ราชันอหังการ: Chapter0049 ตอนที่ 50
บทที่ 49 การสอนที่โหดร้ายที่สุด (1)
“เพี๊ยะ...เพี๊ยะ...เพี๊ยะ...” หลี่ชีเย่ตีจางอวี๋อย่างโหดเหี้ยมไปยกหนึ่ง ในกลุ่มศิษย์สามร้อยคน จางอวี๋ถือว่ามีทักษะเต๋าที่ค่อนข้างต่ำ ทว่าเขากลับเป็นคนที่เข้าสำนักมาก่อนคนอื่นๆ ราว 1-2 ปี
แม้ว่าจางอวี๋จะมีทักษะเต๋าที่ค่อนข้างตื้นเขิน ทว่า เขาเป็นพวกหนังหนาทนทานเหมือนวัวแก่ มีจิตใจที่หนักแน่น กระบองตีงูที่ฟาดลงบนตัวเขาอย่างหนัก ทำให้เขาเจ็บปวดไปทั้งตัว ราวกับกระดูกและเอ็นแทบจะฉีกออกจากกัน จนแทบจะลุกไม่ขึ้นด้วยซ้ำ
ทว่า จางอวี๋กลับพยายามลุกขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังฝืนนั้นเป็นสิ่งที่เสียแรงเปล่า แต่เขากลับยังคงตั้งใจที่จะคลานขึ้นมา ไม่ว่าเขาจะลุกขึ้นมาสักกี่ครั้ง เขาก็ถูกหลี่ชีเย่ฟาดจนล้มไปกองกับพื้นเหมือนเดิมทุกครั้ง
ครั้งนี้หลี่ชีเย่ตั้งใจที่จะลองทดสอบเขา เขาตีจางอวี๋อย่างโหดเหี้ยมครั้งแล้วครั้งเล่า แม้การทุบตีแต่ละครั้งจะไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออก ทว่า ความเจ็บปวดนั้นมันมากจนจางอวี๋แทบจะทนไม่ไหว กระดูกทั่วทั้งร่างของเขาราวกับจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ
หากเป็นคนอื่น ก็คงจะนอนหมอบอยู่กับพื้นยอมแพ้ไปนานแล้ว ทว่า จางอวี๋กลับพยายามคลานขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า คลานขึ้นมาเพื่อให้หลี่ชีเย่ทุบตีเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก
“เพี๊ยะ...เพี๊ยะ...เพี๊ยะ...” ทุกครั้งที่กระบองฟาดไปที่ตัวของจางอวี๋ เสียงทุบตีนั้น ทำให้ศิษย์ที่อยู่ในลานต่างรู้สึกหวาดกลัว ศิษย์จำนวนมากมีใบหน้าซีดเผือด แอบคิดในใจว่าสิ่งที่หลี่ชีเย่กระทำกับจางอวี๋นั้นรุนแรงเกินไป
สามครั้งก่อนหน้านี้ หลี่ชีเย่จะทำเพียงแค่ตีทุกคนจนหมอบลงกับพื้นเท่านั้น แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าหลี่ชีเย่จะตั้งใจกลั่นแกล้งจางอวี๋เป็นพิเศษ เขาตีจางอวี๋อย่างโหดเหี้ยมครั้งแล้วครั้งเล่า จางอวี๋เองก็ลุกขึ้นมาทุกครั้ง และถูกหลี่ชีเย่ตีจนล้มกองลงไปซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนกระทั่งท้ายที่สุด จางอวี๋ก็ถูกตีจนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก แม้ว่าทั้งตัวจะไม่มีบาดแผลเลือดออก แต่เขาบอบช้ำไปทั้งตัว แขนขาอ่อนปวกเปียก เจ็บจนตัวสั่นเทิ้ม มีเหงื่อเม็ดโตผุดออกมา ใบหน้าขาวซีด ไม่บอกก็รู้ได้ว่าเขากำลังเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน
เมื่อเห็นจุดจบของจางอวี๋ ทำให้ศิษย์จำนวนมากต่างพากันตัวสั่น เกิดอาการขนลุกซู่ในใจ มีศิษย์หญิงบางคนที่ใจไม่แข็งพอ ถึงขั้นไม่กล้ามองดูสภาพของจางอวี๋ด้วยซ้ำ
“จิตที่ยืนหยัดไม่ย่อท้อของเจ้า ถือว่าดีมาก” หลี่ชีเย่มองดูจางอวี๋ที่มีสภาพดูไม่ได้ในตอนนี้ พลางพูดขึ้นเรียบๆ “หากข้าไม่พอใจ คงไม่จำเป็นต้องใช้คนอย่างพวกเจ้ามาระบายอารมณ์ พูดตามจริง หากข้าอยากลงมือกับพวกเจ้า ข้าสามารถใช้วิธีการมากมายเพื่อทรมานพวกเจ้า!”
