หวนชะตารัก: Chapter 024 ตอนที่ 24
บทที่ 24 นางรู้จริงๆ
ในห้องคุณหนูจวินนั่งอยู่อยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
เมื่อครู่นางพลิกหนังสือบนชั้นหมดแล้ว เหมือนกับที่คิดไว้ไม่มีสิ่งที่นางต้องการหา
หนังสือแพทย์พวกนั้นของอาจารย์ไหนเลยจะเป็นของที่พบได้ทั่วไป
พูดไปแล้ว นางยังมีเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จก็คือเรียบเรียงหนังสือแพทย์ของอาจารย์ เช่นนี้คิดดูแล้วมีชีวิตอยู่ต่อได้ก็ไม่เลวจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่ผิดต่อคำฝากฝังของอาจารย์
หลิ่วเอ๋อร์หาวมองคุณหนูจวินหยิบเข็มทองขึ้นมา
“คุณหนูท่านจะเล่นหรือเจ้าคะ?” นางถามขึ้น
เช้านี้คุณหนูเล่นไปไม่น้อย ทำเอานางเหนื่อยอยู่หน่อยแล้ว
“ไม่ได้เล่น” คุณหนูจวินพูดขึ้น ในมือนางคลึงเข็มทองเล่มหนึ่งหมุนสะท้อนกับแสงอาทิตย์ข้างหน้าต่าง นายหญิงใหญ่ฟางที่ยืนอยู่ในเรือนเห็นเข้าพอดีรู้สึกว่าดวงตาลายไปชั่วครู่
ไม่ใช่นางไม่เคยเห็นเข็มทอง ที่ทำให้นางตาลายคือเรื่องที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้
ก่อนหน้านี้นางทำมากมายถึงขนาดนั้น ค่อยๆ ก้าวอย่างระมัดระวังจนในที่สุดก็ไล่เด็กสาวคนนี้ออกไปจากตระกูลฟางได้เด็ดขาดอย่างสมเหตุสมผล แต่ประโยคเดียวของเด็กสาวคนนี้กลับทำลายทุกอย่างลง
นายหญิงใหญ่ฟางรู้สึกว่าเรื่องที่ตนเองทำเหมือนกับฟองอากาศลูกโตลูกหนึ่ง ดูแล้วร้ายกาจยิ่งนัก แต่ต่อหน้าเด็กสาวคนนี้ที่หยิบเข็มทองขึ้นมาแตกพ่ายในหนึ่งการโจมตี
นายหญิงใหญ่ฟางสูดหายใจลึก เรื่องนี้เป็นความผิดพลาด ก็เหมือนเช่นนายหญิงผู้เฒ่ากล่าว นี่ก็แค่บังเอิญเท่านั้น เด็กสาวคนนี้พูดจาเหลวไหลส่งเดช นางควรจะลืมไปทันทีแล้วทำเรื่องที่นางควรทำต่อไป แต่นางกลับขยับก้าวเท้าไม่ออก
“นายหญิงใหญ่”
เสียงของหลิ่วเอ๋อร์ดังมาจากในห้อง นายหญิงใหญ่ฟางมองใบหน้าของสาวใช้ที่แนบติดกระจกจนรูปหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ต่อมาหน้าต่างก็ถูกผลักเปิดออก
“นายหญิงใหญ่ท่านมาทำอะไร?”
สาวใช้ไม่ได้ออกมารับ กลับกันน้ำเสียงไม่พอใจที่ถูกรบกวนอยู่หลายส่วน
คุณหนูจวินก็มองข้ามมา ไม่ได้ประหลาดใจหรือไม่พอใจกับการมาของนาง วางเข็มทองลงลุกขึ้นยืน
“ท่านป้า” นางคำนับเรียก หลังจากนั้นก็ยืนร่างเหยียดตรง ดวงตาโตทั้งคู่สงบนิ่งมองนาง
ดวงตาคู่นั้นราวกับกำลังถามจุดประสงค์ที่นางมา
ทันใดนั้นนายหญิงใหญ่ฟางรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้คุ้นเคยอยู่เลือนราง
ตอนที่รู้ข่าวสามีเสีย รับรู้ว่าอาการของบุตรชายรักษาไม่หาย ทุกเช้านางไม่อาจตื่นขึ้นมาได้ คิดถึงเรื่องที่ต้องเผชิญหลังลืมตาตื่นจะทำให้นางเจ็บปวดจนตาย
แต่เวลานั้นก็ยังมีเสียงหนึ่งพูดอยู่ที่ก้นบึ้งหัวใจ ตื่นขึ้นมาลองดู มีแต่จะตายไปจริงหรือ เพราะเหตุนี้นางจึงบังคับตัวเองให้ลืมตา หลังจากนั้นนางก็มีชีวิตมาจนถึงตอนนี้
ตอนนี้ก็เหมือนกัน พอคิดถึงคำถามที่นางอยากถามเด็กสาวคนนี้แล้ว นางไม่อยากถามออกจากปากสักนิด
แต่จะให้ทนทรมานอยู่เช่นนี้ ไม่สู้ถามให้มันจบๆ ไป จริงหรือหลอก ทำไมตัวเองต้องทำให้ตัวเองสับสน
สาวใช้ที่ประตูได้รับคำอนุญาตจากคุณหนูจวินก็เลิกผ้าม่านขึ้น นายหญิงใหญ่ฟางไม่ลังเลแม้แต่น้อยเดินเข้าไป
“เจินเจิน เมื่อวานเจ้าพบกับเฉิงอวี่แล้วหรือ? ” นางเปิดปากถามเข้าประเด็น
หลิ่วเอ๋อร์เบะปาก
“ไอ้ง่อยคงร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องสินะ” นางบ่นพึมพำ
นางหญิงใหญ่ฟางแต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับคนรับใช้ นั่นมีแต่จะลดฐานะของนางให้ต่ำลง
คนรับใช้ทำอะไรไม่ถูก ให้มีนายของนางรับแทนก็พอแล้ว
“เจ้าค่ะ” คุณหนูจวินตอบ “ท่านป้าอยากถามรายละเอียดของเรื่องหรือเจ้าคะ?”
