ราชันอหังการ

ราชันอหังการ: Chapter0041 ตอนที่ 42

#42Chapter0041

ตอนที่ 41 องค์หญิงก็เป็นได้เพียงข้ารับใช้ (1)

ในเวลานี้ คนทั้งหมดต่างอยู่ในอาการเหม่อลอย รวมทั้งผู้อาวุโสทั้งหก แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักโบราณสี่เหยียน ทว่า หากอ้างอิงจากทักษะเต๋า เมื่อเทียบกับตำแหน่งในแคว้นกู่หนิวเจียง พวกเขาก็เป็นได้เพียงแค่วีรบุรุษเท่านั้น

ส่วนอวี้เหอนั้นต่างออกไป เขาเป็นหัวหน้าผู้คุมกฎสำนักปีศาจนพเก้า แต่กลับสามารถเป็นถึงอ๋อง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งสูงสุดของอ๋องอีกด้วย ถึงขั้นเรียกได้ว่าสามารถเป็นผู้วิเศษได้เลยทีเดียว

เมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลที่แข็งแกร่งเช่นนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสกู่ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้อาวุโส ก็รู้สึกว่าฐานะของตนต่ำต้อยลงไปกว่าครึ่ง หากเทียบตำแหน่งในแคว้นกู่หนิวเจียง ตำแหน่งวีรบุรุษก็ไม่อาจเทียบกับอ๋องได้อยู่ดี!

สำหรับบุคคลที่แข็งแกร่งอย่างอวี้เหอ ผู้อาวุโสทั้งหกต่างก็ให้ความเคารพนับถือเขา ทว่า วันนี้อวี้เหอกลับนอบน้อมกับหลี่ชีเย่เช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ

ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่า คืออวี้เหอได้นำสารมาจากกษัตราวงตะวัน เชื้อเชิญให้หลี่ชีเย่ไปเยี่ยมเยียนสำนักปีศาจนพเก้า โดยกษัตราวงตะวันจะเป็นผู้ต้อนรับด้วยตนเองอีกด้วย

กษัตราวงตะวัน บุคคลที่ยิ่งใหญ่ บุคคลที่ครองอำนาจสูงสุดในยุคนี้ มีบารมีที่กว้างขวาง! อย่าว่าแต่คนอื่นๆ ในสำนักโบราณสี่เหยียนเลย แม้จะเป็นผู้อาวุโสทั้งหกก็ไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าพบกษัตราวงตะวัน

ทว่าในเวลานี้ กษัตราวงตะวันกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากประสงค์ที่จะพบหลี่ชีเย่ด้วยตนเอง เป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึง!

สำหรับศิษย์คนอื่นๆ ยิ่งไม่สามารถจินตนาการได้แม้แต่น้อย ชั่วขณะหนึ่ง ที่ศิษย์ทั้งหมดในเหตุการณ์ต่างแน่นิ่งราวกับกลายเป็นหิน

ทว่าหลังจากนั้น กลับมีเรื่องที่ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึงยิ่งกว่า หลี่ชีเย่ยื่นแขนซ้ายของตนออกไป หลี่ซวงเหยียนมองดูหลี่ชีเย่ด้วยสายตาเยือกเย็น ท้ายที่สุด เธอกลับเอื้อมมือออกไปจับแขนของหลี่ชีเย่เบาๆ ด้วยท่าทีอ่อนน้อม พลางเดินตามหลี่ชีเย่ไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว

“ผู้คุมกฎอวี้ ข้าขอตัวก่อน” ก่อนจากไป หลี่ชีเย่พูดเพียงเท่านั้น ส่วนอวี้เหอในฐานะผู้คุมกฎก็ได้แต่รับคำพร้อมกับโค้งคำนับ

ภาพที่เห็น ทำให้ทุกคนอยู่ในอาการพรั่นพรึง ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสทั้งหกหรือเหล่าผู้คุมกฎก็ดี รวมทั้งศิษย์ทั้งหลาย ทุกคนต่างอยู่ในอาการเดียวกัน ชั่วขณะหนึ่งต่างไม่มีใครสามารถเรียกสติกลับมาได้