คำพูดของหลี่ชีเย่ ถึงจะเป็นการพูดกับจางอวี๋ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นการสื่อให้กับศิษย์ทั้งหมดฟังด้วย
“เจ้า...” หลังจากที่ตีจางอวี๋จนพอใจ หลี่ชีเย่ก็ชี้กระบองไปที่ศิษย์คนหนึ่ง “ลุกขึ้นมา”
เมื่อศิษย์คนดังกล่าวถูกหลี่ชีเย่เรียก เขามีอาการขนลุก ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้าน ทว่า เมื่ออยู่ภายใต้คำสั่งของหลี่ชีเย่ เขาจึงจำเป็นต้องลุกออกมา
“รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงตีพวกเจ้า?” หลี่ชีเย่มองดูศิษย์คนดังกล่าว พลางถามอย่างยิ้มแย้ม
เวลานี้ รอยยิ้มของหลี่ชีเย่ในสายตาของศิษย์คนนั้น มันคงดูน่ากลัวไม่ต่างจากรอยยิ้มของปีศาจร้าย ขาทั้งสองข้างของเขากำลังสั่น เกิดความรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง พูดจาไม่ได้ศัพท์ติดๆ ขัดๆ “เพราะ เพราะว่า เรา เราทำผิดกับศิษย์พี่...”
“ผิด...” หลี่ชีเย่พูดด้วยรอยยิ้ม “มาสู้กัน...” เขาพูดพลางฟาดกระบองตีงูออกไปอย่างแรง
“เพี๊ยะ...เพี๊ยะ...เพี๊ยะ...” เมื่อศิษย์คนดังกล่าวถูกหลี่ชีเย่ตี เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้นทันที
“คนต่อไป” หลี่ชีเย่สุ่มชี้ศิษย์คนหนึ่ง ทุบตีเขาอย่างโหดเหี้ยม ตีจนเขานอนหมอบไปกับพื้น
ชั่วขณะหนึ่ง ที่มีเสียงร้องโหยหวนดังก้องอยู่ในหุบเขาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การทุบตีของกระบองตีงู ศิษย์คนแล้วคนเล่าต้องทยอยไปเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด
“ว่ามา ทำไมข้าถึงต้องตีพวกเจ้า?” หลี่ชีเย่ตีศิษย์คนหนึ่งจนเขาไม่มีทางหนี ศิษย์คนนี้จึงได้แต่ยอมรับชะตากรรม เขาถูกหลี่ชีเย่ตีจนใบหน้าช้ำน่วม ท้ายที่สุด เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะสู้ ได้แต่กุมมือทั้งสองไว้เหนือหัวและปล่อยให้หลี่ชีเย่ตีจนพอใจ
“มะ ไม่ ไม่ทราบ...” ศิษย์คนดังกล่าวได้แต่รับยอมชะตากรรม เขาตอบไปกว่าสิบคำตอบ แต่ก็ไม่สามารถทำให้หลี่ชีเย่หยุดตีเขาได้
“ศิษย์ ศิษย์พี่ตีข้าทุกครั้ง ตีได้ตรงเป้าทุก ทุกครั้ง บาง บางทีศิษย์ ศิษย์พี่อาจ อาจจะกำลัง กำลังทดสอบ ว่าเคล็ดวิชาที่เราเรียน เรียนมีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง” เวลานี้เอง มีเสียงที่ดูหวาดกลัวเสียงหนึ่งดังขึ้น
