หวนชะตารัก: Chapter 039 ตอนที่ 39
บทที่ 39 ฟังเรื่องเล่านั้น
ทั่วทั้งโรงน้ำชาเงียบสงัด มีเพียงนักเล่าเรื่องที่ยังคงวาดมือวาดไม้
“...เป็นเกียรติยศอันสูงสุด และเป็นพรหมลิขิตฟ้า...ที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยหัวหน้ากองพันลู่ ช่างเป็นน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่...”
เสียงสั่นๆ สะท้อนก้องในโรงน้ำชา
ช่างหาเรื่องตายจริงๆ นักเล่าเรื่องของหยางเฉิงใจกล้าขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร ถึงกับกล้าพูดถึงองครักษ์เสื้อแพรในที่สาธารณะ
ที่พูดถึงยังเป็นหัวหน้ากองพันลู่จอมวายร้ายชื่อเสียงลือลั่นคนนั้นแห่งเมืองหลวงอีก
ในโรงน้ำชาหลังจากความเงียบอึดใจหนึ่งผ่านไป ฉับพลันเสียงโต๊ะเก้าอี้ขยับเสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายก็ดังขึ้นทันที ผู้คนที่แต่เดิมนั่งดื่มน้ำชาพูดคุยหัวเราะกันอยู่พากันวิ่งไปทางด้านนอก
แต่นักเล่าเรื่องบนเวทีราวกับไม่เห็นภาพฉากนี้ ยังคงยกพัดเล่าด้วยท่าทางเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์
ตาเห็นคนโถมเข้ามา คุณหนูจวินกลับยืนอยู่ที่ประตูนิ่งไม่ขยับ
ตกใจกลัวไปแล้วสินะ?
ใครจะไปคิดว่าในโรงน้ำชาแห่งนี้ถึงกับมีนักเล่าเรื่องเสียสติคนหนึ่ง
ฟางอวี้ซิ่วยื่นมือไปดึงคุณหนูจวินคิดจะพานางถอยออกมา แต่กลับดึงถูกอากาศ คุณหนูจวินไม่เพียงไม่ถอยแต่กลับเดินเข้าไปข้างใน
นางทำอะไร!
ฟางอวี้ซิ่วร้อนรนเกือบจะตะโกนเรียกออกมา คนในโรงน้ำชาพุ่งออกมาแล้ว ขวางไม่ให้นางดึงคุณหนูจวินไว้ได้
นางคงไม่ใช่เพราะจะฟังข่าวดังจากเมืองหลวงถึงเข้าไปหรอกนะ?
ต่อให้จะฟังข่าวดังจากเมืองหลวง ก็ต้องแยกแยะว่าเป็นข่าวดังอะไร
ทุกวันนี้นั่งอยู่ในบ้านยังไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องขององครักษ์เสื้อแพร องครักษ์เสื้อแพรไม่มีที่ใดไม่อยู่ เจ้าพูดวันนี้พรุ่งนี้พวกเขาก็มาถึงประตูแล้ว ตอนนี้ถึงกับเปิดปากพูดข้างนอกต่อหน้าธารกำนัล ถนนทั้งเส้นนี้ไม่รู้มีองครักษ์เสื้อแพรแฝงตัวอยู่มากน้อยเท่าไร รออีกเดี๋ยวพุ่งเข้ามา คนที่ซวยย่อมไม่ใช่นักเล่าเรื่องคนเดียว คนที่อยู่ในเหตุการณ์พวกนี้ย่อมต้องติดร่างแหไปด้วย
คุณหนูจวินติดร่างแหถูกจับไป จากนี้หายไปจากตระกูลฟาง ก็เป็นเรื่องน่ายินดีของฟางอวี้ซิ่ว แต่ใครให้คุณหนูจวินกับตระกูลฟางเป็นญาติกันล่ะ
ฟางอวี้ซิ่วยกเท้าจะตามเข้าไป แต่ก็หยุดลง
ญาติ ญาติก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องโดนลากไปเกี่ยวด้วยกระมัง คุณหนูจวินชื่อเสียงย่ำแย่ คนที่รอจะเหยียบย่ำนางมากเอาการ
ไม่ใช่มีคำกล่าวว่าตัดข้อมือเลี้ยงเสือหรือ?
ถ้าหากยอมแลกนิดหน่อยสลัดจวินเจินเจินทิ้งไปได้ ก็คุ้มค่าอยู่กระมัง
ฟางอวี้ซิ่วมองเด็กสาวที่ยิ่งดูบอบบางอ้อนแอ้นท่ามกลางผู้คนที่วิ่งวุ่นวาย กำหมัด
ช่างเถอะ
นางยกเท้าพุ่งเข้าไป
“รีบไป รีบไป ข่าวดังเรื่องนี้ฟังไม่ได้” นางคว้าคูณหนูจวินรีบพูด
“ตอนนี้ไปไม่ได้” คุรหนูจวินเอ่ยขึ้น
ทำไม?