ระหว่างที่ทุกคนยังอยู่ในอาการพรั่นพรึง หลี่ชีเย่และหลี่ซวงเหยียนกลับมาถึงยังหุบเขาเดียวดาย มาถึงยังอาคารที่พักขนาดเล็ก ทันทีที่มาถึงและเหลือพวกเขาสองคนเพียงลำพัง หลี่ซวงเหยียนพลันสะบัดมือของหลี่ชีเย่ออกทันที

หลี่ซวงเหยียนสบตาหลี่ชีเย่อย่างเย็นชา ท่าทีของนางยังเต็มไปด้วยความยโส พร้อมพูดขึ้นอย่างเยือกเย็น “คงสาแก่ใจเจ้าแล้วสินะ!”

กับท่าทีของหลี่ซวงเหยียน หลี่ชีเย่ได้แต่มองด้วยสายตาเฉยชา เขานั่งลงบนเก้าอี้อย่างผ่าเผย โดยไม่คิดจะมองนางอีก พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “ท่ามกลางสายตาของทุกคน การจับแขนข้าไว้ เจ้าคิดว่าข้าจะปลาบปลื้มจนอยากแต่งงานกับเจ้างั้นหรือ? หากข้าพอใจกับแค่สายตาริษยาของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ข้าหลี่ชีเย่ก็คงโง่เง่าสิ้นดี”

“ข้าเมตตายื่นแขนให้เจ้าจับ ก็เพียงแค่อยากไว้หน้าเจ้า!” หลี่ชีเย่พูดเพียงเท่านั้น สายตาของเขาเย็นยะเยือก พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าปฏิบัติต่อคนข้างกายอย่างปกป้องเสมอมา ด้วยความเมตตาปราณี หากเจ้าอยู่ข้างกายข้า ข้าก็พร้อมที่จะให้เกียรติ! ยอมให้เจ้าควงแขนต่อหน้าผู้คน ก็เพียงเพราะเห็นแก่หน้าเจ้าเท่านั้น! อันที่จริงแค่องครักษ์ มีสิทธิอะไรมาควงแขนของข้า!”

“เจ้า...” หลี่ซวงเหยียนโกรธจนตัวสั่น ใบหน้าเยือกเย็นนั้นแดงก่ำ ครั้งนี้ นางได้รับคำสั่งให้มา ยอมลดฐานะควงแขนหลี่ชีเย่ต่อหน้าผู้คน ถือเป็นการให้เกียรติหลี่ชีเย่มากพอแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับพูดจาแบบนี้ออกมา มันจะไม่ทำให้นางโกรธได้อย่างไร

“เจ้ามีความหยิ่งทะนงในตัว ข้าพอเข้าใจ” หลี่ชีเย่ไม่ใส่ใจความกราดเกรี้ยวของนาง เขาพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เจ้าคงมาเพียงเพราะได้รับคำสั่งจากกษัตราวงตะวัน ในใจของเจ้าคงไม่ได้ยอมจำนนแต่อย่างใด เจ้าคิดว่าตนเป็นหญิงสูงศักดิ์ กับคนต้อยต่ำอย่างข้า เจ้าคงไม่อยากเสวนาด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดา ทว่า ข้ายอมไว้หน้าเจ้า เจ้าควรนำไปคิดไตร่ตรองดู วันนี้ข้ายอมให้เจ้าเดินควงเคียงข้าง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ข้ามอบให้กับเจ้า! ในภายภาคหน้าเมื่อข้าสามารถขยายอำนาจออกไป หากเจ้าไม่ใช่คนที่คอยติดตามข้ามาโดยตลอด ตำแหน่งข้างกายข้าของเจ้าก็คงไม่มีอีกต่อไป!”

