ราชันอหังการ: Chapter0013 ตอนที่ 14

#14Chapter0013

บทที่ 13 ป่ารวนใจ (1)

ทว่า ครั้งนี้เหล่าศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักปีศาจนพเก้าต่างมารวมตัวกันด้วยความกราดเกรี้ยว ไม่รู้ว่ามีศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักปีศาจนพเก้ามากเท่าไหร่ที่อยู่ในอารมณ์บัลดาลโทสะ โดยเฉพาะเมื่อเห็นหลี่ชีเย่ปรากฏตัว ดวงตาพวกเขาพลันลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ

“ฆ่ามันซะ สวะอวดดี กล้ามากำเริบเสิบสานในสำนักปีศาจนพเก้าของเรา!” ศิษย์คนหนึ่งคำราม

ศิษย์บางคนตะโกนกร้าว: “ฆ่ามันคงง่ายไป ตัดแขนขามัน เอามาเป็นเชื้อเพลิงใส่โคมลอยซะ! กล้ามาดูหมิ่นคนของสำนักปีศาจนพเก้า ตายหมื่นครั้งยังน้อยไป!”

“จุดโคมลอย? เมตตามันเกินไป! เราสำนักปีศาจยกเก้าปกครองแคว้นกู่หนิวเจียง อำนาจแผ่ไปทั่วดินแดนภาคกลาง เพียงแค่มดปลวกตัวเล็กๆ กลับกล้าปากดีลบหลู่องค์หญิงของเรา! น่าจะจับมันไปที่ผาอินทรีย์ ให้นกอินทรีย์จิกกินสักร้อยปี ให้มันต้องร้องโหยหวนบนผาอินทรีย์นั่น ให้มันต้องทนทุกข์ทรมานที่ผาอินทรีย์ ให้เลือดมันอาบที่ผาอินทรีย์เป็นร้อยปีไปเลย!” ศิษย์บางคนคำรามกร้าว

“ไม่ใช่แค่ฆ่าเดียรัจฉานนี่เท่านั้น เรายังต้องไปบดขยี้สำนักโบราณสี่เหยียนด้วย!” ศิษย์บางคนคำราม

ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เสียงด่าทอเกรี้ยวกราดนั้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มคนที่เต็มไปด้วยโทสะ ถึงขั้นที่ศิษย์บางคนพยายามพุ่งตัวออกไปหมายจะฉีกหลี่ชีเย่เป็นชิ้นๆ! หลี่ชีเย่พูดจาหมิ่นเกียรติองค์หญิงของพวกเขา ถึงขั้นลั่นวาจาว่าจะทำลายสำนักปีศาจนพเก้า มันทำให้พวกเขาเกลียดชังหลี่ชีเย่เข้ากระดูก อยากบดขยี้หลี่ชีเย่ให้แหลก พวกเขาต้องการให้ฟ้าดินรู้ว่า อำนาจของสำนักปีศาจนพเก้าไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาลองดีได้!

ไม่ว่าจะเป็นผู้คุมกฎม่อหรือหนานหวยเหริน ต่างก็ไม่อาจสะกดอาการสั่นเทิ้มในใจได้ หากผู้คุมกฎของสำนักปีศาจนพเก้าเอ่ยปาก เกรงกว่าศิษย์ของสำนักคงจัดการฉีกหลี่ชีเย่เป็นชิ้นๆ ไปแล้ว

เสียงสังหารคำรามดังก้อง เพลิงโทสะของศิษย์สำนักปีศาจนพเก้ากำลังจะกลืนกินพื้นที่แห่งนี้ ทว่า หลี่ชีเย่กลับยังคงนิ่งเฉยดังเดิม ดูไม่แยแส เขาเดินมาอย่างสบายอารมณ์ทำราวกับกำลังเดินเล่น ช่างยโสอวดดีเหลือเกิน!

