หวนชะตารัก: Chapter 022 ตอนที่ 22
บทที่ 22 คำพูดหลอกลวง
คำพูดที่คุณหนูจวินพูดออกมาทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นทุกคนนิ่งงันไป
รักษาโรคให้หายได้ ไม่ตายได้ นี่เป็นเรื่องที่ตระกูลฟางทั้งบนล่างล้วนปรารถนาแม้ในยามฝัน ถ้าใครทำเรื่องนี้ได้ นายหญิงผู้เฒ่าฟางกับนายหญิงใหญ่ฟางคงซาบซึ้งขนาดชีวิตก็ยกให้เขา
แต่ได้ยินจากปากของเด็กสาวผู้นี้ คนตรงนั้นไม่ตื่นตะลึงและไม่โลดเต้นยินดี
นายน้อยฟางแค่นเสียงขึ้นจมูกหัวเราะขึ้นมา
“คุณหนูจวินคำขู่นี้ช่างทำให้คนตกใจนัก” เขากล่าวขึ้น
คุณหนูจวินยิ้ม ยื่นมือกดลงบนข้อมือของเขาที่วางอยู่บนรถเข็น
เพราะร่างกายง่อยเปลี้ย มือเท้าของนายน้อยฟางล้วนเย็นเฉียบ ฉับพลันมืออุ่นมาสัมผัส และมือนี้ยังเป็นมือนุ่มอุ่นแบบที่มีเฉพาะเด็กสาว ทำให้เขาอดตัวแข็งขึ้นมาไม่ได้
คุณหนูจวินพลิกมือของเขาขึ้น นิ้วกดบนชีพจรของเขา
นายน้อยฟางรู้สึกว่าความอุ่นร้อนไหลตามเส้นเลือดไปทั่วร่าง ใบหน้าของเขาปรากฏความอับอายกรุ่นโกรธ
เขาถึงกับโดนผู้หญิงคนนี้แตะ
เขารู้คนอื่นไม่กล้าแสดงออกมาบนใบหน้าในคำพูด แต่ในใจก็ล้วนรังเกียจร่างกายนี้ของเขา ทว่าพวกเขารังเกียจเขา เขาก็รังเกียจพวกเขา
พวกเขารู้สึกว่าร่างกายนี้ของตนสกปรก ส่วนเขากลับรู้สึกว่าพวกเขาถึงจะสกปรกเหม็นเน่า
นายน้อยฟางกำลังจะสะบัดมือ คุณหนูจวินก็ยืนขึ้นตรงเก็บมือกลับไปก่อน
“เจ้าไม่ได้เป็นโรค” นางพูดขึ้น “แต่ถูกพิษ”
นายน้อยฟางแค่นเสียงขึ้นจมูก
“เหลวไหล” เขาพูดขึ้น
ทุกคนรู้ว่านี่เป็นโรคที่เป็นมาตั้งแต่ในครรภ์ เมื่อตอนมารดาอุ้มครรภ์เขา เพราะโศกเศร้ากับการจากไปของบิดามากเกินไป ตอนแรกเกือบแท้ง ไม่ง่ายกว่าจะรักษาไว้ได้ แต่ในที่สุดก็คลอดก่อนกำหนด แม้ห้าขวบปีแรกจะปลอดภัยไร้เรื่อง แต่ในที่สุดก็มีโรคแฝง
ถูกพิษ ผู้หญิงคนนี้มองเขาเป็นเด็กเล็กๆ หลอกได้จริงๆ งั้นเหรอ
คุณหนูจวินไม่ได้พูดอะไรอีก ถอยหลังไปหลายก้าว
“ข้าจะกลับไปลองคิดดู บางทีอาจคิดวิธีแก้พิษได้” นางพูดขึ้น ไม่รอนายน้อยฟางพูดก็หันกายเดินจากไป
นางเดินไปอย่างว่องไวไม่ลังเล ทำให้นายน้อยฟางเรียกสติกลับมาไม่ทันอยู่บ้าง นั่งอยู่บนรถเข็นสีหน้ามึนงง
น่าขำจริงๆ
วันนี้เขาเป็นอะไรไปแล้ว? ไม่เพียงเป็นฝ่ายเริ่มคุยกับผู้หญิงคนนั้น ทั้งยังฟังคำพูดของผู้หญิงคนนั้นอีก
โรคของเขา สิบปีมานี้ท่านยาย ท่านแม่วิ่งตามหาหมอชื่อดังทุกหนทุกแห่ง จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครพูดว่ารักษาได้ แต่ตอนนี้เวลานี้ ผู้หญิงไร้ประโยชน์ไม่มีสมองคนนี้กลับพูดว่ารักษาเขาได้?