ทันทีที่ได้ยินเสียงดังกล่าว หลี่ชีเย่หยุดตีทันที เขาหันหลังกลับไปตามเสียงที่ว่า ศิษย์ที่พูดเป็นผู้หญิง หลี่ชีเย่พอจะจำนางได้ นางมีดวงตากลมโต กับท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย
ศิษย์คนดังกล่าวมีใบหน้าสะสวย ดูจากท่าทางก็พอเดาได้ว่านางไม่ใช่คนที่กล้าหาญนัก เวลานี้ หลี่ชีเย่ใช้สายตาที่เรียกว่า ‘ดุร้าย’ นั้นจ้องมองนาง ศิษย์หญิงเจ้าของดวงตากลมโตนั้นถอยหนี ฝ่ามือของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้แต่ศิษย์พี่หญิงที่อยู่ข้างกายของนางก็ยังอดเป็นกังวลแทนนางไม่ได้ จึงช่วยดึงรั้งตัวนางเอาไว้
หลี่ชีเย่ชี้ไปยังศิษย์หญิงที่มีดวงตากลมโตแต่มีท่าทีหวาดกลัวคนนั้น พร้อมพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เจ้า ออกมา”
ศิษย์หญิงคนนี้ตกใจจนขวัญเสีย นางเดินออกไปช้าๆ ท่าทางของนางดูน่าขัน หลี่ชีเย่ที่อายุเพียงแค่สิบสามสิบสี่ปี แต่หญิงสาวตรงหน้าดูมีอายุมากกว่าเขาแน่นอน
ต่อหน้าหลี่ชีเย่ ศิษย์หญิงดวงตากลมโตที่มีท่าทางหวาดกลัวคนนี้ดูหวาดกลัวเหลือเกิน นางเดินออกมาช้าๆ ราวกับแกะที่กำลังเดินเข้าไปหาหมาป่า
“ว่ามา ทำไมข้าจึงต้องตีพวกเจ้า” หลี่ชีเย่พูดกับนางด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าของศิษย์หญิงคนนี้ขาวซีด ก้าวถอยหนีจากเขาโดยไม่รู้ตัว
ศิษย์หญิงคนนี้ดูจะกลัวหลี่ชีเย่เอามากๆ นางถอยหลังหนี ภาพที่เห็น หลี่ชีเย่ดูไม่ต่างจากชายหนุ่มเลวๆ ที่กำลังคิดจะรังแกหญิงสาวไร้ทางสู้
ท้ายที่สุดศิษย์หญิงคนดังกล่าวจึงกัดฟัน นางกระซิบออกมาว่า “ข้า ข้าคิดว่า การ การที่ ศิษย์ ศิษย์พี่ตีเรา ตีตรงจุดทุกครั้ง เหมือนการมองกระบวนท่าเราจนทะลุปรุโปร่ง ศิษย์ ศิษย์พี่อาจจะต้องการทด ทดสอบเรา ทดสอบจุดบกพร่องในเคล็ดวิชาของเรา”
เมื่อพูดจบ ศิษย์หญิงดวงตากลมโตที่มีท่าทางหวาดกลัวคนนี้มองดูหลี่ชีเย่ด้วยสายตาที่ไม่มั่นใจนัก จากนั้นจึงก้มหน้างุดกลับดังเดิมอย่างรวดเร็ว นางคงกลัวหลี่ชีเย่มากจริงๆ
ในขณะที่ศิษย์หญิงคนดังกล่าวคิดว่าหลี่ชีเย่กำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่แล้ว หลี่ชีเย่กลับพูดขึ้นช้าๆ “เจ้าชื่ออะไร?”