แม้ผู้คุมกฎม่อและหนานหวยเหรินจะคิดว่าหลี่ชีเย่สติฟั่นเฟือนอวดดีจนไร้ทางเยียวยาแล้ว ทว่า ในเวลาแบบนี้ พวกเขาต่างรู้สึกนับถือความกล้าหาญของหลี่ชีเย่ไม่น้อย ภายใต้คลื่นโทสะที่ถาโถมนี้ เผชิญหน้ากับความกราดเกรี้ยวของศิษย์สำนักปีศาจนพเก้า หากเป็นคนอื่น เกรงว่าคงหวาดกลัวจนเสียขวัญ ไม่ต้องพูดถึงการเดินด้วยท่าทีสบายอารมณ์นี้ด้วยซ้ำ

“แค่ก......” เวลานี้เอง หัวหน้าผู้คุมกฎอวี้เหอกระแอมขึ้น เสียงกระแอมเบาๆ ที่ประหนึ่งเสียงสายฟ้าฟาด เสียงกระแอมเพียงคำเดียวของเขาสามารถหยุดเสียงโห่ร้องสังหารในเงียบกริบ! พลังแห่งอ๋องที่ทรงพลานุภาพ น่าพรั่นพรึงจนทุกคนหายใจไม่ทั่วท้อง

หัวหน้าผู้คุมกฎเอ่ยปาก ศิษย์ในสำนักจึงไม่กล้าก่อเรื่อง สถานการณ์กลับสู่ความสงบ ทว่า ยังคงมีสายตาที่เคียดแค้นจำนวนนับไม่ถ้วน มากพอที่จะกลืนกินหลี่ชีเย่ได้เลยทีเดียว หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เช่นนั้น หลี่ชีเย่คงตายไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง!

“การทดสอบในครั้งนี้ หากเจ้าสามารถผ่านไปได้ เรื่องการเกี่ยวดองของสองสำนัก ก็ให้เป็นไปตามดำริของบรรพชน! หากผ่านการทดสอบไม่ได้หรือพลาดพลั้งเสียชีวิต ก็ต้องโทษที่วิชาของเจ้ามีไม่พอ!” เวลานี้ สายตาของผู้คุมกฎสวี่คมกริบราวกับดาบ จ้องเขม็งไปที่หลี่ชีเย่ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

แน่นอนว่าผู้คุมกฎสวี่เองก็ไม่พอใจในตัวหลี่ชีเย่ แต่เขาในฐานะผู้คุมกฎ ไม่ควรลงมือกับหลี่ชีเย่ด้วยตนเอง ทว่า หากเป็นไปได้ เขายินดีอย่างยิ่งที่จะบดขยี้มดปลวกอวดดีตัวนี้ซะ!

หลี่ชีเย่นั่งลงอย่างวางท่า จากนั้นจึงเหลือบตามองไปยังผู้คุมกฎสวี่ช้าๆ เผยรอยยิ้มพูดพลางสายหน้า: “พูดได้แค่ว่า สำนักปีศาจนพเก้าไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนดังในอดีตแล้ว! เวลานั้น ผู้วิเศษสำนักปีศาจนพเก้าของพวกเจ้าให้คำมั่นนี้เพราะอะไร? เวลานั้น การเกี่ยวดองระหว่างสำนักปีศาจนพเก้าและสำนักโบราณสี่เหยียน ทำเพื่ออะไร? เวลานั้น สำนักโบราณสี่เหยียนมีอำนาจยิ่งใหญ่ เก้าแดนต่างสวามิภักดิ์ พวกเจ้าสำนักปีศาจนพเก้าอยากอยู่ใต้ร่มเงาของเรา จึงเสนอคำมั่นนี้ขึ้นมามิใช่หรือ”

เรื่องไม่เป็นเรื่องในเวลานั้น หลี่ชีเย่คร้านที่จะไต่ถาม เพราะในตอนนั้นสถานะของหลี่ชีเย่ไม่มั่นคงอย่างยิ่ง เรื่องการเกี่ยวดองระหว่างสำนักปีศาจนพเก้าและสำนักโบราณสี่เหยี่ยน ไม่ได้เป็นความตั้งใจของผู้วิเศษนพเก้าและราชันเซียนหมิงเหรินเท่านั้น แต่เป็นเจตนาของศิษย์ทั้งสองฝ่ายด้วย

พูดถึงตรงนี้ หลี่ชีเย่เหลือบไปมองผู้คุมกฎสวี่แวบหนึ่ง: “ยุคสมัยในเวลานี้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น เมื่อพวกเจ้าผิดคำมั่นที่เคยให้ไว้ ดูท่า สำนักของพวกเจ้าในยุคนี้คงไม่มีเกียรติดังเช่นในอดีตอีกแล้ว!”