ในใจฟางอวี้ซิ่วถามแต่ไม่ได้ถามออกมา เพราะว่าที่ตรงนั้นเงียบสงบลง บนชั้นสองไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรปรากฏชายที่ร่างสวมชุดดำผ้าคลุม เอวห้อยดาบสันตรง สีหน้าเย็นชาหลายสิบคนออกมา
สายตาของคนเหล่านี้กวาดไปทั่วโถงใหญ่ ผู้คนที่เดิมชุลมุนอยู่ชั่วพริบตาก็แข็งค้างไปอีกครั้ง
องครักษ์เสื้อแพร
คนขององครักษ์เสื้อแพรอยู่ที่นี่อย่างที่คิด
มือของฟางอวี้ซิ่วที่จับคุณหนูจวินอยู่กำแน่นอย่างห้ามไม่ได้ แต่กลับพบว่ามีแรงมากมายดึงไป
ที่แท้คุณหนูจวินยังคงเดินไปข้างหน้าอีก
ในฝูงชนที่นิ่งสนิททั้งหมู่นี้ เด็กสาวเดินไปช้าๆ เด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ฟางอวี้ซิ่วแข้งค้างไปแล้ว ถูกลากเดินตามไปด้วย รู้สึกถึงสายตาขององครักษ์เสื้อแพรเหล่านั้นเหนือศีรษะกวาดมองมา
สายตานั้นเป็นเช่นเดียวกับเสื้อผ้าของพวกเขา ดาบที่ห้อยอยู่ที่เอวของพวกเขาและสีหน้าของพวกเขาเช่นนั้น เย็นเยียบน่าหวาดกลัว
ในดวงตาของพวกเขา นอกจากฮ่องเต้กับหัวหน้าของพวกเขา คนอื่นต่อให้เป็นอัครเสนาบดีในราชวงศ์ปัจจุบันก็ไม่นับเป็นคน
เสียงของนักเล่าเรื่องยังคงดังขึ้นต่อไป แต่ฟางอวี้ซิ่วฟังไม่ชัดสักประโยค จนข้างหูมีเสียงนุ่มละมุนของผู้หญิงดังขึ้น
“ใต้เท้าลู่ได้รับพระราชทานองค์หญิงพระองค์ใดหรือ?”
ฟางอวี้ซิ่วเงยหน้าขึ้น มองคุณหนูจวินยืนหน้าโต๊ะตัวหนึ่ง มองนักเล่าเรื่องบนเวทีด้วยทีท่าสนใจใคร่รู้
เสียสติไปแล้ว...
ฟางอวี้ซิ่วสีหน้านิ่งขึง ไม่รู้ควรจะทำอย่างไรแล้ว
นักเล่าเรื่องเหมือนจะคิดไม่ถึงว่าจะมีคนถาม ถูกขัดคำพูดชั่วขณะตะลึงนิ่งไป
ชั้นบนมีเสียงของกระทบกันดังขึ้น นั่นเป็นเสียงมีคนเอาดาบเคาะบนราวกั้น
“ใช่แล้ว ใต้เท้าลู่ได้รับพระราชทานองค์หญิงพระองค์ใดหืม?” เสียงน่าขนลุกของผู้ชายดังขึ้น “ในเมื่อทุกคนถาม เจ้าก็ต้องเล่าสิ เรื่องน่ายินดีครั้งใหญ่ของใต้เท้าลู่ ชาวประชาทั้งหลายต่างก็อยากรู้มาก”
ชาวประชาทั้งหลายต่างก็อยากรู้มาก?
คนที่อยู่ที่นั่นล้วนตะลึงไป
พูดเช่นนี้ นักเล่าเรื่องคนนี้ได้รับคำสั่งให้เล่าเรื่องนี้? ไม่ได้เสียสติไปแล้ว?
“หรือไม่ใช่?” เสียงน่าขนลุกจากบนชั้นสองยังคงพูดต่อ “พวกเจ้าไม่อยากฟังหรือ? พวกเจ้ารีบร้อนวิ่งออกไปเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อจะเอาข่าวนี้ไปบอกกับบรรดาญาติมิตรของตนเองหรือ?”
