หวนชะตารัก: Chapter 005 ตอนที่ 5
บทที่ 5 ค่าตัวของคุณชายสิบหนิง
เด็กสาวคนนี้!
ถึงกับกล้าประณามนายท่านผู้เฒ่าหนิง ประณามตระกูลหนิงของพวกนางเช่นนี้
ใบหน้าที่อ่อนโยนอยู่เสมอของนายหญิงใหญ่หนิงมีไอเย็นชั้นหนึ่งเข้าปกคลุม
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยพบคุณหนูตระกูลจวินผู้นี้ ถามมากไปย่อมเป็นการลดตัว
แต่จากคำบรรยายของหนิงอวิ๋นเยี่ยนก็พอจะจินตนาการได้ คุณหนูจวินคนนี้ก็คงเหมือนความเป็นมาของนางชั้นต่ำไม่มีดี ตอนที่เพิ่งเข้ามามองดูก็ยังดูใช้ได้ นายหญิงใหญ่หนิงยังรู้สึกว่าหนิงอวิ๋นเยี่ยนพูดเกินไป แต่ตอนนี้ดูแล้ว ไม่ใช่แค่ไม่มีดี แต่เป็นปากคอเราะร้ายไม่คิดปิดบังสักนิด
ทว่าเพียงหนึ่งลมหายใจเข้าออก นายหญิงใหญ่หนิงก็กดอารมณ์โกรธ สงบนิ่งลงได้
นี่ก็ธรรมดา ก็เหมือนกับที่นางเล่นละครแขวนคอ เป็นเพียงการหาเรื่องตอแยเพราะอับจนหนทาง
นางคิดใช่หรือไม่ว่าตนเองทำลายชื่อเสียงของตระกูลหนิง ตระกูลหนิงย่อมจำเป็นต้องยอมลงให้นาง?
“เด็กคนนี้ เจ้าทำไมคิดเช่นนี้ได้” นายหญิงใหญ่หนิงพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน “คนเราทำการใดเจตนาแรกล้วนดีงาม เพียงแต่เวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยน สืบทอดปากต่อปาก ยากเลี่ยงไม่ให้เปลี่ยน”
นางพูดจบประโยคนี้ ก็เห็นคุณหนูจวินสีหน้าฉายแววผิดหวังขึ้นมา
“ใช่แล้ว คนเราทำการใดเจตนาแรกล้วนดีงาม” นางเอ่ยขึ้น
สาวใช้ตัวน้อยมึนงงไปหมดแล้ว
สรุปจริงๆแล้ว นายหญิงใหญ่หนิงกับคุณหนูยังคงพูดจากลมเกลียวกันอยู่ คำพูดดั่งคมดาบคมธนูเมื่อครู่เป็นนางที่รู้สึกไปเองงั้นเหรอ?
นายหญิงใหญ่หนิงแย้มยิ้ม
“คุณหนูจวิน เจ้ายังเยาว์ คิดว่าเรื่องราวบนโลกใบนี้ดำเป็นดำ ขาวเป็นขาว วันนี้ทุบดินเป็นหลุม ชั่วฟ้าดินสลายก็ไม่อาจเปลี่ยน” นางพูดขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยน สนิทสนมราวกับผู้อาวุโสคนหนึ่งอดทนสั่งสอนลูกหลานของตน
“ใช่แล้ว” คุณหนูจวินพูดขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้านอกจากผิดหวังยังมีรอยโศกเศร้า
คงโศกเศร้าที่เดิมคิดว่าจะได้ชีวิตดีๆ มาง่ายๆ กลับคว้ามาไม่ได้สินะ
รอยยิ้มมุมปากของนายหญิงใหญ่หนิงกดลึกกว่าเดิม สีหน้ายิ่งอ่อนโยนขึ้น
“รอคุณหนูจวินอายุเท่าข้าย่อมรู้เอง สีดำก็อาจเป็นสีขาวได้ สีขาวก็อาจเป็นสีดำได้ เรื่องบางเรื่องย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้” นางกล่าวขึ้น พลิกคำพูดทีหนึ่ง “แต่บางเรื่องก็ไม่อาจเปลี่ยน”
คุณหนูจวินมองไปหานาง เหมือนกับลูกหลานที่ตั้งใจรับฟังคำชี้แนะของผู้ใหญ่
“อย่างเช่นชะตาชีวิตคน” นายหญิงใหญ่หนิงพูดต่อ “ชะตาชีวิตของคนบางคนต่ำ ก็ไม่ใช่เกาะคนอื่นแล้วจะกลายเป็นสูงส่งได้”