“หึ......” ผู้คุมกฎสวี่ส่งเสียงในลำคอ พูดอย่างเย็นชา: “ในเมื่อเจ้าพูดเอง ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว! หากพูดถึงความรุ่งเรืองที่ไม่เหมือนดังอดีต คงเป็นสำนักโบราณสี่เหยียนของพวกเจ้ามากกว่า! เวลานี้สำนักปีศาจนพเก้าปกครองแคว้นชายแดน ผู้ที่อยากเกี่ยวดองกับสายราชันแคว้นซั่งไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสอง องค์หญิงแห่งสำนักปีศาจนพเก้าของเรา ไม่ใช่สิ่งที่เศษสวะอย่างเจ้าจะคู่ควร!”

การพูดจาดูหมิ่นสำนักโบราณสี่เหยียนต่อหน้าศิษย์ทั้งหลาย ทำให้ผู้คุมกฎม่อและหนานหวยเหรินเกิดความไม่พอใจ ทว่า ด้วยกำลังที่ด้อยกว่า สิ่งที่ผู้คุมกฎสวี่ว่ามาก็เป็นเรื่องจริง สำนักโบราณสี่เหยียนในวันนี้ ไม่สามารถเทียบกับอำนาจสำนักปีศาจนพเก้าอีกแล้ว!

“เรื่องราวในอดีต ก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเถอะ กับคำที่ได้แต่พูด คงไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้!” หัวหน้าผู้คุมกฎอวี้เหอเอ่ยปาก พูดอย่างเย็นชา: “สำนักปีศาจนพเก้าจะให้โอกาสสำนักโบราณสี่เหยียนหนึ่งครั้ง เพราะต้องการรักษาคำมั่นที่เคยให้ไว้! หากเจ้ากลัว อยากถอยในตอนนี้ สำนักปีศาจนพเก้าของเราก็จะไม่บังคับเจ้า และจะยกเลิกคำมั่นในอดีตไปซะ!”

“ไหนๆ ข้าก็มาแล้ว ก็มาสู้กันหน่อยเถอะ!” หลี่ชีเย่พูดอย่างผ่อนคลาย: “แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะทดสอบแบบไหน? พวกเจ้าเข้ามาเลยละกัน ข้าพร้อมรับมืออยู่แล้ว!”

“ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!” ผู้คุมกฎสวี่พูดอย่างเยือกเย็น! ส่วนศิษย์สำนักปีศาจนพเก้า ยิ่งจ้องเขม็งไปที่หลี่ชีเย่ด้วยโทสะ

“ก็แค่สวะที่เรียนแค่ทักษะการต่อสู้มาเท่านั้น กล้ามาพูดจาอวดดี เศษสวะไม่เจียมตัว!” ศิษย์บางคนไม่พอใจ หากผู้คุมกฎไม่อยู่ตรงนั้น พวกเขาคงลงมือจัดการหลี่ชีเย่ไปแล้ว!

“ทักษะเต๋าของเจ้ายังตื้นเขิน ฝ่าบาทของเราได้กำชับไว้แล้ว ว่าจะให้โอกาสเจ้าครั้งหนึ่ง สนามแรกคือการทดสอบบุ๋น สนามที่สองคือการทดสอบบู๊ ส่วนการทดสอบที่สาม.......” หัวหน้าผู้คุมกฎเอ่ยปากพูด

“สองสนามก็พอแล้ว” หลี่ชีเย่ตัดบทอวี้เหอ: “ทดสอบบุ๋นยังไง ทดสอบบู๊ยังไง! ลองว่ามาซิ”

“บังอาจ......” ความโอหังของหลี่ชีเย่ ส่งผลให้ผู้คุมกฎสวี่คำรามขึ้น อำนาจนั้นทรงพลัง ราวกับเป็นคลื่นยักษ์ที่โถมเข้าใส่หลี่ชีเย่

“ทำไม ยังไม่ทันทดสอบก็คิดจะลงมือแล้วงั้นเรอะ” หลี่ชีเย่หลี่ตาจ้องไปยังผู้คุมกฎสวี่

เวลานั้นเอง หัวหน้าผู้คุมกฎอวี้เหอส่งเสียงกระแอม ขัดจังหวะคลื่นโทสะของผู้คุมกฎสวี่ ทำให้ผู้คุมกฎสวี่ได้แต่จ้องมองหลี่ชีเย่อย่างเคียดแค้น เด็กน้อยโฉดเขลาโอหังแบบนี้ เขาสามารถบีบให้ตายคามือได้ทันที เมื่อไหร่กันที่ต้องปล่อยให้มดปลวกประเภทนี้มาอวดดีต่อหน้าเขา!