ที่น่าขำยิ่งกว่าคือพริบตานั้นเขาดีใจ
ดีใจ เพราว่ารักษาหายได้ถึงดีใจหรือ? เขาถึงกับเชื่อได้ลง
เมื่อเวลาชีวิตนับถอยหลังสั้นลงๆ เขาคิดว่าเขาไม่กลัวอีกแล้ว เขาคิดว่าเตรียมพร้อมมาเกือบสิบปีจะยอมรับอย่างสงบได้ แต่ที่จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อจุดจบใกล้เข้ามา ในใจของเขากลัวจนถึงขั้นนี้ ถึงกับทำราวกับคำพูดของผู้หญิงพรรค์นี้เป็นเส้นฟางช่วยชีวิตเส้นหนึ่งที่ควรคว้าจับให้แน่น
นายน้อยฟางมองเด็กสาวที่เดินไกลออกไป อยากหัวเราะให้ลั่น แต่สุดท้ายก็ส่งเสียงหัวเราะหึหึออกมาสองที
“ไปเถอะ” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ
เด็กรับใช้สองคนซ่อนความตกตะลึงในดวงตารีบเข็นรถเข็น กุกกักกุกกักจากไปในสวนดอกไม้ฤดูหนาวอันเงียบเหงา
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเจ้าคะ วิธีนี้ของท่านดีจริงๆ” หลิ่วเอ๋อร์พูดระริกระรี้
คุณหนูจวินมองนางเหมือนไม่เข้าใจ
“ที่หลอกเจ้าง่อยนั่นไงเจ้าคะ” หลิ่วเอ๋อร์พูดขึ้นสีหน้านับถือ
คุณหนูจวินหัวเราะขึ้นมา ไม่พูดอะไร เดินไปพักหนึ่งมองเห็นพื้นที่โล่งกว้างก็หยุดลง
ที่นี่เหมือนกับลานฝึกยุทธ์แห่งหนึ่ง
ตระกูลของคฤหัสถ์ผู้ร่ำรวยล้วนมีลานฝึกยุทธ์เตรียมไว้ ตระกูลของบัณฑิตต้องมีหกศาสตร์แห่งวิญญูชน[footnoteRef:1] ส่วนฝั่งเจ๋อโจวนี้ตระกูลคนคุ้มกันมาก ลูกหลานย่อมต้องหมั่นฝึกฝนฝีมือ [1: หกวิชาที่บัณฑิตพึงร่ำเรียน ได้แก่ จารีต ดนตรี ธนู รถศึก อักษร คำนวณ礼、乐、射、御、书、数。]
เพียงแต่ว่าตระกูลฟางไม่มีผู้ชายแล้ว ทว่าลานฝึกยุทธ์นี้ดูแล้วยังคงถูกใช้อยู่บ่อยๆ
“คุณหนู คุณหนู ท่านดู ท่านดู นี่คือรอยมือที่นายหญิงผู้เฒ่าฟาดลงบนหลักไม้” หลิ่วเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าหลักไม้อันหนึ่งชี้บอก
คุณหนูจวินเดินเข้าไปเห็นหลักไม้ที่ใช้ฝึกหมัดอันนี้ ไม่เห็นเป็นอย่างที่หลิ่วเอ๋อร์พรรณนาเกินจริง นางยิ้มยื่นมือตบลงไปบนจุดที่หลิ่วเอ๋อร์ชี้
“โธ่ มือบอบบางของคุณหนูหยาบหมดแล้ว” หลิ่วเอ๋อร์รีบบอก
คุณหนูจวินยิ้มพลางรั้งมือกลับมา
“ที่นี่ไม่เลว” นางว่า มองไปรอบๆ “ตั้งเป้ายิงธนูอีกสักอันเถอะ”
หลิ่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจ
“จะตั้งเป้ายิงธนูทำอะไรหรือเจ้าคะ?” นางถามขึ้น
“ฝึกร่างกายให้แข็งแรงสิ” คุณหนูจวินพูด ตบเบาๆ ไปที่หลักไม้อีกครั้ง
จะนั่งเรือผุลำหนึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยต้องเตรียมพร้อมเผชิญความโคลงเคลงให้ดี
หลิ่วเอ๋อร์แม้จะไม่สนใจฝึกร่างกายให้แข็งแรง แต่คำพูดของคุณหนูต้องเชื่อฟัง ตามหญิงรับใช้สาวใช้ตระกูลฟางมาตั้งเป้ายิงธนูและหาคันศรกับลูกธนูทันที
หญิงรับใช้สาวใช้ตระกูลฟางคิดไม่ถึงว่านายบ่าวคู่นี้จะเอ่ยความต้องการเช่นนี้ขึ้นมา พวกนางได้รับคำสั่ง ไม่อนุญาตให้พูดคุยถกเถียงกับสองนายบ่าวคู่นี้และไม่อนุญาตให้นายบ่าวคู่นี้ออกไปข้างนอก
แต่ตอนนี้คุณหนูจวินทั้งไม่ได้เรียกพวกนางมาถามเรื่องลับของตระกูลฟาง แล้วก็ไม่ได้ก้าวออกจากประตูชั้นใน ถ้าอย่างนั้นคำสั่งของคุณหนูจวินพวกนางต้องเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟัง?