คำพูดที่ต่อให้เป็นใครก็ฟังออกว่าเป็นคำด่า นายหญิงใหญ่หนิงก็พูดมันให้เปี่ยมด้วยความจริงใจได้ ราวกับยาดีรสขมที่พูดให้ลูกหลานฟังเพราะห่วงใย
นางพูดจบประโยคนี้ เด็กสาวตรงหน้าก็ยังคงไม่โกรธ ตรงกันข้ามกลับยิ้ม
นางหญิงใหญ่หนิงอดไม่ได้แววตาสั่นไหวขึ้นมา
เด็กสาวคนนี้ที่เดิมนางจัดว่าแค่หน้าตาไม่แย่ พอยิ้มขึ้นมางามจนคนหยุดหายใจ
แต่รอยยิ้มของเด็กสาวมาเร็ว ไปก็เร็ว พริบตาก็หายไปแล้ว
นายหญิงใหญ่หนิงก็เป็นผู้หญิง ตะลึงความงามของผู้หญิงได้ไม่นานก็หาย นางควรจะต้องโกรธเสียมากกว่า แต่รอยยิ้มของเด็กสาวผู้นี้ไม่มีแววเหยียดหยันเยาะเย้ยแม้สักนิด ราวกับลูกหลานที่เบิกบานยามได้ยินคำพูดดีงามของผู้ใหญ่
นี่ย่อมไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของเด็กสาวคนนี้แน่นอน
นายหญิงใหญ่หนิงไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก
ผู้หญิงที่ในสถานการณ์เช่นนี้ยังเก็บซ่อนอารมณ์ของตนได้ น่ากลัวอย่างแท้จริง
ต่อให้ไม่พูดถึงชาติกำเนิด นางก็ไม่เลือกผู้หญิงเช่นนี้มาเป็นลูกสะใภ้ของตนเอง
สรุปแล้ว พบหน้ากันครั้งนี้ นายหญิงใหญ่หนิงในที่สุดก็เห็นด้วยกับคำพูดของหนิงอวิ๋นเยี่ยน คุณหนูจวินผู้นี้ช่างชวนให้คนเกลียดชัง
“นายหญิงใหญ่หนิงช่างถ่อมตน” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น “ถึงแม้ตระกูลหนิงชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่ก็เป็นตระกูลคฤหัสถ์ผู้มีเมตตาที่ชาวบ้านทั้งหลายชื่นชมเป็นเสียงเดียว นายหญิงใหญ่ไม่ต้องดูถูกตนเอง”
นายหญิงใหญ่หนิงโกรธจัด
บรรพบุรุษตระกูลหนิงเป็นคนตัดหญ้าเลี้ยงวัว
คุณหนูจวินคนนี้ด่าตระกูลหนิงของพวกเขาถึงตอนนี้ก็ยังเป็นคนชั้นต่ำ
“ลูกชายคนเล็กของช่างสานรองเท้ายังเป็นฮ่องเต้ได้” นางหญิงใหญ่หนิงกดความโกรธ ให้น้ำเสียงของตัวเองยิ่งอ่อนโยนมากขึ้น “ขอเพียงตัวมุ่งมั่น เหล็กกล้าหินแกร่งก็ทลายลงได้ บรรพบุรุษตระกูลหนิงของพวกเราไม่มัวเมาในทรัพย์ ผูกผมกับคาน เอาลิ่มทิ่มขาอาศัยตนเองร่ำเรียนขวนขวายความสำเร็จ ถึงเปลี่ยนจากชาวบ้านต่ำต้อยมาเป็นขุนนาง ทุ่มเทกายใจให้ฮ่องเต้และประชาชนได้”
นางเน้นเสียงหนักที่คำว่าตัวมุ่งมั่นกับอาศัยตนเอง
“สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เกาะคนอื่นแล้วใครก็ได้มาได้”
คุณหนูจวินยิ้มขึ้น
“ตอนนั้นตำแหน่งขุนนางของนายท่านคนแรกของตระกูลหนิงก็ใช้เงินซื้อมา อาศัยเงินซื้อทั้งบนทั้งล่าง เกาะนายท่านคนใหญ่คนโตของกรมศึกษา” นางพูดขึ้นมาทันที “ถ้าหากไม่ใช่นายท่านคนใหญ่คนโตผู้นั้นช่วยสนับสนุน บรรดานายท่านของตระกูลพวกท่านตอนนี้คงยังขุดถ่านอยู่เลยกระมัง”
นายหญิงใหญ่หนิงโกรธจนตัวสั่น
เป็นครั้งแรกที่นางพบเจอหญิงต่ำช้าเช่นนี้ หมิ่นเกียรติด่าคนได้ง่ายดายตามใจถึงเพียงนี้
ในเวลาเดียวกันในใจก็ยากเก็บซ่อนความตกตะลึง
นางรู้ความลับของตระกูลหนิงด้อย่างไร?