“การทดสอบบุ๋นนั้นง่ายมาก การทดสอบบุ๋นคือเข้าไปยังป่ารวนใจ ใครสามารถไปได้ไกลกว่า คนนั้นถือเป็นผู้ชนะ; ส่วนการทดสอบบู๊ยิ่งง่ายกว่า คือการต่อสู้เพื่อตัดสินแพ้ชนะ! การทดสอบมีสามสนาม ขอเพียงเจ้าเอาชนะได้สองสนาม สองสำนักก็จะสามารถดองกัน!” สายตาของอวี้เหอน่าสะพรึง เขาพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ดี น่าสนุก มาทดสอบกัน” หลี่ชีเย่เองก็ไม่เกรงใจ ลุกพลางพูดขึ้น: “จะการทดสอบบุ๋นก็ดี! ทดสอบบู๊ก็ช่าง ขอข้าดูหน่อยเถอะว่าองค์หญิงของพวกเจ้ามีความสามารถสักแค่ไหน!”

“เชอะ......” เวลานี้เอง สวีฮุยพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้: “เจ้าเนี่ยนะ? คุณสมบัติเจ้ายังไม่มากพอจนต้องให้ศิษย์พี่หลี่ต้องลงมือเองหรอก! การรับมือสวะอย่างเจ้า แค่ข้าก็มากพอแล้ว!”

อวี้เหอพยักหน้าพร้อมพูดขึ้น: “ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งเข้าสำนักโบราณสี่เหยียนได้ไม่นาน ดังนั้น สำนักปีศาจนพเก้าจึงไม่อยากรังแกเจ้ามากไป! ในสำนักปีศาจนพเก้า หากให้ฝ่าบาทออกโรงเอง เกรงว่าเจ้าคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะลงมือด้วยซ้ำ! ในสำนักของเราหากพูดถึงพรสวรรค์ ฝ่าบาทของเราคงเป็นที่สุด หากนับจากกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ด้านความสามารถ ศิษย์หลานเอกเหลิ่งคงถือเป็นที่สุด ไม่ว่าใครจะเป็นผู้มาทดสอบเจ้า ถึงเจ้าจะแพ้ก็คงจะไม่ยินยอม สำหรับศิษย์หลานสวีเขาถือว่ามีคุณสมบัติระดับกลางในสำนักปีศาจนพเก้า อาศัยความสามารถของเขา การทดสอบศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน ก็ไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นเกียรติของเจ้า!”

สำนักปีศาจนพเก้าไม่ได้ส่งศิษย์ที่เก่งกาจที่สุดออกมารับมือ นี่ถือเป็นการหลงเหลือความหวังสุดท้ายที่สำนักปีศาจนพเก้าให้กับสำนักโบราณสี่เหยียน หากหลี่ซวงเหยียนลงมือเองจริงหรือแม้กระทั่งศิษย์เอกที่แกร่งที่สุดของสำนักปีศาจนพเก้าเป็นผู้ลงมือ อย่าว่าแต่ศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียนเลย เกรงว่าแม้แต่ผู้อาวุโสหรือแม้กระทั่งเจ้าสำนักโบราณสี่เหยียน ก็อาจต้องพ่ายอย่างไร้ข้อกังขา!