นายหญิงใหญ่ฟางตอบรับ หันไปกำชับสาวใช้ข้างกาย
“พวกเจ้าออกไปก่อน” นางพูดขึ้น
พูดจบคนถึงอึ้งไปเล็กน้อย
คุณหนูจวินเป็นฝ่ายถามคำถามฟุ่มเฟือยขึ้นมาหนึ่งประโยค คือต้องการให้คนนอกหลบออกไปให้พวกนางคุยรายละเอียดกันตามลำพังสินะ?
เด็กสาวคนนี้คิดรอบคอบได้ขนาดนี้? เป็นจิตใต้สำนึกนางเองคิดมากไปแล้วหรือเปล่า?
“เจ้าไปต้มชากาหนึ่ง” คุณหนูจวินพูดกับหลิ่วเอ๋อร์ พูดจบก็หยุดไปนิดนึง “ดูคนพวกนั้นที่อยู่ข้างนอก อย่าให้พวกนางแอบฟังคำพูดของข้า”
หลิ่วเอ๋อร์ผู้เดิมทีไม่พอใจที่ถูกไล่ออกไปดีใจขึ้นมาทันที แล้วยังพยักหน้าจริงจังขานรับคำ นี่เป็นถึงภารกิจสำคัญที่คุณหนูมอบหมายให้ตนเอง คนรับใช้ตระกูลฟางพวกนี้แต่ไหนแต่ไรก็เชื่อไม่ได้ นางจะต้องขวางประตูไม่ให้พวกนางเข้าใกล้มาแอบฟัง
นายหญิงใหญ่ฟางสีหน้าว้าวุ่นมองหลิ่วเอ๋อร์ดีอกดีใจออกไป เม้มปากไม่พูดอะไร
ในห้องเหลือเพียงคุณหนูจวินกับนายหญิงใหญ่ฟางสองคน
“ท่าป้าเชิญนั่ง” คุณหนูจวินพูดขึ้น
นายหญิงใหญ่ฟางนั่งลง คุณหนูจวินนั่งลงตรงข้ามนาง ทำท่าตั้งใจฟังผู้อาวุโสสอนสั่ง
นายหญิงใหญ่ฟางชั่วขณะไม่รู้จะพูดอะไร นางพบกับคุณหนูจวินตามลำพังไม่บ่อย คิดไม่ออกอยู่บ้างว่าคุณหนูจวินอ่อนน้อมเช่นนี้มาตลอดใช่หรือไม่
“เจินเจิน ข้าได้ยินพวกเขาบอกว่าเจ้าแก้พิษที่เฉิงอวี่โดนได้? ” นางถามคุณหนูจวิน “นี่หมายความว่าอย่างไร? ”
คุณหนูจวินยิ้ม
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยมองน้องชายละเอียด ครั้งนี้เห็นเข้าถึงสัมผัสได้ว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่ามีบางอย่างไม่แน่ใจต้องลองคิดดู จึงยังไม่ทันได้ไปพูดกับท่านยายและท่านป้า” นางเอ่ยขึ้น
หัวใจของนายหญิงใหญ่ฟางเต้นรัวตึกตักขึ้นมา
ความหมายของคำพูดนี้ก็คือนางไม่ใช่พูดจาส่งเดชถึงไม่ไปหาพวกนาง แต่ยังขบคิดไม่เสร็จ
“เจ้า เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ถูกพิษมันเรื่องอะไรกัน? ” มือที่วางอยู่บนหัวเข่าของนางกำแน่นขึ้นมาเอง
“ท่านป้า ตอนนี้น้องชายเป็นเช่นนี้ท่านยังไม่เข้าใจหรือ? ” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น สีหน้านิ่งสงบมองนายหญิงใหญ่ฟาง “พิษนี่ไม่ใช่ท่านเป็นคนป้อนเขากินเองหรอกหรือ? ”
นาง!