ความลับนี้เป็นถึงเรื่องเมื่อร้อยปีก่อน ทั้งยังเกี่ยวพันกับความลับของราชสำนัก และเป็นความลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ไม่เช่นนั้นตอนนั้นตระกูลหนิงก็คงเพราะเรื่องนี้เส้นทางขุนนางราบรื่นแล้ว
เรื่องนี้ในตระกูลหนิงเองก็แทบไม่มีคนรู้ คนของตระกูลหนิงย่อมไม่ไปถกเถียงเรื่องของบรรพบุรุษเมื่อร้อยปีก่อน
ที่นางรู้เรื่องนี้ได้ก็เพราะนางไม่ใช่คนตระกูลหนิง
ตอนแต่งงานต้องสืบเบื้องลึกเบื้องหลังของฝ่ายชาย แล้วตอนนั้นท่านปู่ของนางก็รับผิดชอบเรียบเรียงหนังสือในราชสำนักพอดี เพราะว่างไม่มีงานจึงตั้งใจไปค้นหาบันทึกเกี่ยวกับตระกูลหนิงเมื่อหลายร้อยปีก่อนดู พอดีค้นเจอเมื่อร้อยปีก่อนผู้ตรวจการคนหนึ่งด่านายท่านคนนั้นของตระกูลหนิงว่าโกงการสอบขุนนาง แน่นอนว่าท้ายที่สุดไม่ได้จัดการเขา หลังเปลี่ยนราชวงศ์ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก
เรื่องร้อยปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้นใช้เงินซื้อตำแหน่งก็ไม่ใช่จะไม่มี ตระกูลฝั่งมารดาของนางย่อมไม่มองเรื่องนี้ว่าคนตระกูลหนิงขาดคุณธรรม เพียงมองเป็นเรื่องตลก หัวเราะแล้วก็ผ่านไป
เด็กสาวที่ใช้ชีวิตติดตามบิดาผู้ไปเป็นขุนนางอยู่ที่อำเภอฝู่หนิงอันห่างไกลมาตลอด ทำไมถึงรู้ได้?
หรือจวินอิ้งเหวินขุนนางตำแหน่งกระจ้อยเท่าเมล็ดงาเมล็ดถั่วเขียวนั่นได้ยินเข้า?
หรือว่าจะเป็นตระกูลฟาง?
ตระกูลฟางเป็นตระกูลพ่อค้า แม้จะมีเงิน แต่ราชสำนักดูถูกกดขี่พ่อค้าเสมอ คนในจวนขุนนางบางทีอาจยินยอมรับเงินจากมือของพ่อค้า แต่ไม่มีทางคบหาสนิทชิดเชื้อกับพวกเขาเกินไป
ตระกูลฟางจะมีความสามารถที่ไหนใช้เส้นสายจนได้หนังสือบันทึกลับของราชสำนักในเมืองหลวงมาได้?
นี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ไม่ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คุณหนูจวินคนนี้ขุดคุ้ยตระกูลหนิงเช่นนี้ เกินไปแล้วจริงๆ
“คำพูดนี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?” นายหญิงใหญ่หนิงน้ำเสียงเข้มขึ้นไปบ้างแล้ว
“ความหมายของข้าง่ายมาก เรื่องมากมายบนโลกนี้ใช้เงินเสกได้” คุณหนูจวินพูดขึ้นน้ำเสียงนุ่มละมุน “ตระกูลหนิงของพวกท่าน เมื่อร้อยปีก่อนใช้เงินซื้อตำแหน่งสลัดชะตาชีวิตต่ำต้อยได้ ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ก็ใช้เงินซื้อหนังสือหมั้นฉบับนี้ สลัดชะตาชีวิตต่ำช้านี้ได้”
อะไรเรียกว่าชะตาชีวิตต่ำช้า?
