ราชันอหังการ: Chapter0052 ตอนที่ 53
ตอนที่ 52 ดำริราชาเซียนก็เท่านั้น (2)
คำพูดของหัวหน้าผู้อาวุโสในครั้งนี้ทรงพลังเหลือเกิน น้ำเสียงน่าสะพรึ่งซึ่งไม่ใช่การซักถามความเห็นอีก คำพูดของเขาในครั้งนี้ ไม่ได้มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว มันคือสิ่งที่ผู้อาวุโสทุกคนจะต้องยอมรับ
เมื่อหัวหน้าผุ้อาวุโสสำแดงพลังออกมา พริบตาเดียว กลับสามารถทำให้พวกผู้อาวุโสอู๋ต่างรู้สึกสะท้าน สีหน้าของเฉาสงเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน!
การสนับสนุนของผู้อาวุโสทั้งสี่ที่มีต่อหัวหน้าผู้อาวุโส ตลอดสองสามปีมานี้ มันเริ่มเกิดความสั่นคลอนขึ้น ทว่า ในวันนี้หัวหน้าผู้อาวุโสได้แสดงบารมีอันน่าสะพรึงออกมาอีกครั้ง ทำให้เหล่าผู้อาวุโสรู้สึกพรั่นพรึง ราวกับว่า ศิษย์พี่ใหญ่คนเดิมของพวกเขาได้กลับมาแล้ว ดังเช่นตอนนั้น หัวหน้าผู้อาวุโสคือผู้ที่กุมบังเหียนหลักของสำนักโบราณสี่เหยียน ในตอนนั้น หัวหน้าผู้อาวุโสที่มีบารมีอันน่าเกรงขามดังเช่นตอนนี้
สีหน้าของเฉาสงเปลี่ยนไปทันที หลายปีมานี้ ความคิดที่เขาอยากเป็นเจ้าสำนักนั้นรุนแรงมาก เมื่อได้เห็นความท้อแท้และแก่ชราของหัวหน้าผู้อาวุโส ทำให้เฉาสงค่อยๆ ละเลยและไม่เห็นหัวหน้าผู้อาวุโสอยู่ในสายตานัก อันที่จริง เขาไม่คิดว่าตัวเองมีความสามารถด้อยไปกว่าหัวหน้าผู้อาวุโสด้วยซ้ำ! หากมีการชิงตำแหน่งเจ้าสำนักอีก หัวหน้าผู้อาวุโสคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
แต่เวลานี้ เมื่อจู่ๆ หัวหน้าผู้อาวุโสระเบิดพลังขึ้นมา มันทำให้เฉาสงได้ตระหนักอีกครั้งว่า หัวหน้าผู้อาวุโสยังคงเป็นเสาหลักที่แท้จริงของสำนักโบราณสี่เหยียน!
“ในเมื่อศิษย์พี่คิดว่าหลี่ชีเย่คือคนที่เหมาะสม ข้าก็จะสนับสนุน” ท้ายที่สุด คนที่แสดงท่าทีคนแรกก็คือผู้อาวุโสซุนอาจารย์ของผู้คุมกฎม่อ
ผู้อาวุโสลำดับที่สามเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงแสดงความเห็นตามมา “หากศิษย์พี่ตัดสินใจดีแล้วจริงๆ ว่าจะฝึกฝนหลี่ชีเย่ ศิษย์น้องก็หวังว่าเขาจะไม่ทำให้ความตั้งใจของศิษย์พี่ต้องเสียเปล่า” คำพูดของของเขาคือการยอมรับการตัดสินใจของหัวหน้าผู้อาวุโสอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าเองก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้น “ครั้งนี้ ข้าพร้อมยอมรับการตัดสินใจของศิษย์พี่”
ในช่วงเวลาหนึ่ง ผู้อาวุโสทั้งสี่ต่างทยอยตอบรับการตัดสินใจครั้งนี้ การที่มติในครั้งนี้ผ่าน ไม่ใช่เพราะผลงานที่หลี่ชีเย่ทำไว้ แต่เป็นเพราะหัวหน้าผู้อาวุโส ลึกๆ แล้วผู้อาวุโสทั้งสี่สัมผัสได้ว่าหัวหน้าผู้อาวุโสยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยบารมี! พวกเขาหวังว่าหัวหน้าผู้อาวุโสจะยอมแบกรับหน้าที่อันสำคัญในสำนักโบราณสี่เหยียนอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เฉาสงยังแอบคิดแผนการยุยงเอาไว้มากมาย ยังคิดว่าจะพูดอย่างไรให้หลี่ชีเย่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้รับยากษัตรา แต่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ กลับทำให้แผนการที่เฉาสงคิดเอาไว้ดิบดีต้องเป็นหมัน มันทำให้เฉาสงตกอยู่ในภวังค์ทำอะไรไม่ถูก เขาไม่ยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
ในหุบเขาล้างศิลา หลี่เย่ทุบตีศิษย์ทั้งสามร้อยคนไปกว่าสิบวัน จนสามารถปรับปรุงข้อบกพร่องของเหล่าศิษย์ในเขาล้างศิลาไปได้ไม่น้อย
มาถึงวันนี้ ศิษย์ทั้งสามร้อยคนต่างยอมจำนนต่อหลี่ชีเย่ทั้งกายและใจ ไม่เว้นแม้ระทั่งลั่วเฟิงหัวที่เคยยโสโอหังที่มีความรู้สึกไม่ต่างกับศิษย์คนอื่นๆ
สวี่เพ่ยหญิงสาวตาโตที่มีท่าทีหวาดกลัวได้กลายเป็นศิษย์พี่ของศิษย์จำนวนสามร้อยคน สวี่เพ่ยคนนี้มีอายุมากกว่าหลี่ชีเย่แน่นอน ทว่า นางเป็นคนขลาด ภายใต้การฝึกฝนอย่างโหดร้ายกว่าสิบวันที่ผ่านมา หลี่ชีเย่เองก็ตั้งใจที่จะฝึกสวี่เพ่ย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยแก้ไขจุดบกพร่องของนางเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ยังปรับตบะเต๋า เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนางอีกด้วย
