หวนชะตารัก: Chapter 006 ตอนที่ 6
บทที่ 6 นี่มันคนเจ้าเล่ห์
จนกระทั่งกลับไปถึงห้องของตนนายหญิงหนิงใบหน้าก็ยังคงฉาบด้วยไอเย็นชั้นหนึ่ง ไม่พูดจานั่งลงแล้วดื่มชา
หนิงอวิ๋นเยี่ยนพาพี่สาวน้องสาวของนางออกไปแล้ว นายหญิงสามกับนายหญิงสี่ยังคงรออยู่ พอเห็นสีหน้าของนางทั้งตกตะลึงทั้งหวั่นใจขึ้นมา
พวกนางย่อมรู้ดีว่านายหญิงใหญ่หนิงไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ดังภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นน้องสะใภ้มานานปีขนาดนี้ก็ยังไม่เคยเห็นนางเผยสีหน้าเช่นนี้ออกมาต่อหน้าผู้คน
เห็นชัดว่าคุณหนูจวินผู้นั้นทำนายหญิงใหญ่หนิงโกรธไม่น้อย
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าดูแล้ว หนังสือหมั้นนั้นเป็นของจริง” นายหญิงสามครุ่นคิดไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้น “ตอนนี้นางอยู่ในบ้านของเรา ไม่สู้ข้าให้คนทำลายมันเสีย”
“เจ้าจะแย่ง?” นายหญิงสี่ตกอกตกใจถามขึ้น
“พวกสาวใช้เทน้ำเทชา เกิดไม่ระวังทำหนังสือหมั้นเปียกเข้า” นายหญิงสามเอ่ยขึ้น “บางทีคุณหนูจวินในใจโกรธเคืองคับแค้น ตั้งใจข่มขู่คน ที่จริงที่เอามาไม่ใช่หนังสือหมั้น พวกเราก็ไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างไรคุณหนูจวินมาก่อเรื่องที่บ้านของเราก็ไม่ใช่ครั้งแรก ละครผูกคอก็เล่นมาแล้ว โวยวายเช่นนี้ย่อมไม่มีใครเชื่อ”
ตระกูลหนิงตระกูลใหญ่กิจการใหญ่ถึงเพียงนี้ เรื่องเจ้าเล่ห์ย่อมเคยทำมาก่อน แต่ต่อกรกับเด็กสาวคนหนึ่งแล้วจะใช้เล่ห์กลอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ เป็นครั้งแรก
ท่าทางของนายหญิงสี่แสดงออกว่าไม่รู้จะพูดอะไรดี
นายหญิงใหญ่หนิงวางถ้วยชาลง
“ไม่จำเป็นแล้ว” นางกล่าว “นางแค่ต้องการเงินจริงๆ”
“พี่สะใภ้ใหญ่ นางเอาจริงหรือ?” นายหญิงสี่รีบถามขึ้น
นายหญิงใหญ่หนิงพ่นลมออกจากปาก สีหน้ากลับคืนมาเหมือนปกติ
“ใช่ นางพูดแล้ว ในเมื่อตระกูลของเราไม่ตกลงแต่งงาน เช่นนั้นก็ให้เงินนางไปบ้าง” นางพูดขึ้น “ตอนนี้นางเป็นเด็กสาวกำพร้าตัวคนเดียว มีเงินติดตัวไว้บ้างก็ดี”
นางพูดถึงตรงนี้ก็ชะงักไป
“หนังสือหมั้นนางให้ข้ามาแล้ว” นางพูดขึ้น ยื่นมือโยนหนังสือหมั้นลงไปบนโต๊ะ
สำเร็จแล้วจริงหรือ?