ถูกดูหมิ่นครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ นายหญิงใหญ่หนิงก็รักษาอารมณ์ดีไว้ไม่อยู่แล้ว ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มอ่อนโยนอีกต่อไป
“คุณหนูจวินคำพูดนี้ข้าฟังไม่เข้าใจ” นางพูดขึ้น “หนังสือหมั้นก็คือหนังสือหมั้น ซื้อขายก็คือซื้อขาย”
“มีสิ่งใดไม่เข้าใจ ติดหนี้ก็คืนเงินเท่านั้น” คุณหนูจวินสีหน้ายังคงเหมือนเก่า “หนังสือหมั้นคือหนังสือหมั้น และเป็นการซื้อขาย นายท่านผู้เฒ่าหนิงของพวกท่านตอนแรกไม่มีเงิน และไม่อยากแบกรับชื่อฉาวว่าเนรคุณ จึงเอาการแต่งงานของลูกหลานตนเองมาเป็นสิ่งตอบแทน วันนี้กลับใจอยากเรียกคืนการแต่งงานของลูกหลาน ย่อมต้องเอาเงินมาแลกชื่อเนรคุณนี้แทน”
พูดจาเหลวไหล พูดจาเหลวไหล
นายหญิงใหญ่หนิงโกรธจนตัวสั่น แต่ฉับพลันก็สงบเยือกเย็นลงได้
“คุณหนูจวินพูดจริงหรือ?” นางถามขึ้น
นางคิดได้แล้ว นางมาด้วยใจหวังจะหลบหลู่เด็กสาวคนนี้ ส่วนเด็กสาวผู้นี้ตั้งแต่แรกพบหน้าก็ดูหมิ่นนางอย่างไม่ยั้งไมตรีแม้แต่น้อยเช่นกัน
เด็กสาวคนนี้พูดว่าให้เงินจะถอนหมั้นเพื่อล่อนางมา แต่เป้าหมายหลังจากล่อนางมา ไม่ใช่คิดอยากเกาะขาขอความเมตตา ตรงข้ามจะตัดสัมพันธ์ผูกหนี้แค้น
คุณหนูจวินคนนี้ไม่ต้องการงานแต่งงานครั้งนี้แล้วอย่างแท้จริง
“แน่นอนย่อมจริง” คุณหนูจวินพูดขึ้น “ข้าบอกแล้วว่าเรื่องมากมายใช้เงินคลี่คลายได้ เรื่องที่ใช้เงินคลี่คลายได้ย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร”
ในห้องเงียบงันไป
นายหญิงใหญ่หนิงอารมณ์ซับซ้อนอยู่บ้าง จะว่าสบายใจก็สบายใจ อย่างไรก็คลี่คลายเรื่องที่ทำให้นางปวดหัวนี้ได้ แต่ยังมีรสที่บอกไม่ถูกอยู่แฝงอยู่
ในจินตนาการของนางการคลี่คลายเรื่องนี้คือเด็กสาวคนนี้รู้ถึงความลำบากแล้วถอยจากตระกูลหนิง แต่ตอนนี้นางมักรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้เด็กสาวผู้นี้ถอยไม่ใช่รู้ถึงความลำบากจากตระกูลหนิง
เหมือนกับที่ตระกูลหนิงรอไม่ไหวอยากสลัดนางทิ้ง นางเองก็รอไม่ไหวอยากสลัดตระกูลหนิงทิ้งเช่นกัน
นายหญิงใหญ่หนิงไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง แต่ฉับพลันก็ยิ้มให้กับความไม่พอใจของตนเอง
คนก็เป็นเช่นนี้ ไม่ชอบคนที่วิ่งเข้ามาติดพันตน แต่พอบอกปล่อยมือก็ปล่อยเดินจากไปเด็ดขาดก็ไม่ชอบ ยามถูกตามกอดรำคาญ ทันใดคนไม่สนใจก็รู้สึกผิดหวัง
ที่ผิดหวังไม่ใช่ใส่ใจคนคนนั้นมากมาย แต่เพราะท่าทีที่คนคนนี้มีต่อตนเอง
ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวที่มีชาติกำเนิดเช่นนี้ นางมีคุณสมบัติอะไรมาวางท่าเดียดฉันท์ตระกูลหนิงของพวกเขา
นายหญิงใหญ่หนิงสีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“คุณหนูจวินคิดคำนวนได้แม่นยำนัก” นางกล่าวขึ้น
คุณหนูจวินกลับส่ายศีรษะ
“นายหญิงชมเกินไปแล้ว” นางกล่าวขึ้น
ผีสิชมเจ้า!