บรรดาหญิงรับใช้ได้แต่ด้านหนึ่งแสร้งทำเป็นทำตามคำสั่งไปเตรียมของ อีกด้านหนึ่งรีบไปรายงานต่อนายหญิงใหญ่ฟาง
“นี่นางคิดจะทำอะไร?” นางหยวนขมวดคิ้ว “ทำไมอยากฝึกฝนร่างกายขึ้นมา? นางยังจำเป็นต้องฝึกร่างกายให้แข็งแรงหรือ?”
คำพูดนี้ของนางหยวนมีนัยแฝง ครั้งนั้นฟางจิ่นซิ่วกับคุณหนูจวินตบตีเพราะเรื่องผ้าเช็ดหน้า ถึงฟางจิ่นซิ่วจะร้าย แต่คุณหนูจวินก็ไม่ได้เสียเปรียบ จิกผมของฟางจิ่นซิ่วไปเป็นกระจุก
“นี่เป็นเรื่องดี อย่างไรก็ดีกว่าเกียจคร้านอยู่เฉยๆ คิดไร้สาระ” นายหญิงใหญ่ฟางพูดขึ้น “ไปทำตามที่คุณหนูจวินสั่งเถอะ”
หญิงรับใช้ตอบรับคำ แต่ยังไม่ไป
“นายหญิงเจ้าคะ คุณหนูจวินพบนายน้อยที่สวนดอกไม้” นางลังเลนิดนึงแล้วพูดต่อ “ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าถึงต้องการทำแบบนี้”
เมื่อได้ยินว่าเกี่ยวกับนายน้อยฟาง นายหญิงใหญ่ฟางก็นั่งหลังตรงขึ้นมา
“ทำยังไงให้นางวิ่งไปอยู่ต่อหน้านายน้อยได้?” นางหยวนรีบเอ่ยขึ้น “นางเป็นคนร้ายกาจ เจอนายน้อยไม่รู้จะพูดอะไรบ้าง”
จะพูดอะไรได้ ก็พูดคำพูดถูกเหยียดหยันนายน้อยง่อยเปลี้ยคนนี้ที่คนในคนนอกพูดกันพวกนั้นน่ะสิ
นายหญิงใหญ่ฟางสูดหายใจลึกแล้วก็นั่งกลับลงไป
“เฉิงอวี่ก็รู้ว่านางเป็นคนอย่างไร คงไม่สนใจ” นางเอ่ย “อีกสักพัก ข้าจะไปคุยกับเขา คุณหนูจวินอย่างไรก็เป็นแขก ช่วงหลายวันนี้เขาก็ไม่ต้องไปที่สวนดอกไม้ไปก่อน”
นางหยวนถอนหายใจท่าทางจนปัญญาอยู่บ้าง
“กรรมเวรจริงๆ นายหญิงน้อยทำไมถึงคลอดเด็กแบบนี้ออกมาได้ ” นางเอ่ยขึ้นอีกด้านหนึ่งก็โบกมือใส่หญิงรับใช้
หญิงรับใช้ตอนนี้ถึงรีบถอยออกไป
นายหญิงใหญ่ฟางยังคงเปิดสมุดบัญชีช้าๆ เหมือนปกติ นางหยวนกลับรู้ได้ว่าตอนนี้นางอารมณ์ไม่ดี แล้วก็จริงรั้งอยู่ดูสมุดบัญชีเล่มหนึ่งเสร็จนายหญิงใหญ่ฟางก็ลุกขึ้นยืน
“จ้าวโจวเรื่องนั้นข้าจะไปพูดกับนายหญิงผู้เฒ่า” นางเอ่ยขึ้น มองนางหยวนทีหนึ่ง “เจ้าไปบอกกับบัณฑิตคนนั้น ก่อนสิ้นปีจัดงานแต่ง”
ก่อนสิ้นปี? นายหยวนอดตกใจไม่ได้
ตอนนี้ห่างจากสิ้นปีไม่ถึงหนึ่งเดือนแล้ว เห็นเลยว่าการแต่งงานครั้งนี้รีบเร่งเพียงใด
“มีอะไรรีบเร่ง อย่าว่าแต่ในหนึ่งเดือนจัดงานแต่ง ต่อให้เป็นสามวันให้หลังตระกูลฟางของพวกเราจะจัดการไม่ได้เชียวหรือ?” นายหญิงใหญ่ฟางเอ่ยขึ้น
ความหมายก็คือจะต้องให้นางหายไปจากสายตาตอนนี้เดี๋ยวนี้
นางหยวนไม่พูดอะไรอีก ปรนนิบัตินายหญิงใหญ่ผลัดผ้า ส่งนายหญิงใหญ่ออกประตูไป นางยืนอยู่ที่ประตูครู่หนึ่งก็กวักมือเรียกสาวใช้คนหนึ่ง
“ไปบอกคุณหนูสามว่า คุณหนูจวินด่าทอนายน้อยที่สวนดอกไม้” นางกำชับเสียงเบา
สาวใช้รับคำแล้วก็วิ่งตึงตังไป
……………………………………….