ราชันอหังการ: Chapter0025 ตอนที่ 26

#26Chapter0025

บทที่ 25 เขาอีกาเทพ (1)

เวลานี้ ไม่เพียงแค่หัวหน้าผู้อาวุโสเท่านั้นที่จ้องหลี่ชีเย่เขม็งเพราะอันที่จริงผู้อาวุโสอีกห้าจับจ้องเขาเช่นกัน! หากการสังหารสวีฮุยได้เป็นเพราะปาฎิหาริย์ บางครั้งบางคราคนเราก็มีโอกาสพลาดพลั้งกันได้บ้าง หากพูดเข้าข้างตัวเอง สวีฮุยอวดดีจนประมาทเกินไป จนพลาดพลั้งถูกหลี่ชีเย่สังหาร!

ทว่า ป่ารวนใจนั้นไม่เหมือนกัน ผู้อาวุโสทั้งหกต่างรู้ดี นับพันล้านปีที่ผ่านมา ศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักปีศาจนพเก้าไม่เคยมีใครสามารถฝ่าป่ารวนใจได้มาก่อน นอกเสียจากจะเป็นผู้วิเศษ!

ผู้อาวุโสทั้งหกที่ต่างจ้องเขม็ง เวลานี้ ผู้คุมกฎม่อและหนานหวยเหรินต่างเหงื่อเปียกโชกอยู่ภายใต้ความเงียบกริบ

“เรียนผู้อาวุโส สำหรับป่ารวนใจ วัตถุประสงค์คือทดสอบใจ มันไม่ใช่สถานที่ในการทดสอบทักษะเต๋า ขอเพียงมีตบะเต๋าที่แข็งแกร่งพอ ก็จะสามารถฝ่าป่ารวนใจไปได้ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับทักษะเต๋า!” สำหรับคำถามของหัวหน้าผู้อาวุโส หลี่ชีเย่กล่าวตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“หึ เจ้าเป็นแค่คนธรรมดา จะมีตบะเต๋าแข็งแกร่งกว่าตำแหน่งอ๋องงั้นหรือ?” ผู้อาวุโสสงไม่พอใจ พูดเสียงทุ้มเยือกเย็น

หลี่ชีเย่ขยี้ตา มองเขาแวบหนึ่งก่อนกล่าวตอบ: “ผู้อาวุโส ตบะเต๋าจะแข็งแกร่งหรือไม่ เกี่ยวข้องอะไรกับทักษะเต๋า! ทักษะเต๋าสูง ไม่ได้หมายความว่าจะมีตบะเต๋าที่แข็งแกร่ง! ตั้งแต่อดีต มีกษัตราผู้วิเศษไม่น้อยที่มีตบะเต๋าไม่แข็งแกร่งพอ เกิดธาตุไฟเข้าแทรก เล่นกับไฟจนตายมานักต่อนัก!”

“เจ้าคนไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์กษัตราหรือผู้วิเศษ?” ผู้อาวุโสสงตวาด

หลี่ชีเย่คร้านที่จะเหลือบไปมองเขาอีก เขาพูดเรียบๆ : “สิ่งที่ข้าพูด คือการบรรยายข้อเท็จจริงเท่านั้น หากผู้อาวุโสทุกท่านคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นเรื่องโกหก สามารถไปสอบถามความจริงที่สำนักปีศาจนพเก้าได้!”

เผชิญหน้ากับการต่อปากต่อคำของหลี่ชีเย่ ผู้อาวุโสสงมองเขาด้วยสายตาโกรธเคือง ก่อนที่เขาจะระเบิดโทสะ หัวหน้าผู้อาวุโสส่งเสียงกระแอม พูดขึ้น: “เรื่องนี้เอาไว้เท่านี้เถอะ แล้วเรื่องการแต่งงานของเจ้ากับองค์หญิงหลี่เป็นอย่างไรบ้าง?”

