม่เมตตาคนร่วมสายเลือดดังนั้นจึงต้องสลายหายไปสูญสิ้นสายเลือดหรือ?

ท่านปู่กับท่านพ่อยังดีมีชีวิตได้ค่อนชีวิต แล้วเขาเล่า เพิ่งเริ่มหัดเดินก็ต้องนั่งรถเข็น ชีวิตยังไม่ทันเริ่มก็ต้องจบลง สวรรค์ให้เขาเกิดมาทำอะไร?

ทำไมไม่ให้เขาเกิดมาปุบก็ตายไปเลย ทำไมยังต้องทนทรมานขนาดนี้

มือของเด็กหนุ่มกดลงบนไหล่ของเด็กรับใช้ แต่ขนาดแรงที่จะหยัดร่างทั้งร่างขึ้นก็ยังไม่มี

เขาหลุบสายตาลง ไม่มองคุณหนูจวินอีก

“ใช่ ข้ากำลังพูดถึงตัวข้าเอง ยังดีข้าโชคดีนัก หลังจากนี้หนึ่งปีก็จากไปได้แล้ว ไม่ต้องทนความลำบากพวกนี้อีก” เขาหัวเราะเย็นชา “คุณหนูจวินก็โชคดี ต่อไปก็ไม่ต้องถูกตระกูลฟางถ่วงขาแล้ว”

หลิ่วเอ๋อร์เบะปาก

“คุณหนูพวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ อย่าไปสนเขาเลย” นางพูดขึ้น

คุณหนูจวินยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ มองนายน้อยฟางที่ถูกเด็กรับใช้แบกขึ้นหลัง ราวกับขบคิดบางอย่างอยู่

“คุณหนู ท่านคิดอะไรเจ้าคะ?” หลิ่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจถามขึ้น แล้วก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อย “อย่าไปสนคำพูดของเจ้าง่อยคนนั้นเลยเจ้าค่ะ”

“ข้ากำลังคิดว่าจะขึ้นหรือไม่ขึ้นเรือของตระกูลฟางดี” คุณหนูจวินพูดขึ้น

เรือของตระกูลฟาง?

ตระกูลฟางทำกิจการร้านแลกเงิน ไม่ใช่การค้าทางทะเล มีเรือที่ไหน?

หลิ่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจ คุณหนูใช่ถูกเจ้าง่อยนั้นต่อว่าจนเลอะเลือนแล้ว?

คุณหนูจวินมองนายน้อยฟางที่ถูกแบกขึ้นหลังลงจากภูเขาจำลองเดินเข้าไป

นายน้อยฟางถูกเด็กรับใช้สองคนวางลงบนรถเข็นอย่างระมัดระวัง เพราะร่างกายง่อยเปลี้ยจึงถูกจับวางราวกับเป็นตุ๊กตาผ้าพังๆ

เด็กรับใช้สองคนไม่พอใจคุณหนูจวินที่เดินเข้ามายืนมองประเมินอย่างมาก รู้สึกเพียงว่าถูกดูถูก ส่วนสีหน้าของนายน้อยฟางตั้งแต่ต้นจนจบนิ่งเรียบ

“ขออภัย ข้าทำสายตาคุณหนูจวินมีมลทินแล้ว” เขาพูดขึ้น “อยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับข้า ช่างเป็นโชคร้ายของคุณหนูจวินจริงๆ”

สายตาของคุณหนูจวินกวาดมองแต่ละนิ้วบนตัวเขา

“อยู่ร่วมกับเจ้าเป็นโชคร้ายของข้า แต่ข้าไม่รู้ว่าหากข้ารักษาโรคของเจ้าหายดี สองปีให้หลังเจ้าไม่ตาย จะเป็นโชคดีหรือโชคร้าย” นางเอ่ย

……………………………………….

หวนชะตารัก: Chapter 021 ตอนที่ 21