นายหญิงสามอดไม่ได้ยื่นมือไปหยิบหนังสือหมั้นขึ้นมา
“จริงหรือนี่? หรือจะเอาของปลอมมาหลอก” นางพูดแล้วก้มศีรษะมองอย่างละเอียด
นายหญิงสี่กระแอมเบาๆ ทีหนึ่ง
นายหญิงสามกลับไม่สนใจ
“พี่สะใภ้ใหญ่เป็นวิญญูชนจิตใจพระโพธิสัตว์ พูดแล้วไม่คืนคำ คนให้อะไรมาก็รับ แต่ว่าคุณหนูจวินคนนั้นไม่แน่อาจเป็นคนเจ้าเล่ห์”นางพูดขึ้น “ยังไงก็ดูให้ละเอียดไว้เป็นดี”
คำพูดนี้ทำให้นายหญิงใหญ่หนิงอารมณ์ดีขึ้นมาก นายหญิงสี่ยิ้มไม่พูดจา
“ข้าดูไปแล้ว เป็นของจริง” นายหญิงใหญ่หนิงเอ่ยพลางลุกขึ้นยืน “เรื่องนี้ก็ให้ผ่านไปแบบนี้ ข้าไปบอกกับท่านแม่สักคำ ไปเบิกเงินจากคลังให้นาง ไล่นางไปซะ”
“พี่สะใภ้ใหญ่ไปบอกเถิด พวกเราจะไปจัดการที่ห้องเงิน” นายหญิงสามหนิงพูดขึ้น “เงินสองพันตำลึงไม่ต้องรอป้ายตราจากท่านแม่”
เท้าของนายหญิงใหญ่หนิงพลันชะงัก อารมณ์ที่แต่เดิมดีขึ้นแล้วกลับทะมึนลงอีกครั้ง
“ห้าพันตำลึง” นางกัดฟันพูดขึ้น
ห้าพันตำลึง?
นายหญิงสามหนิงกับนายหญิงสี่หนิงตะลึงไป
ทำไมนายหญิงใหญ่ไปพบหน้าคุณหนูจวินผู้นี้ทีเดียว สองพันตำลึงกลายเป็นห้าพันตำลึงแล้วเล่า?
“พี่สะใภ้ใหญ่ช่างใจเมตตา” นายหญิงสามส่ายศีรษะพูด “ทนดูเด็กสาวกำพร้าน่าสงสารคนนี้ไม่ได้”
“นั่นก็แค่คนเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง พี่สะใภ้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องสงสาร” นายหญิงสี่เอ่ยขึ้น
เพียงแต่พวกนางพี่น้องสะใภ้พูดรับลูกกันครั้งนี้ สีหน้าของนายหญิงใหญ่หนิงไม่ได้ขึ้นแต่กลับดูไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม
“แต่ตอนนี้เห็นนายหญิงใหญ่ต่อต้านการแต่งงานครั้งนี้สุดชีวิต ข้าถึงเข้าใจว่าข้าประมาณต่ำเกินไป คุณชายสิบหนิงมีค่ายิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้”
นางคิดถึงคำพูดนี้ของคุณหนูจวินขึ้นมา แม้คำพูดจะสุภาพอย่างที่สุด ทั้งสีหน้าท่าทีของคุณหนูจวินก็ดูเคารพนอบน้อม แต่ความหมายข้างในกลับตรงไปตรงมายิ่งนัก
เพราะว่าข้าโกรธคำพูดของเจ้ามาก ข้าจึงตัดสินใจขึ้นราคา
เจ้าเล่ห์จริงๆ
ในใจนายหญิงใหญ่หนิงเคียดแค้น แต่เรื่องนี้นางไม่อยากพูดมาก อย่างไรก็เป็นเรื่องที่เด็กสาวคนหนึ่งเล่นงานกลับซึ่งหน้าได้
นางไม่สนใจน้องสะใภ้ทั้งสอง ก้าวเท้าเดินออกไป
................................................