นายหญิงใหญ่ฟางรู้สึกว่าตนเองเห็นเข็มทองทิ่มทะลุหัวใจนางอย่างสบายๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
เดิมทีนางคิดจะเลียบเคียงอ้อมค้อมถามอย่างละมุนละม่อม หรือไม่ก็แสดงท่าทีสบายๆ พูดชักนำถามขึ้น สรุปคือนางไม่คิดจะแสดงออกมาว่าตนเองเห็นเรื่องนี้สำคัญ แต่นางเพียงพูดสองประโยค แผนการนี้ก็ถูกตีทลายแล้ว
ประโยคนี้ร้ายกาจยิ่งกว่าประโยคนั้นที่บอกว่าถูกพิษ ถึงขนาดทำให้นายหญิงใหญ่ฟางแม้แต่คำพูดที่จะถามก็พูดไม่ออก นางผุดลุกขึ้น พุ่งออกไป
หลิ่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่นอกประตูเกือบโดนชนเข้า
“ท่านทำอะไรเนี่ย?” นางตะโกน
นายหญิงใหญ่ฟางย่อมไม่สนใจนาง โซซัดโซเซวิ่งออกมานอกประตู สาวใช้หญิงรับใช้ที่ถูกส่งให้ออกมาข้างนอกถึงเพิ่งได้สติกลับมา
นายหญิงใหญ่เพิ่งเข้าไป พวกนางเพิ่งยืนอยู่ในลานครู่เดียว ทำไมนายหญิงใหญ่ถึงพุ่งออกมาแล้วเล่า ทั้งยังสภาพเหมือนกับหัวใจสลาย
พวกนางไม่ได้ยินในห้องมีเสียงร้องไห้หรือเสียงโวยวายของคุณหนูจวินคนนั้นชัดๆ
นี่มันเรื่องอะไรกัน? พวกนางสีหน้าลนลานไล่ตามออกไป
หลิ่วเอ๋อร์วิ่งเข้ามาในห้อง
“คุณหนู ท่านพูดอะไรหรือเจ้าคะ ทำนายหญิงใหญ่กลัววิ่งไปแล้ว?” นางสงสัยถามขึ้น ท่าทางสะใจอยู่บ้าง “คุณหนูท่านร้ายกาจขนาดนี้ก็ควรทำแบบนี้เสียนานแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ควรให้นางโวยวายต่อหน้าพวกเรา”
คุณหนูจวินก็คิดไม่ถึงว่านายหญิงใหญ่ฟางจะตกใจง่ายถึงเพียงนี้
“บางทีข้าอาจพูดแรงไปแล้ว คำพูดพวกนี้ข้าควรค่อยๆ พูด” นางเอ่ยขึ้น แล้วก็ส่ายศีรษะ น้ำเสียงทำอะไรไม่ได้ “เสียดายข้าไม่มีเวลาให้เสียมากเช่นนั้น”
.......................................................................
“ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าไม่ต้องคิดหรือ? ทำไมยังไปถามนางอีก? ”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดเสียงดุ มองนายหญิงใหญ่ฟางที่คุกเข่าร้องไห้อยู่ตรงหน้า
นายหญิงใหญ่ฟางไม่ได้คุกเข่าร้องไห้แบบนี้มาหลายปีแล้ว มีเพียงตอนที่ลูกชายเสียแล้วก็หลานชายถูกวินิจฉัยว่ารักษาไม่ได้ถึงเป็นแบบนี้มาก่อน
จวินเจินเจินเด็กคนนี้ ตายไปครั้งหนึ่งความสามารถเพิ่มขึ้นมาจริงๆ
นายหญิงผู้เฒ่าฟางคิดอย่างชิงชัง
“ท่านแม่” นายหญิงใหญ่ฟางจับมือนางไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้น “นางรู้ นางรู้ว่าข้าเป็นคนทำร้ายเฉิงอวี่ นางรู้ว่ายาพิษนั้นข้าเป็นคนให้เฉิงอวี่กินลงไป”
มือที่ถูกจับไว้ของนายหญิงผู้เฒ่าฟางแข็งเกร็งขึ้นมา
ที่พูดว่าถูกพิษนี่ไม่ใช่พูดส่งเดชจริงๆ สินะ
เป็นใครบอกนาง? คนที่บอกนางต้องการอะไร?
สีหน้าของนายหญิงผู้เฒ่าฟางฉับพลันก็คมกริบขึ้นมา คนก็ลุกขึ้นยืน แล้วมองนายหญิงใหญ่ฟาง กุมมือนางแน่น
“ซู่เหนียง เจ้าไม่ได้ทำร้ายเฉิงอวี่พวกเราก็เป็นผู้ถูกทำร้ายเหมือนกัน” นางกล่าวขึ้น ดึงนายหญิงใหญ่ฟางให้ลุกขึ้นมา “ไม่ต้องร้องแล้ว ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้พวกเราไปถามนางกันเถอะว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่”
……………………………………….