ฝูงชนที่นิ่งไปพลันวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่ใช่แย่งกันวิ่งออกไป แต่เป็นแย่งกันพุ่งกลับมา
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว พูดให้ชัดหน่อย ไม่อย่างนั้นพวกเราฟังไม่ครบถ้วน ไม่มีปัญญาไปบอกข่าวนี้ให้กับบรรดาญาติมิตรได้นะ” มีคนทำท่าประจบ
ฟางอวี้ซิ่วหลบเลี่ยงไม่ถูกชนเซซ้ายล้มขวาได้ เพราะคุณหนูจวินดึงนางให้นั่งลงแล้ว
ที่แท้ตอนนี้ไปไม่ได้ก็หมายความเช่นนี้สินะ
ก็ถึงว่าแปลก นักเล่าเรื่องถ้าหากไม่ได้รับอนุญาตเหตุใดถึงมาเล่าเรื่องของหัวหน้ากองพันลู่แห่งองครักษ์เสื้อแพรต่อหน้าประชาชีได้ ในเมื่อมาเล่า ย่อมต้องเป็นได้รับคำสั่งมา ในที่นี้ย่อมต้องมีคนขององครักษ์เสื้อแพร
ได้ยินนักเล่าเรื่องพูดถึงเรื่องของหัวหน้ากองพันลู่ทุกคนต่างวิ่งหนี ในสายตาขององครักษ์เสื้อแพรย่อมต้องไม่พอใจ
ฟางอวี้ซิ่วไม่กล้ามั่นใจว่าคนที่วิ่งไปแล้วเมื่อครู่พรุ่งนี้จะมีจุดจบดีได้หรือไม่ แต่มั่นใจได้ว่าคุณหนูจวินที่เมื่อครู่ไม่ได้วิ่งหนียังเดินเข้ามาเป็นฝ่ายถามเรื่องนี้ขึ้นมาย่อมต้องไม่เป็นไร
ฟางอวี้ซิ่วรู้สึกเพียงแค่ในมือเต็มไปด้วยเหงื่อ รู้สึกถึงสายตาที่ราวกับอสรพิษขององครักษ์เสื้อแพรบนชั้นสองกวาดตามองในห้องโถง ทำท่าตั้งใจฟังอย่างเชื่อฟัง แต่ที่จริงนักเล่าเรื่องพูดอะไรไม่ได้ฟังเข้าไปสักนิด
หัวหน้ากองพันลู่คนนั้นก็ดีหัวหน้ากองพันชีก็ดี แต่งงานก็ดีเสียภรรยาก็ดี เกี่ยวอะไรกับนาง
นางอดไม่ได้มองคุณหนูจวินที่อยู่ข้างกาย
สีหน้าของคุณหนูจวินจดจ่อมองไปบนเวที
“สรุปว่าพระราชทานองค์หญิงองค์ไหนล่ะ?” นางถามขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลบเสียงอื้ออึงในโรงน้ำชา ยังเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น
นางอยากรู้จริงหรือ? หรือจงใจประจบกัน? ที่จริงนางโง่หรือว่าฉลาดกันแน่?
ฟางอวี้ซิ่วอดคิดไม่ได้ขึ้นมา
หลังเสียงของคุณหนูจวิน คนอื่นก็รีบถามตามขึ้นมา ประจบ เรื่องนี้ยังคงมีคนมากมายยินดีทำ
หลังคำถามที่หลายคนแย่งกันนี้ ในโถงใหญ่ก็ฟื้นกลับมาเป็นบรรยากาศในการฟังเรื่องเล่าตามปกติ
องครักษ์เสื้อแพรทั้งหลายบนชั้นสองในดวงตาก็ปรากฏแววพึงพอใจขึ้นมา สายตาหลายคู่ในนั้นหยุดอยู่ที่ร่างของคุณหนูจวินชั่วครู่
นักเล่าเรื่องด้านนั้นเรียกสติกลับมาได้แล้ว ได้ยินคำถามก็อาศัยจังหวะเล่นลูกเล่นของนักเล่าเรื่อง ล่อให้อยากให้ติดตามครู่หนึ่งถึงสะบัดพัด
“จะพูดถึงองค์หญิงพระองค์นี้ ไม่ใช่ใครอื่น เป็นองค์หญิงจิ่วหลีที่อดีตฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งนั่นเอง”
คำพูดนี้ออกมา ผู้คนที่ฟังเล่าเรื่องอยู่ก็มีคนยกยอร้องดีตามจังหวะ แต่คนมากกว่าเงียบงันด้วยความตกตะลึง
องค์หญิงจิ่วหลีหรือ
“...พูดถึงองค์หญิงจิ่วหลีผู้นี้ ย่อมไม่พูดถึงชื่อพระราชทานของนางไม่ได้ ครั้งนั้นกรมกลาโหมได้รับคำสั่งให้สร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเสียที จนเมื่อองค์หญิงจิ่วหลีเสด็จลงมาประสูตินาทีนั้น อาวุธยุทโธปกรณ์ก็สำเร็จครั้งใหญ่ อดีตฮ่องเต้ทรงดีพระทัยยิ่งนัก ตรัสว่าชนเผ่าจิ่วหลีในยุคโบราณ ครอบครองศาสตร์อาคมแห่งอาวุธ ดังนั้นนี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่องค์หญิงตัวน้อยพระองค์นี้นำมา ดังนั้นจึงพระราชทานชื่อให้ว่าจิ่วหลี”
แต่เดิมก็มีเรื่องเล่าเช่นนี้ด้วยหรือ ฟางอวี้ซิ่วอย่างไรก็เป็นเด็กสาว อดสนใจฟังไม่ได้ ไม่ทันรู้ตัวก็มองไปที่คุณหนูจวิน
คุณหนูจวินสีหน้านิ่งสงบ แต่ราวกับเหม่อลอยไปแล้ว เพราะว่ามือของนางถึงกับยกถ้วยชาขึ้นมาจากโต๊ะ
ก่อนหน้านี้วิ่งหนีวุ่นวาย ตอนนี้กลับมายิ่งยุ่งเหยิง ตำแหน่งที่นั่งของทุกคนมั่วไปหมดแล้ว ถ้วยชาใบนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่คนอื่นใช้ก่อนหน้านี้
นางทำไมยกขึ้นมาจะใช้เสียแล้ว?