หนิงอวิ๋นเยี่ยนร้อนรนเดินไปมาอยู่ในห้อง ในที่สุดก็รอจนข่าวจากฝั่งมารดามาถึง
“ห้าพันตำลึง?” นางตกใจเอ่ยขึ้นแล้วโกรธจัดขึ้นมาทันที “นางกล้าพูดออกมาได้”
พี่สาวน้องสาวสองคนที่อยู่ด้านหลังก็ตกใจกับเงินจำนวนนี้
“เรื่องอะไรต้องรับปากนาง ไม่ให้เงินนางสักอีแปะเดียว ไล่นางไป ดูสินางจะทำอะไรได้” หนิงอวิ๋นเยี่ยนยกเท้าจะเดินออกไป สาวใช้รุ่นใหญ่รีบขวางนางไว้
“คุณหนู นายหญิงใหญ่ไม่อยากวุ่นวายต่อไปแล้ว” นางกล่อมขึ้น “มีเรื่องนานไป อย่างไรก็ไม่ดีต่อคุณชายสิบ”
หนิงอวิ๋นเยี่ยนกัดฟันเคียดแค้น
“กลัวอะไรนาง” นางกล่าวขึ้น “เป็นนางที่ไม่ดี เกี่ยวอะไรกับพี่สิบ”
“นี่ไม่ใช่กลัวนาง นายหญิงใหญ่พูดไว้ ญาติผู้ใหญ่ของนางอย่างไรก็มีสัมพันธ์เก่าก่อนกับนายท่านผู้เฒ่า วันนี้บิดามารดาล้วนไม่อยู่แล้ว ไม่มีพี่น้อง กำพร้าตัวคนเดียว ในเมื่อเอามิตรภาพครั้งเก่าสมัยญาติผู้ใหญ่คบหากันครั้งนั้นมาขอพึ่งพิง แม้ตระกูลของเราจะไม่อาจจัดการเรื่องใหญ่ในชีวิตให้นางได้ แต่ให้เงินนางติดตัวไว้บ้างก็เป็นเรื่องสมควร” สาวใช้พูดขึ้น “นางเป็นเด็กไม่รู้ความ ตระกูลหนิงของเราจะลดตัวลงไปเท่านางไม่ได้”
“คนดีโดนคนรังแกเสียจริง จะให้นางได้ใจเช่นนี้หรือ? ” หนิงอวิ๋นเยี่ยนโกรธจัด
“คุณหนู นางนับเป็นอะไร ทะเลาะกับนาง นางก็ยังไม่คู่ควร” สาวใช้ยิ้มพูดขึ้น “เช่นนี้ใครมีเหตุผลใครไม่มีเหตุผล ผู้คนล้วนมองเห็น นางก็แค่คนเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง ดังนั้นเรื่องแต่งงานก็ดี ที่ก่อเรื่องวุ่นวายก็ดี ที่แท้ก็เพื่อจะเอาเงินเท่านั้น”
เช่นนี้นางก็เหมือนกับคนถ่อยเจ้าเล่ห์เหล่านั้นในตลาด หลอกเอาเงิน
ไม่ผิด นางหลอกเอาเงิน
หนิงอวิ๋นเยี่ยนพยักหน้าอย่างแรง
ห้าพันตำลึง ช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์จริงๆ
ตอนนี้ คุณหนูจวินผู้ถูกมองว่าเจ้าเล่ห์คนนั้นกำลังมองหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“คุณหนูจวิน นี่เป็นเงินห้าพันตำลึงที่ท่านต้องการ” หญิงรับใช้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา แกว่งตั๋วเงินที่จิกไว้ในมือไปมา “เป็นตั๋วของร้านแลกเงินตระกูลท่านยายของท่าน ท่านเอาไปก็สะดวก พวกเราก็สะดวก ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องข้องเกี่ยวกับร้านแลกเงินตระกูลฟางอีกแล้ว”
ความหมายก็คือต่อไปตระกูลหนิงจะไม่มีความสัมพันธ์กับตระกูลฟางอีก
คุณหนูจวินสีหน้านิ่งสงบ มองปลายนิ้วที่สั่นน้อยๆ ของหญิงรับใช้คนนั้น
“ถ้าเจ้าทิ้งเงินลงพื้น จะได้ไปเอาตั๋วเงินจำนวนเท่าเดิมมาให้ข้าอีกใบ” ทันใดนั้นนางก็พูดขึ้นมา
หญิงรับใช้มือสั่น สีหน้าอึ้งไปนิดนึง
อะไรนะ?