ถึงเรื่องที่หลี่ชีเย่สังหารสวีฮุยจะพอถูไถไปได้ ทว่า เรื่องที่ฝ่าป่ารวนใจยังไงก็ไม่มีข้อแก้ตัว แม้แต่กษัตรายังไม่สามารถฝ่าป่ารวนใจได้ สำหรับปุถุชนก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทว่า เวลานี้สำหรับหัวหน้าผู้อาวุโสแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือ เมื่อไหร่สำนักปีศาจนพเก้าและสำนักโบราณสี่เหยียนจะได้เกี่ยวดองกันเสียที! ทุกวันนี้สำนักโบราณสี่เหยียนอยากได้สำนักที่ยิ่งใหญ่อย่างสำนักปีศาจนพเก้าเป็นที่พึ่งเหลือเกิน!

“คงต้องสอบถามสำนักปีศาจนพเก้า เรื่องนี้ข้าคงไม่สามารถตัดสินใจเองได้” เวลานี้ หลี่ชีเย่ไม่อยากตอบคำถามอีก จึงพูดตัดบททันที

“ก็ได้” หัวหน้าผู้อาวุโสไม่มีทางเลือก เขาเองไม่อาจบังคับให้หลี่ซวงเหยียนมาแต่งงานกับหลี่ชีเย่ สำนักโบราณสี่เหยียนของพวกเขาไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะไปต่อรองกับสำนักปีศาจนพเก้าได้!

หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้าพลางพูดขึ้น: “ครั้งนี้เจ้าทำผลงานครั้งใหญ่ คำมั่นที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ เจ้าสมควรได้รับ เจ้าควร...... ”

“พี่กู่......” ทันทีที่หัวหน้าผู้อาวุโสพูดดังนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสสงเปลี่ยนไปทันที เขารีบพูดแทรก ทว่า หัวหน้าผู้อาวุโสยกมือขึ้นปรามเบาๆ เพื่อไม่ให้ผู้อาวุโสสงพูดต่อ

หัวหน้าผู้อาวุโสมองไปที่หลี่ชีเย่พลางพูดขึ้น: “หนึ่ง เมื่อเจ้าฝึกถึงระดับอวิ้นถี่ สำนักจะเตรียมยากายกษัตราให้กับเจ้า; สอง เคล็ดวิชาภายในสำนัก เคล็ดชีวิต, ทักษะกาย, พลังชีวา เจ้าสามารถเลือกได้อย่างละหนึ่งวิชา แน่นอนว่า เจ้าสามารถเลือกอย่างอื่นได้เช่นกัน แต่ จะต้องไม่เกิน 3 เคล็ดวิชา! ตามนี้เจ้าพอใจไหม”

“ได้ แต่ ข้ายังมีเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง ตอนนั้นสำนักรับปากข้าไว้ 3 ข้อ” หลี่ชีเย่พยักหน้าพูดขึ้น

หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้าตอบ: “ได้ ว่ามาสิ!”

“ข้าต้องการอาวุธคุ้มกายหนึ่งชิ้น ดังนั้น ในสำนัก ข้าอยากเลือกอาวุธวิเศษหรือสัจจะอาวุธสักชิ้น!” หลี่ชีเย่พูดจริงจัง

หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้าตอบ: “ได้ เจ้าสามารถเลือกได้ทั้งอาวุธวิเศษ สัจจะอาวุธหรือสมบัติวัฒนะที่อยู่ในสามชั้นล่างได้!”

“ขอบคุณผู้อาวุโส” ท้ายที่สุด หลี่ชีเย่โน้มตัวคำนับ พร้อมหมุนตัวเดินจากไป

“หวยเหริน เจ้าไปกับชีเย่” เมื่อหลี่ชีเย่จากไป หัวหน้าผู้อาวุโสจึงพูดกำชับหนานหวยเหริน

หลังจากที่หลี่ชีเย่กลับไป ผู้อาวุโสสงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง: “พี่กู่ เจ้าเด็กนี่ทำตัวน่าสังสัย เกรงว่าเขาอาจเป็นหนอนบ่อนไส้ที่สำนักปีศาจนพเก้าส่งมา!”