คนที่อยู่ในร่างวัยเพียงสิบสามปี กลับกล้าพูดจาอวดดีแบบนี้ออกมา แม้จะเป็นอัจฉริยะบุคคลแห่งยุค เป็นกษัตริย์ของแคว้นโบราณ ก็ไม่ควรที่จะพูดจาอวดดีขนาดนี้ แต่ทว่า วันนี้เด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบสามปีกลับกล้าพูดจาโอหังถึงขั้นนี้

หากใครคนอื่นพูดจาแบบนี้ออกมา มันคงเป็นความโฉดเขลาเหลือเกิน ทว่า หลี่ซวงเหยียนมองดูหลี่ชีเย่ หลี่ชีเย่ดูสุขุมเหลือเกิน เขาใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบชัดถ้อยชัดคำพูดประโยคที่อวดดีอย่างที่สุด หากเป็นช่วงเวลาอื่น นางคงคิดว่าหลี่ชีเย่นั้นโฉดเขลาโง่งมอวดดี ทว่า เวลานี้ นางมองไม่เห็นความโฉดเขลาของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

หลี่ซวงเหยียนมาที่นี่ ไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ นางมาเพราะได้รับบัญชาจากกษัตราวงตะวัน ไม่เพียงแต่กษัตราวงตะวันเท่านั้นที่ชื่นชมในตัวหลี่ชีเย่ แม้แต่เจี้ยนเหล่าแห่งสำนักปีศาจนพเก้าเองก็มองว่าหลี่ชีเย่เป็นคนที่มีอนาคตเช่นกัน ท้ายที่สุด จึงเกลี้ยกล่อมนาง ให้นางเดินทางมาที่นี่

เรื่องนี้ สำหรับหลี่ซวงเหยียนแล้ว ถือเป็นความไร้เกียรติอย่างที่สุด นางคือผู้สืบทอดของสำนักปีศาจนพเก้า นางคือองค์หญิงของแคว้นกู่หนิวเจียง ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือพรสวรรค์ ต่างถือว่าอยู่ในจุดสูงสุด ถือเป็นสตรีที่ฟ้าส่งมา!

ในยุคนี้ คนที่ชื่นชมในตัวนางมีมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลชั้นนำแบบไหน ก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของนางมาก่อน แต่แล้ว วันนี้นางกลับต้องมาเป็นองครักษ์ข้ารับใช้ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

อาจารย์ของนาง กษัตราวงตะวันผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเลิศล้ำ ในช่วงที่ชะตาฟ้าอยู่ในยุคที่เสื่อมถอย แต่เขากลับยังคงสามารถขยายบารมีออกไป มันมากพอที่จะบอกว่าอาจารย์ของนางนั้นเป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และสติปัญญา! แต่แล้ว บุคคลยิ่งใหญ่อย่างอาจารย์ของนางคนนี้ กลับชื่นชมคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่นางไม่อาจเข้าใจได้!

เวลานี้ภายใต้คำพูดของหลี่ชีเย่ ทำให้นางไม่รู้ว่าควรจะโกรธดีหรือไม่ หากหลี่ชีเย่โฉดเขลาไม่รู้ความ จนอวดดีไม่เจียมตัว แต่ไม่ว่ายังไงตอนนี้เขาก็ดูไม่เหมือนคนแบบที่ว่าเลยสักนิด!

“ได้ ถ้าเจ้าคิดว่าตัวเองเก่งกาจไร้เทียมทาน เจ้าก็ต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็น!” หลี่ซวงเหยียนรู้สึกโกรธ นางพูดออกมาอย่างเยือกเย็น “หากเจ้าสามารถทำได้จริง ข้าก็จะยอมรับว่าเจ้ามีความสามารถ! ไม่งั้นข้าคงคิดว่าเจ้ากำลังฝันกลางวันอยู่เท่านั้น”

ชั่วครู่หนึ่ง กว่าที่หลี่ชีเย่จะหันไปมองหน้านางอีกครั้ง เขามองนางด้วยสายตาที่เรียบเฉยพลางพูดขึ้น “พิสูจน์? ข้ามีความจำเป็นอะไรต้องพิสูจน์”

ท่าทีอวดดีของหลี่ชีเย่ ทำให้หลี่ซวงเหยียนโกรธจนตัวสั่น ที่น่าโมโหมากกว่านั้น คือหลี่ชีเย่มีอายุแค่สิบสามปีเท่านั้น อายุน้อยกว่านางด้วยซ้ำ ทว่า เขากลับกล้าพูดจาอวดดีอย่างที่สุด ราวกับว่าตนยิ่งใหญ่เป็นราชันแห่งยุคก็ไม่ปาน เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสามปี แต่กลับกล้าใช้คำพูดที่โฉดเขลาอวดดีไร้สาระมากที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน!