ดังนั้นที่จริงในใจอย่างกรก็หวาดกลัวอยู่สินะ
ฟางอวี้ซิ่วยื่นมือไปกดมือของนาง
คุณหนูจวินมองทางนาง สายตานิ่งลึกล้ำนั้นจดจ่อกลับมา มือก็วางลง
ลืมตัวไปจริงอย่างที่คิด
ฟางอวี้ซิ่วรั้งมือกลับมานั่งตัวตรง
“องค์หญิงจิ่วหลีคนนี้เป็นธิดาของฝ่าบาทองค์ปัจจุบันหรือ?” นางถามขึ้นมาลอยๆ เสียงเบา
คุณหนูจวินส่ายศีรษะ
“ไม่ใช่” นางเอ่ยขึ้น
นางรู้หรือ ฟางอวี้ซิ่วเพียงแค่จะเปลี่ยนประเด็นเท่านั้น ไม่คิดว่านางจะตอบกลับมา แต่ว่าก็ไม่มีอะไรแปลก คุณหนูตระกูลขุนนางอย่างพวกนางอยู่ด้วยกันสิ่งที่ชอบทำที่สุดก็คือนินทาผู้คนทั้งยังไม่ชอบคนจนชื่นชอบคนรวย
องค์หญิงพระญาติฮ่องเต้เหล่านั้นย่อมต้องคุ้นเคยราวกับนับสมบัติในบ้าน
“เช่นนั้นเป็นใคร? ของอดีตฮ่องเต้?” ฟางอวี้ซิ่วถามไปงั้นๆ
คุณหนูจวินเงยหน้าขึ้นมองไปทางนักเล่าเรื่อง
“ไม่ใช่” นางเอ่ยขึ้น “เป็นพระธิดาของอดีตองค์รัชทายาท พี่สาวคนโตของไหวอ๋อง”
องค์รัชทายาท? อดีตองค์รัชทายาท!
ฟางอวี้ซิ่วตะลึงไป มิน่าเล่าสีหน้าของคนในห้องโถงถึงประหลาดนัก
ที่แท้เป็นถึงพระธิดาขององค์รัชทายาทที่สิ้นไปคนนั้นกับพระชายา และตอนนี้เองนักเล่าเรื่องบนเวทีก็กำลังพูดประโยคนี้ออกมาพอดี
“...นอกจากนี้ องค์หญิงจิ่วหลียังมีฐานะอีกอย่างหนึ่ง ทุกท่านเดาสิว่าคืออะไร?”
น่าเสียดายครั้งนี้ไม่มีคนรับลูกของเขา ในโถงเงียบงันอย่างประหลาดอยู่บ้าง
“ไม่ผิด ทุกคนเดาถูกแล้ว หัวหน้ากองพันลู่ก่อนหน้านี้ก็ได้รับพระราชทานองค์หญิง องค์หญิงจิ่วหลีผู้นี้ก็คือพี่สาวภรรยาของหัวหน้ากองพันลู่นั่นเอง”
ยังดีนักเล่าเรื่องไม่ใช่ไม่เห็นบรรยากาศวังเวง ตนเองหัวเราะแล้วแก้สถานการณ์กลับมา
“องค์หญิงที่ล้มป่วยจากไปพระองค์นั้นพระนามว่าจิ่วลิ่ง เป็นน้องสาวสายเลือดเดียวกันขององค์หญิงจิ่วหลี”
……………………………………….