“เจ้าจะทำเรื่องนี้ก็ไปขอคำแนะนำจากนายหญิงใหญ่เสียก่อนเถอะ ดูว่านางอนุญาตหรือไม่อนุญาต นางยังจะบอกเจ้าด้วยว่าคำพูดของข้าจริงหรือไม่” คุณหนูจวินพูดต่อ “อย่าคิดเองเออเอง จะเอาใจนาย ทำผิดท่าจะไม่ดีเอา”
ในฐานะหญิงรับใช้คนสนิทข้างกายของนายหญิงใหญ่ นางย่อมรู้ว่าตอนนี้นายหญิงใหญ่โกรธมากขนาดไหน และรู้ว่าเมื่อครู่นายหญิงผู้เฒ่าทำให้นายหญิงใหญ่อับอายอย่างไร
นายหญิงผู้เฒ่าโมโหยกใหญ่ที่นายหญิงใหญ่ยอมให้เงินห้าพันตำลึง ด่านายหญิงใหญ่ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ตาบอดทำบุญส่งเดชไม่แบ่งแยกมิตรศัตรู ต่อหน้าสาวใช้มากขนาดนั้นในห้อง นายหญิงใหญ่คุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนขอให้นายหญิงเฒ่าตกลงเพื่อเห็นแก่คุณชายสิบ
“ถือว่าสร้างกุศลให้เจาเอ๋อร์นะคะ”
นายหญิงผู้เฒ่าเอ็นดูคุณชายสิบที่สุดถึงพอยอมตกลง
นายหญิงใหญ่กล้ำกลืนทุกข์ถึงเพียงนี้ ก็เพราะคุณหนูจวินคนนี้ ถ้าเป็นคุณหนูผู้มียางอายปกติ ถูกเย็นชาใส่มากขนาดนี้ คงหันหัวจากไปไม่พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมาอีกแล้ว นางแสบนักเปลี่ยนท่ามาหลอกเอาเงิน ยังหน้าเลือดจะเอาเงินมากถึงเพียงนี้
คนถ่อยเจ้าเล่ห์คนหนึ่งเช่นนี้ ก็ควรวางเงินไว้บนพื้นให้นางมาเก็บ
หญิงรับใช้ตั้งใจจะทำเช่นนั้น ไม่คิดว่าคนเจ้าเล่ห์คนนี้กลับกล้าขู่
ทิ้งเงินลงพื้นต้องไปเอาอีกห้าพันตำลึงมา?
นางกล้า!
หญิงรับใช้มองคุณหนูจวินด้วยสีหน้าลังเล เด็กสาวคนนี้สีหน้านิ่งสงบ ไม่โกรธ ไม่เย้ยหยัน ทั้งตัวบนล่างอ่อนโยนนุ่มนวลนอบน้อม แต่ไม่รู้ทำไมนางกลับรู้สึกว่าคุณหนูจวินคนนี้ไม่ได้แกล้งขู่หลอกๆ
นางกล้าและทำได้เช่นนั้นจริง
นี่เป็นคนเจ้าเล่ห์ บางทีอาจกำลังรอโอกาสทะเลาะกับตระกูลหนิงอีก
ขอเพียงนางยอมรับเงินนี้ไป ก็ไม่มีหมั้นหมายผูกพันกับตระกูลหนิงแล้ว และไม่มีเหตุผลให้ตอแยอีก ถ้ายังตอแยอีกก็เป็นนางที่ไร้เหตุผลแล้ว
มือของหญิงรับใช้สั่นน้อยๆ แต่จิกตัวเงินไว้มั่นยื่นส่งไป
“หลิ่วเอ๋อร์รับซิ” คุณหนูจวินพูดขึ้น
สาวใช้ตัวน้อยท่าทางโง่เง่าอยู่บ้างที่ยืนอยู่ข้างตัวนางก้าวมาข้างหน้ารับไป
“ขอบคุณ” คุณหนูจวินยอบกายเล็กน้อย “ขอตัว”
เสียงของนางนุ่มละมุน การเคลื่อนไหวอ่อนช้อย ท่าทางน่านับถือ สาวใช้ไม่ทันรู้ตัวก็รีบยอบกายตอบ ยอบไปได้ครึ่งหนึ่งถึงได้สติกลับมา
ทำไมต้องมีมารยาทกับคนเจ้าเล่ห์คนนี้ด้วย
คุณหนูจวินเดินผ่านนางออกไป เสื้อกระโปรงสะบัดพลิ้ว เรือนร่างอรชรดุจกิ่งหลิวต้องลม
……………………………………….