“ข้ามีแบบค่ายกลอยู่หนึ่งผืน หากเจ้าสามารถพิชิตค่ายกลนี้ได้ และสามารถบอกความลึกล้ำของค่ายกลที่ว่า ข้าจะถือว่าเจ้ามีความสามารถ!” หลี่ซวงเหยียนไม่สนใจความอวดดีของหลี่ชีเย่ เพราะมันอวดดีมากเกินไปจริงๆ!

พูดพลาง หลี่ซวงเหยียนก็นำแผ่นหนังเก่าแก่ออกมาหนึ่งผืน แผ่นหนังโบราณที่ว่าดูเป็นปริศนา แผ่นหนังเก่าแก่นั้นมีลายเส้น อักขระเต๋า แผนภาพดวงดาว จุดค่ายกล... ปรากฏอยู่มากมาย แผ่นหนังเก่าแก่ผืนเล็กๆ ผืนหนึ่ง แต่กลับดูชวนพิศวงเหลือเกิน ราวกับมันสามารถรองรับความพิศวงทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกได้

หากใครสักคนลองพยายามจ้องมองมัน สติสัมปชัญญะของคนคนนั้นอาจถูกดูดกลืนเข้าไป ราวกับถูกกลืนไปยังอีกโลกหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยความพิศวงและมหัศจรรย์อย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ไร้เทียมทานแค่ไหน มีสติปัญญามากมายเท่าไหร่ ก็คงไม่อาจหลุดพ้นจากมันได้ ไม่ว่าใครก็คงไม่สามารถรอดพ้นจากแรงดึงดูดของความพิศวงภายในนั้น ท่ามกลางความพิศวงนั้น แม้ว่าจะเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์สูงแค่ไหน ก็คงไม่สามารถเดินออกจากพื้นที่ดังกล่าวได้

ทันทีที่หลี่ชีเย่มองเห็นแผ่นหนังดังกล่าว แผ่นหนังเก่าแก่ที่ว่าช่างคุ้นตาเหลือเกิน คุ้นตามากจริงๆ เมื่อเขาได้เห็นลายเส้น อักขระเต๋า ดวงดาว จุดค่ายกล... หลี่ชีเย่ก็สามารถนึกถึงแผ่นหนังทั้งผืนได้ในทันที

ในเสี้ยววินาทีนั้น จู่ๆ รูปแบบค่ายกลที่เคยถูกลบเลือนไปก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขา มันเคยเป็นหนึ่งความทรงจำที่ลึกซึ้งมากสำหรับเขา ทว่า ความทรงจำที่สมบูรณ์นั้นกลับยังไม่สามารถปรากฏขึ้นได้ มันปรากฏเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของความทรงจำที่ถูกลบเลือนไปเท่านั้น

เศษมุมความทรงจำเล็กๆ นี้ มันลึกซึ้งมากสำหรับหลี่ชีเย่ ในส่วนของความทรงจำที่สมบูรณ์ หลี่ชีเย่เองไม่อยากเสียเวลาในการคาดคะเน เขาคร้านที่จะตามหาความทรงจำที่สมบูรณ์นั้น เพราะเรื่องนี้คงไม่มีใครเข้าใจมันดีไปกว่าเขาอีกแล้ว!