“พี่เฉาสงพูดแบบนี้หมายความว่าไง?” หนึ่งในผู้อาวุโสพูดพลางส่ายหน้าน้อยๆ : “ข้าคิดว่าไม่น่าใช่ ทุกวันนี้สำนักปีศาจนพเก้าแข็งแกร่งกว่าเรามากนัก เวลานี้สำนักปีศาจนพเก้าปกครองแคว้นกู่หนิวเจียง มีอำนาจยิ่งใหญ่เหลือคณา มีเหตุผลอะไรถึงต้องส่งหนอนบ่อนไส้มาที่สำนักโบราณสี่เหยียนของเรา!”

“พี่ซุนพูดมีเหตุผล” ผู้อาวุโสบางท่านพูดขึ้น: “สำนักโบราณสี่เหยียนของเรา มีอะไรที่สำนักปีศาจนพเก้าต้องสนใจอีกหรือ?”

“ก็ไม่แน่ ไม่แน่ว่าสำนักปีศาจนพเก้าอาจอยากได้เคล็ดวิชาราชันของเรา โดยฉพาะเคล็ดวิชาชะตาฟ้า!” ผู้อาวุโสสงพูดอย่างจริงจัง

การที่ผู้อาวุโสสงพูดแบบนั้น ทำให้ผู้อาวุโสที่เหลืออีกห้าท่านสบตากันโดยไม่รู้ตัว เพราะสถานการณ์ของสำนักโบราณสี่เหยียน พวกเขาย่อมรู้ดีที่สุด

“ข้าคิดว่ามันไม่จำเป็น” ผู้อาวุโสซุนผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ส่ายหน้าพลางพูดขึ้น: “หลี่ชีเย่มีป้ายโบราณสี่เหยียน หากเขาต้องการวิชาราชัน เขาสามารถเอ่ยปากได้โดยตรง เราจะไม่ให้ได้งั้นหรือ? หากพูดอย่างประณีประนอม ถ้าสำนักปีศาจนพเก้าต้องการชิงวิชาราชันจริง ขอเพียงกษัตราวงตะวันลงมือด้วยตัวเอง ข้าว่า คงไม่มีใครในสำนักโบราณสี่เหยียนขวางเขาได้!”

คำพูดของผู้อาวุโสซุน ทำให้ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างนิ่งเงียบไป หากสำนักปีศาจนพเก้าอยากชิงวิชาราชันของสำนักโบราณสี่เหยียนจริงๆ เขาสามารถจัดการกับสำนักโบราณสี่เหยียน ขอเพียงกษัตราวงตะวันลงมือด้วยตนเอง แล้วใครในสำนักโบราณสี่เหยียนจะต้านทานได้? อันที่จริง แค่เพียงผู้อาวุโสสำนักปีศาจนพเก้าลงมือเอง พวกเขาผู้อาวุโสทั้งหกก็ไม่อาจต้านทานได้แล้ว!

“พี่กู่ ข้าคิดว่าป้องกันเอาไว้ก็ไม่เสียหาย ระวังไว้ดีกว่า” ท้ายที่สุด ผู้อาวุโสสงกล่าวสรุปเสียงทุ้ม

“เรื่องนี้ต้องไปรายงานเจ้าสำนัก” ท้ายที่สุด หัวหน้าพูดอาวุโสพูดด้วยน้ำเสียงจริง โดยไม่ได้แสดงท่าทีอื่นๆ อีก

สำหรับคำพูดดังกล่าว ผู้อาวุโสสงได้แต่กระแอมเบาๆ บางที มันอาจแสดงออกถึงความไม่พอใจที่มีต่อเจ้าสำนัก

“พวกผู้อาวุโสสงสัยว่าศิษย์พี่เป็นหนอนบ่อนไส้ของสำนักปีศาจนพเก้า” หลังออกมาจากวิหารบรรพชน หนานหวยเหรินกระซิบบอกหลี่ชีเย่ เขาเป็นคนช่างสังเกตและคาดเดาใจคนเก่ง สิ่งที่ผู้อาวุโสทั้งหกคิด เขาย่อมเดาได้อยู่แล้ว

“ก็แล้วแต่พวกเขาจะคิด” หลี่ชีเย่ได้แต่ยิ้ม ส่ายหน้าเบาๆ สำนักโบราณสี่เหยียนไม่ได้ตกต่ำลงอย่างไม่มีสาเหตุ ผู้อาวุโสทั้งหก แม้ว่าจะครองตำแหน่งผู้อาวุโส แต่ทักษะเต๋าของพวกเขาก็ยังไม่อาจเลื่อนเป็นระดับอ๋อง ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขาไม่อาจตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเอง

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลี่ชีเย่จึงสอบถามขึ้นมา: “ผู้อาวุโสสงเป็นไง?” วันนั้นวันที่เขาได้เป็นศิษย์เอก ผู้อาวุโสสงยังดูมีท่าทีสนับสนุนเขา ทว่า วันนี้ท่าทีของผู้อาวุโสสงกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“ระวังผู้อาวุโสสงไว้ให้ดี” หนานหวยเหรินเหลียวซ้ายแลขวา กระซิบพูดกับหลี่ชีเย่: “รองผู้อาวุโสเฉาสงเคยอยากชิงตำแหน่งเจ้าสำนักกับท่านเจ้าสำนักมาโดยตลอด แต่เขาก็ทำไม่สำเร็จ เขาเคยอยากให้ศิษย์ของตนเหออิงเจี้ยนขึ้นเป็นศิษย์เอก น่าเสียดาย ที่ถูกเจ้าสำนักปฎิเสธ เขายังไม่ยอมล้มเลิกความคิดที่จะชิงตำแหน่งเจ้าสำนัก ถึงเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าสำนัก ก็หวังว่าศิษย์ของตนเหออิงเจี้ยนจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าสำนัก อีกอย่าง เบื้องหลังเฉาสงยังมีบุคคลระดับสูงคอยหนุนหลังอยู่ด้วย!”

“ข้าเข้าใจแล้ว หากข้าเป็นสวะไม่เอาไหน เมื่อได้เป็นศิษย์เอก ก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าสำนัก แต่หากข้าแต่งงานกับหลี่ซวงเหยียนจริง เรื่องคงไม่ง่ายอย่างที่คิด” หลี่ชีเย่พูดพร้อมรอยยิ้ม เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่าทีก่อนและหลังของเฉาสงจึงแตกต่างกันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

หนานหวยเหรินพยักหน้าน้อยๆ พูดกระซิบ: “ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสสงคอยจับตาดูทางฝั่งเจ้าสำนักตลอด กลัวว่าเจ้าสำนักจะรับศิษย์เก่งๆ เข้ามา ตำแหน่งศิษย์เอกยังว่างมาโดยตลอด เขาเคยหารือกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ หลายครั้ง และอยากให้แต่งตั้งเหออิงเจี้ยนเป็นศิษย์เอกมาตลอด แต่ เจ้าสำนักกลับยืนกรานปฎิเสธ”

“แล้วเจ้าสำนักล่ะ?” หลี่ชีเย่อดแปลกใจไม่ได้ ตั้งแต่ที่เขาเข้าสำนักมา เขาไม่เคยมีโอกาสได้พบกับเจ้าสำนักซูยงหวงเลย เจ้าสำนักซูยงหวงดูราวกับเป็นบุคคลโปร่งแสงยังไงยังงั้น

หนานหวยเหรินส่ายหน้าพลางพูดขึ้น: “เจ้าสำนักไม่ได้พำนักอยู่ในพื้นที่ของสำนัก ท่านบำเพ็ญตนอยู่ด้านนอกตลอด อันที่จริง ข้าเองก็เคยพบเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หนานหวยเหรินเห็นว่ารอบๆ ไม่มีใคร เขาจึงพูดด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม: “ในสำนักเคยมีข่าวลือว่า เจ้าสำนักถูกพวกผู้อาวุโสบีบให้ออกจากสำนัก ส่วนข้อเท็จจริงเป็นยังไงนั้นไม่มีใครรู้ สรุปคือ เจ้าสำนักไม่ค่อยอยู่ในสำนักมากนัก และตอนที่เจ้าสำนักออกจากสำนักไปนั้นเขายังพาผู้คุมกฎและเจ้าหอไปด้วยจำนวนหนึ่ง”

หลี่ชีเย่ลูบคางของตนพลางพูดขึ้น: “นั่นหมายความว่า ในสำนักเรายังมีการแบ่งเป็นขั้วอำนาจย่อยๆ อีกสินะ” ดูท่า สถานการณ์ภายในสำนักโบราณสี่เหยียนจะซับซ้อนมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้