สำหรับความโอ้อวดของสวีฮุย หลี่ชีเย่ไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง เขามองไปยังอวี้เหอ จากนั้นจึงพยักหน้าอย่างตั้งใจ พร้อมพูดขึ้นชัดถ้อยชัดคำ: “จากที่ว่ามา สำนักปีศาจนพเก้าของพวกเจ้าคงยังพอมีหวังอยู่บ้าง แม้ว่าพวกเจ้าจะตระบัดสัตย์ต่อคำมั่นเดิม แต่ ก็คงอยากรักษาหน้าอยู่บ้างเลยต้องใช้วิธีนี้สินะ ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเจ้าเสนอเงื่อนไขนี้ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าสักครั้ง เพื่อไม่ให้พวกเจ้าอ้างได้ว่าข้ารังแกสำนักปีศาจนพเก้าของพวกเจ้า!”

หลี่ชีเย่ตอบกลับอย่างอวดดีอีกครั้ง ซึ่งนั่นทำให้หน้าของผู้คุมกฎม่อและหนานหวยเหรินร้อนระอุ พวกเขาแทบจะอยากขุดหลุมมุดหนีไป แทบอยากกราบกรานขอร้องหลี่ชีเย่ว่า การที่เขาปากดีน้อยลงมันคงไม่ถึงกับตายหรอก!

“ความโฉดเขลาในระดับนี้ ช่างน่าเวทนานัก!” เวลานี้ ศิษย์สำนักปีศาจนพเก้าที่กราดเกรี้ยวพากันหัวเราะเยาะด้วยโทสะ พวกเขาทั้งโมโหทั้งเดือดดาล บางคนพูดขึ้นอย่างเยือกเย็น: “สำนักโบราณสี่เหยียนไม่เพียงแต่ตกต่ำลงเท่านั้น แต่คงเสียสติด้วย ที่กล้าให้คนฟั่นเฟือนแบบนั้นมาเป็นศิษย์เอก ฮะฮ่า นี่น่ะเหรอสายสำนักราชันเซียน? น่าละอายต่อบรรพชนทั้ง 18 รุ่นจริงๆ!”

ศิษย์สำนักปีศาจนพเก้าจำนวนมากที่โกรธแค้นต่างพากันเฮหัวเราะ คนหน้ามืดตามัวอวดดีอย่างหลี่ชีเย่ นี่ไม่ใช่แค่เพียงความโฉดเขลา แต่มันคือความฟั่นเฟือน!

การหัวเราะเย้ยหยันของศิษย์สำนักปีศาจนพเก้า ทำให้ผู้คุมกฎม่อและหนานหวยเหรินรู้สึกอับอาย กระทั่งไม่กล้าเงยหน้ามองผู้คนด้วยซ้ำ

ผู้คุมกฎสวี่ยิ้มเยือกเย็น มดปลวกโง่เขลา ช่างน่าเวทนา บุคคลในระดับอวี้เหอ เป็นผู้ที่ผ่านคลื่นลมมามากมาย ทว่า เวลานี้เขามองดูหลี่ชีเย่ ราวกับกำลังมองตัวประหลาด เขาคิดไม่ถึงว่า จะมีใครที่โฉดเขลาถึงขั้นนี้อยู่ในโลก ดังเช่นสวะตรงหน้าคนนี้! ถึงจะเป็นเศษสวะก็ไม่ควรที่จะโง่เขลาไร้ทางเยียวยาขนาดนี้

หรือหลี่ชีเย่จะไม่รู้ว่าสำนักปีศาจนพเก้าแข็งแกร่งมากแค่ไหน? หรือไม่รู้แม้แต่การประมาทพละกำลังตัวเอง? เรื่องนี้ทำให้อวี้เหอรู้สึกตลกอย่างอดไม่ได้ วันนี้เขาได้เจอกับบุคคลที่เป็นที่สุดแห่งความโฉดเขลาอย่างแท้จริง

ไม่ง่ายนัก กว่าที่อวี้เหอจะตั้งสติกลับมาได้ เขากระแอมพร้อมพูดขึ้น: “เริ่มจากการทดสอบบุ๋นละกัน เข้าไปยังป่ารวนใจ! ใครไปได้ไกลกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ!”

เมื่อเห็นว่าการทดสอบเริ่มขึ้น คนทั้งหมดจึงเคลื่อนขบวนไปยังป่ารวนใจ เพียงชั่วเวลาหนึ่ง ป่ารวมใจก็ถูกล้อมด้วยศิษย์สำนักปีศาจนพเก้าจำนวนนับไม่ถ้วน

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0013 ตอนที่ 14