“ก็แค่แผ่นค่ายกลเล็กๆ เริ่มต้นจากดาวอสรพิษ ผ่านเก้าด่านทมิฬ เร้นจากแปดวงจันทร์ กลายสภาพเป็นดาวทั้งเก้า วกไปยังทางช้างเผือก กลับเข้าสู่เส้นทางนิรันดร์...” หลี่ชีเย่ดูผ่อนคลาย เขาพูดพลางชี้นิ้วออกไป “จุดศูนย์กลางของค่ายกลนี้อยู่ที่นี่ มีหมื่นลักษณ์อสุราคอยพิทักษ์ หกอสูรแปดเซียนเฝ้าอยู่ รูปแบบค่ายกลนี้ คนที่สามารถทำลายได้ในโลก มีอยู่น้อยมากถึงมากที่สุด”

หลี่ชีเย่มีท่าทีเรียบเฉย เขาพูดสบายๆ ราวกับมันเป็นสมบัติธรรมดาที่หาเจอได้ทั่วไป จากคำพูดของหลี่ชีเย่ ดูเหมือนว่า มันไม่ได้เป็นสุดยอดค่ายกลอะไร แต่เป็นเพียงเคล็ดวิชาธรรมดาที่แทบไม่ควรค่าแก่การพูดถึง

ทว่า หลี่ซวงเหยียนกลับตกอยู่ในภวังค์ในทันที นางรู้ที่มาของค่ายกลนี้ดี ที่มาที่ไปของมันนั้นน่าพรั่นพรึงเหลือเกิน บรรพชนสำนักปีศาจนพเก้าของนางได้มันมาเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น! ทว่า แผ่นค่ายกลแค่เสี้ยวเดียว ทั้งผู้วิเศษและอัจฉริยะจำนวนไม่น้อยในสำนักปีศาจนพเก้าต่างช่วยกันตีความ แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงความพิศวงของมันได้กระทั่งถึงรุ่นหลังๆ เมื่อเหล่าผู้วิเศษทุ่มเทความมานะในการตีความ ในที่สุดก็สามารถตีความหมายอันน่าพิศวงของเศษแผ่นค่ายกลนี้ได้

อย่างไรก็ตาม สำนักปีศาจนพเก้ากลับไม่สามารถวางค่ายกลที่ว่าได้ ในยุคนี้ กษัตราวงตะวันอาจารย์ของหลี่ซวงเหยียนเชื่อในพรสวรรค์ของนาง จึงอยากทดสอบว่าหลี่ซวงเหยียนจะสามารถซ่อมแซมค่ายกลผืนนี้ได้หรือไม่ ดังนั้น จึงได้มอบค่ายกลดังกล่าวให้กับนาง ขณะเดียวกัน การฝึกฝนครึ่งหนึ่งของนางก็มีความเชื่อมโยงกับค่ายกลนี้!

หลี่ซวงเหยียนมีโอกาสได้สัมผัสกับค่ายกลนี้ตั้งแต่ยังเล็ก ทว่า กว่าจะเข้าใจค่ายกลที่ว่าอย่างถ่องแท้ นางเสียเวลาไปกว่าสิบปีเต็ม ที่สำคัญก็คือนางเข้าใจมันได้เพราะได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าผู้วิเศษนพเก้า!

หลี่ซวงเหยียนเคยคาดหวังว่า สักวันจะสามารถวางค่ายกลนี้ให้สมบูรณ์ เพราะเมื่อค่ายกลนี้สมบูรณ์ ความน่าสะพรึงของมันก็จะปรากฏขึ้น สามารถสังหารได้ทั้งเทพและเซียน ทว่า นางรู้ดี ว่าคุณสมบัติที่นางมีอยู่ตอนนี้ ยังไม่สามารถทำให้ค่ายกลนี้สมบูรณ์ได้!

การเดินทางมายังสำนักโบราณสี่เหยียนในครั้งนี้ของนาง จากความตั้งใจของกษัตราวงตะวัน คงอยากรู้ว่าหลี่ชีเย่นั้นจะร้ายกาจสักแค่ไหน มีความลับอะไรที่ปกปิดเอาไว้ จึงอยากลองใช้แบบค่ายกลนี้มาทดสอบเขา

แม้แต่ในฝันหลี่ซวงเหยียนก็คงคิดไม่ถึง ค่ายกลที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งค่ายกล แต่หลี่ชีเย่กลับมองเพียงปราดเดียวและสามารถร่ายรายละเอียดออกมาได้อย่างยืดยาว ราวกับเป็นสมบัติประจำตระกูลของตน

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0041 ตอนที่ 42