“มีคนบอกว่าแบ่งออกเป็นสี่ขั้วอำนาจ” หนานหวยเหรินกล่าว: “มีผู้คุมกฎและเจ้าหอบางส่วนติดตามเจ้าสำนักไป เจ้าหอบางส่วนเป็นพวกเดียวกับผู้อาวุโสสง พวกเขาต่างอยากให้ผู้อาวุโสสงได้เป็นเจ้าสำนัก และมีคนอีกส่วนที่เป็นคนของหัวหน้าผู้อาวุโส จะว่าไปผู้อาวุโสอีกสี่คนที่เหลือคือส่วนสุดท้ายที่วางตัวเป็นกลาง!”

“หัวหน้าผู้อาวุโสก็อยากชิงตำแหน่งเจ้าสำนัก?” หลี่ชีเย่สอบถาม

หนานหวยเหรินส่ายหน้า: “ไม่มีใครรู้ว่าหัวหน้าผู้อาวุโสกำลังคิดอะไรอยู่ ได้ยินว่า เขาไม่ได้สนับสนุนเจ้าสำนัก แต่ เขาก็ไม่เคยแสดงทีท่าว่าอยากชิงตำแหน่งเจ้าสำนัก ทว่า หัวหน้าผู้อาวุโสเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลกับสำนักมาก เขาปกครองกลุ่มผู้คุมกฎของสำนักและเป็นคนเข้มงวดมาก ดังนั้นจึงมีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่เกรงกลัวบารมีของเขา”

สิ่งที่หนายหวยเหรินพูด ทำให้หลี่ชีเย่เข้าใจสถานการณ์ภายในสำนักโบราณสี่เหยียนได้ในที่สุด เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลี่ชีเย่ได้แต่ยิ้ม โดยไม่พูดอะไรอีก

เขาอีกาเทพ เป็นสถานที่สำคัญของสำนักโบราณสี่เหยียน หรือเรียกว่าเป็นสถานที่ต้องห้าม หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโส ไม่ว่าศิษย์คนไหนก็ห้ามเข้าไปยังเขาอีกาเทพเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน เขาอีกาเทพก็เป็นหุบเขาหลักที่ใหญ่ที่สุดของสำนักโบราณสี่เหยียน บนเขาอีกาเทพมีอาคารโบราณรูปทรงสามเหลี่ยมตั้งอยู่ ที่นี่เป็นสถานที่เก็บคัมภีร์ ศาตราวุธ หินวิเศษ ฯลฯ ของสำนักโบราณสี่เหยียน

การคุ้มกันบนเขาอีกาเทพนั้นเข้มงวดมาก เรียกว่ามีการเฝ้าระวังภัยที่แน่นหนามาก กระทั่งยุงตัวเดียวยังไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปได้เลยทีเดียว ทั่วทั้งเขาอีกาเทพมีแต่ศิษย์ยอดฝีมือของสำนักโบราณสี่เหยียนคอยเฝ้าคุ้มกัน อีกอย่าง โดยทั่วไปจะมีผู้อาวุโสสองจากหกท่านประจำการอยู่ที่เขาอีกาเทพอีกด้วย

สำหรับสำนักโบราณสี่เหยียน เขาอีกาเทพมีความสำคัญมาก พูดได้ว่าของสำคัญทั้งหมดในสำนักโบราณสี่เหยียน ต่างถูกเก็บเอาไว้ที่เขาอีกาเทพ

ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหนึ่งตำนานที่เกี่ยวข้องกับเขาอีกาเทพ ว่ากันว่า ก่อนที่ราชันเซียนหมิงเหรินจะสืบทอดชะตาฟ้า เขาเคยได้รับการชี้นำจากสวรรค์ เคยมีอีกาทมิฬตัวหนึ่งเหาะทะยานลงจากฟ้า ร่อนลงมายังหุบเขาแห่งนี้ ราชันเซียนหมิงได้รับโองการเทพ ดังนั้น สำนักโบราณสี่เหยียนจึงได้ก่อตั้งขึ้นที่นี่!

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0025 ตอนที่ 26