“สวี่ สวี่เพ่ย” ศิษย์หญิงตาโตถูกหลี่ชีเย่มองจนขนลุกซู่ นางอายุมากกว่าหลี่ชีเย่ด้วยซ้ำ แต่ขณะที่หลี่ชีเย่จ้องมองนาง นางกลับรู้สึกว่าตนเองดูไม่ต่างจากเหยื่อที่กำลังถูกนักล่าจับจ้อง
“สวี่เพ่ย ศิษย์น้องสวี่” หลี่ชีเย่พูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะบอกข่าวดีเจ้าหนึ่งข้อ เจ้าโชคดีมาก เจ้าเดาถูก”
ทันทีที่หลี่ชีเย่พูดจบ ศิษย์ที่อยู่ในสนามต่างตกตะลึง ในใจของสวี่เพ่ยอดที่จะปิติไม่ได้ ในที่สุดนางก็รอดพ้นจากหายนะ
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าจะได้เป็นศิษย์พี่หญิง เป็นผู้นำของศิษย์จำนวนสามร้อยคนในหุบเขาล้างศิลา” หลี่ชีเย่พูดช้าๆ “แต่ตอนนี้ ได้เวลาที่เจ้าจะต้องลงมือแล้ว”
เมื่อได้ยินคำแต่งตั้งกะทันหันของหลี่ชีเย่ จู่ๆ มันทำให้เหล่าศิษย์ตกอยู่ในอาการเหม่อ สวี่เพ่ยเองก็มีอาการไม่ต่างกัน ที่นางตกใจไม่ใช่เพราะคำแต่งตั้งของหลี่ชีเย่ แต่เป็นประโยคถัดจากนั้นของเขามากกว่า
“ศิษย์ ศิษย์พี่ ข้า ข้า ข้าทายถูก ข้า ข้าเลี่ยงการถูกตีไม่ได้งั้นเหรอ?” ไม่ง่ายนักกว่าที่สวี่เพ่ยจะรวบรวมความกล้าออกมา นางพูดขึ้นอย่างขลาดๆ
หลี่ชีเย่ยิ้มจนตาปิด “เจ้าทายถูกก็จริง แต่ข้าไม่ได้บอกว่าจะปล่อยเจ้าไป ข้าเป็นคนที่ทำอะไรยุติธรรม ชอบความเท่าเทียมกันเสมอ” เวลานี้ ในสายตาของสวี่เพ่ย รอยยิ้มร่าเริงของหลี่ชีเย่ น่ากลัวกว่าคมเขี้ยวของหมาป่าเสียอีก
ท้ายที่สุด สวี่เพ่ยจึงไม่มีทางเลือก นางได้แต่ปลุกความกล้าและเผชิญหน้ากับเขา ขณะที่ลงมือ นางพูดขึ้นอย่างหวาดกลัว “ศิษย์ ศิษย์พี่ ไม่ ไม่ตีที่หน้า จะ จะได้ไหม...”
ความรักสวยรักงามเป็นนิสัยพื้นฐานของสตรี ถึงแม้จะเป็นผู้บำเพ็ญตน แต่ความรักสวยรักงามที่มีก็ยังคงไม่ต่างกัน หากถูกกระบองตีงูของหลี่ชีเย่เข้า ถึงมันจะไม่ทิ้งแผลเป็นเอาไว้ แต่หากถูกตีจนใบหน้าบวมช้ำ ไม่ว่าสตรีคนไหน ก็คงไม่มีใครอยากเจอเรื่องแบบนี้
“ข้าจะลองคิดดู” หลี่ชีเย่พูดด้วยรอยยิ้ม ทว่า กระบองตีงูของเขากลับกำลังพุ่งโจมตีไปที่หน้าของนาง
สวี่เพ่ยตกใจ รีบกระทืบเท้าเปิดลัคนาทันที ทันใดนั้นนางหลบหลีกการโจมตีของกระบองตีงูที่พุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของนางได้ ทว่า กระบองตีงูนั้นพลิกแพลงนัก ทันทีที่นางหลบพ้น กระบองตีงูก็เริ่มโจมตีอีกครั้ง
สวี่เพ่ยตกตะลึง หลบหลีกทุกการโจมตีของหลี่ชีเย่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนสุดท้ายนางก็จนมุม