นายหญิงใหญ่หนิงทั้งโกรธทั้งขัน คนที่ดูนิ่งสงบมีการศึกษากลับเป็นคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้ เป็นแค่ชาวบ้านโฉดเขลาจากเขาร้างน้ำคลำ
“ได้นายหญิงตักเตือน ข้าพบว่าก่อนหน้าข้าคำนวนผิดไปแล้ว” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้นต่อ สีหน้านิ่งสงบมองนายหญิงใหญ่หนิง
คำนวนอะไรผิดไปแล้ว?
นายหญิงใหญ่หนิงประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย แล้วก็เกิดระแวง
ดังนั้นจะเปลี่ยนใจอีกแล้ว? หรือจะพูดว่าอย่างไรนางก็ไม่คิดอยากถอนหมั้น?
นิ้วมือของคุณหนูจวินลูบหนังสือหมั้นบนโต๊ะเบาๆ
“ก่อนหน้าข้าบอกสองพันตำลึงคืนหนังสือหมั้นให้พวกท่าน คำนวนผิดไปแล้ว” นางเอ่ยขึ้น นิ้วมือเคาะหนังสือสัญญา “ควรเป็นห้าพันตำลึง”
ห้าพันตำลึง?
นายหญิงใหญ่หนิงตะลึงไป
นี่ตกลงแล้วจะขึ้นราคาหรือ?
“เจ้า!” นางเรียกขึ้น “นี่เจ้าหมายความอย่างอย่างไร? ทำไมควรเป็นห้าพันตำลึงแล้วล่ะ?”
“ท่านปู่ของข้าช่วยชีวิตนายท่านผู้เฒ่าของพวกท่านเป็นเรื่องเมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว ดอกเบี้ยทบต้นทบดอกมาจนถึงวันนี้ห้าพันตำลึงนับว่าไม่มาก” คุณหนูจวินกล่าวขึ้น
นายหญิงใหญ่หนิงหัวคิ้วขมวดมุ่น
“ค่ายาเท่าไรกันถึงทบต้นทบดอกมาถึงห้าพันตำลึง?” นางกล่าวขึ้น
เด็กสาวคนนี้ที่จริงเพื่อเงินหรือเพื่อดูหมิ่นตระกูลหนิงกันแน่ถึงรังความไม่เลิก
“เงินค่ายาเท่าไร? ” คุณหนูจวินยิ้มพูดขึ้น “เงินค่ายาที่ช่วยชีวิตของนายท่านผู้เฒ่าหนิงไว้ได้ย่อมไม่ถูก ไม่อย่างนั้นนายท่านผู้เฒ่าหนิงจะใช้หลานชายคนโตของตัวเองมาจำนำได้อย่างไร?”
จำนำ?
คำพูดแบบไหนกัน!
นายหญิงใหญ่หนิงขมวดคิ้วอีกครั้งจะเปิดปากพูด แต่ครั้งนี้คุณหนูจวินไม่ได้ตระหนักตัวว่าเป็นผู้น้อย ไม่ให้โอกาสนางได้พูด
“นายท่านผู้เฒ่าหนิงเอาหลานชายคนโตมาจำนองค่ายาและบุญคุณ คุณชายสิบตระกูลหนิงย่อมต้องเก่งกาจมาก เมื่อมาถึงที่นี่ได้ยินและได้เห็นความองอาจของคุณชายสิบด้วยตาตนเอง ข้าก็ประมาณราคาขึ้นมา” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น สีหน้าจริงจัง “แต่ตอนนี้เห็นนายหญิงใหญ่ต่อต้านการแต่งงานครั้งนี้สุดชีวิต ข้าถึงเข้าใจว่าข้าประมาณต่ำเกินไป คุณชายสิบหนิงมีค่ายิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้ ดังนั้น หนังสือหมั้นนี้ย่อมไม่ใช่เพียงราคาสองพันตำลึง แต่ควรเป็นห้าพันตำลึง”
นายหญิงใหญ่หนิงตาโตอ้าปากค้าง
“เจ้า เจ้า” นางพูดได้เท่านี้
คุณหนูจวินมองนางแล้วก็ยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง ถือหนังสือหมั้นไว้ในมือ
“นายหญิงใหญ่รู้สึกว่าชีวิตของนายท่านผู้เฒ่าหนิงไม่มีค่าหรือรู้สึกว่าคุณชายสิบไม่คุ้มราคาค่าตัวนี้ล่ะ?” นางเอ่ยขึ้น
……………………………………….