“หากเจ้าคิดจะหนีท่าเดียว เชื่อไหมว่าข้าจะตีใบหน้าของเจ้าให้บวมเป็นหัวหมูไปเลย” เสียงราวกับปีศาจร้ายของหลี่ชีเย่ดังขึ้น
คำพูดดังกล่าวทำให้สวีเพ่ยตกใจสุดขีด นางไม่กล้าหลบอีก จึงหมุนตัวกลับเพื่อเตรียมรับมือคู่ต่อสู้ นางคว้ากระบี่ยาวในมือ พุ่งตัวไปยังหลี่ชีเย่
เกิดเสียงดัง “ตุบ” หลี่ชีเย่ฟาดไปที่หัวไหล่ของสวี่เพ่ยอย่างแรง มันเจ็บจนทำให้น้ำตาของนางไหลไม่หยุด ราวกับไหล่นั้นถูกทุบจนแหลกไปแล้ว
“กระบวนท่านี้ ‘กระบี่กวาดธุลี’ กำลังน้อย ไม่มีผลในการโจมตี กระบี่กวาดธุลีควรเป็นไปตามชื่อ แข็งแกร่งและหนาแน่น!” หลี่ชีเย่ฟาดไปที่ไหล่ของสวี่เพ่ยอย่างแรงอีกครั้ง มันเจ็บจนนางกำลังจะร้องไห้ ทว่า หลี่ชีเย่กลับยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม
“เข้ามาอีก...” หลี่ชีเย่ไม่สนใจความน่าเวทนาของสวี่เพ่ย เขายังคงพูดจาอย่างอารมณ์ดี “ความเป็นความตาย ไม่เพียงแต่ต้องใช้ความละเมียดประหนึ่งฝุ่นธุลีเท่านั้น แต่ต้องมีความกล้าที่กว้างราวกับฟ้า เมื่อเผชิญหน้ากับทางที่แคบ เรายังคงต้องพุ่งตะลุยด้วยความกล้าหาญ! หัวใจของเจ้าเหมือนกับกระจกใส สามารถมองหารายละเอียดได้ดี ทว่า ยังขาดความมุ่งมั่นสู้ให้ถึงที่สุด ขาดจิตวิญญาณที่กล้าหาญสู้จนตัวตาย!”
หลี่ชีเย่กำลังชี้แนะสวี่เพ่ย มันไม่เพียงแต่กำลังชี้แนะจุดบกพร่องของสวี่เพ่ยเท่านั้น แต่เป็นการชี้แนะให้สวี่เพ่ยกล้าเผชิญหน้ากับจุดอ่อนของตนเอง!
สวี่เพ่ยได้แต่ทนกับความเจ็บปวดและเผชิญหน้ากับการต่อสู้ นางส่งเสียงร้องเรียกความกล้า กระบี่จำนวนมากปรากฏ มุ่งเป้าโจมตีไปที่หลี่ชีเย่
เสียง ‘ตุบ’ ดังขึ้นอีกครั้ง หลี่ชีเย่ฟาดไปที่เอวของนางสุดแรง พลางพูดขึ้นเรียบๆ “กระบวนท่านี้ ‘ทะเลกระบี่’ ขาดความหนักแน่น กระบวนท่านี้เน้นความยิ่งใหญ่ ความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่!”
“ตุบ...” หลี่ชีเย่โจมตีช่องโหว่ของสวี่เพ่ยอีกครั้ง พลางแนะนำ “กระบวนท่านี้ ‘นางแอ่นคืนรัง’ ฝึกได้ดี แต่ยังไม่ดีพอ ยังขาดปราณไฟ หากปราณไฟแข็งแกร่งกว่านี้ ก็จะสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนให้กลายเป็น... ”
หลี่ชีเย่ได้อ่านเคล็ดวิชาทั้งหลายที่ศิษย์ทั้งหมดเคยฝึกฝนมา อันที่จริง ขอบเขตการฝึกของศิษย์ทั้งสามร้อยคนในเขาล้างศิลานี้ค่อนข้างจำกัด อีกอย่าง เคล็ดวิชาส่วนใหญ่ก็เป็นเคล็ดวิชาที่หลี่ชีเย่เป็นคนทิ้งไว้ให้กับสำนักโบราณสี่เหยียน บางวิชายังเป็นวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นเองสมัยที่ฝึกราชันเซียนหมิงเหรินเสียด้วยซ้ำ