เพียงชั่วพริบตา เวลาครึ่งเดือนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว หลี่ชีเย่กำลังเดินขึ้นไปบนแท่น ในวันนี้เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง คนที่มาพร้อมกับหลี่ชีเย่ไม่ใช่หนานหวยเหริน แต่เป็นหลี่ซวงเหยียน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลี่ซวงเหยียนมายังหุบเขาล้างศิลาพร้อมกับหลี่ชีเย่ ในครั้งแรกที่หลี่ซวงเหยียนมายังหุบเขาล้างศิลา มีความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้น สำหรับศิษย์ที่ยังไม่เข้าสำนักอย่างเป็นทางการในเขาล้างศิลาแล้ว เทพธิดาอย่างหลี่ซวงเหยียนเป็นเหมือนกับเทพที่ไม่น่าจะมีอยู่จริง
ทายาทของสำนักปีศาจนพเก้า องค์หญิงแห่งแคว้นกู่หนิวเจียง สตรีที่สูงส่ง ผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกตน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติด้านไหนก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับสูงสุด สำหรับศิษย์เหล่านี้ หลี่ซวงเหยียนคือบุคคลที่อยู่ในฐานะสูงส่งที่ไม่อาจเอื้อมถึง
ระหว่างการสอนของหลี่ชีเย่ ระยะนี้หลี่ซวงเหยียนมีโอกาสติดตามหลี่ชีเย่มายังหุบเขาล้างศิลาบ่อยๆ มันทำให้ศิษย์ทั้งสามร้อยคนของเขาล้างศิลาค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับการดำรงอยู่ของนาง
หลี่ซวงเหยียนรู้สึกประหลาดใจมากกับวิธีการสอนของหลี่ชีเย่ ทว่า ตลอดระยะเวลาไม่กี่วันมานี้ เมื่อเห็นว่าหลี่ชีเย่สามารถชี้จุดบกพร่องของแต่ละกระบวนท่าของศิษย์ทุกคนได้อย่างแม่นยำ ทำให้หลี่ซวงเหยียนรู้สึกพรั่นพรึงในใจลึกๆ !
นางพอจะดูออกว่า กระบองตีงูนั้นเป็นของวิเศษ แต่แค่กระบองตีงูอันเดียวก็ไม่น่าจะเพียงพอให้หลี่ชีเย่สามารถชี้จุดบกพร่องของศิษย์แต่ละคนได้แม่นยำขนาดนั้น ดังนั้น ทั้งหมดจึงชัดเจนว่า หลี่ชีเย่จะต้องสามารถเข้าถึงความพิศวงสูงสุดของเคล็ดวิชาเหล่านั้นแล้ว
แม้ว่าเคล็ดวิชาทั้งหมดที่ศิษย์ของเขาล้างศิลาฝึกจะไม่ใช่สุดยอดเคล็ดวิชาอะไร แต่การสามารถเข้าถึงความพิศวงของกว่าสิบเคล็ดวิชา เชี่ยวชาญความมหัศจรรย์ที่แท้จริงนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่าง เคล็ดวิชาพื้นฐานจำนวนไม่น้อยของสำนักโบราณสี่เหยียนล้วนคิดค้นขึ้นโดยราชันเซียนหมิงเหริน เคล็ดวิชายิ่งง่ายเท่าไหร่ ก็จะยิ่งไร้ข้อจำกัดมากเท่านั้น การจะครอบครองความพิศวงที่แท้จริงของมัน จึงยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
จากสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลี่ชีเย่ที่ไม่เคยฝึกในเคล็ดวิชาพวกนี้มาก่อน แต่เขากลับสามารถเข้าถึงความพิศวงที่แท้จริงของเคล็ดวิชาเหล่านี้ได้ทั้งหมด!
หลี่ชีเย่เดินขึ้นไปบนแท่นสูง มองดูเหล่าศิษย์พลางเอ่ยปากพูด “บทเรียนในวันนี้จะพูดถึงความพิศวงพื้นฐานของ ‘เคล็ดสว่านสีคราม’ มันคือหนึ่งในเคล็ดวิชาพื้นฐานของสำนักโบราณสี่เหยียน มีศิษย์ราว 1 ใน 3 ที่เคยฝึกเคล็ดวิชานี้ หากศิษย์คนไหนที่ไม่ได้ฝึกวิชานี้สามารถเลือกที่จะไม่รับฟัง”
“ศิษย์พี่ วัน วันนี้บทเรียนของเราไม่ใช่การทุบตีแล้วเหรอ?” ทันทีที่สวี่เพ่ยซึ่งรับหน้าที่ดูแลศิษย์ทั้งสามร้อยคนได้ยินคำประกาศของหลี่ชีเย่ นางจึงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
หลี่ชีเย่มองดูสวี่เพ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ทำไม ศิษย์น้องหญิงของเราเสพติดการทุบตีแล้วงั้นเหรอ ไม่ถูกตีสักวัน เลยรู้สึกไม่สบายตัว?”
“มะ มะ ไม่ใช่...” คำพูดของหลี่ชีเย่ทำให้สวี่เพ่ยหน้าแดงทันที นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
อันที่จริง การที่จู่ๆ หลี่ชีเย่จะสอนด้วยการบรรยาย มันทำให้ศิษย์ทั้งหมดต่างรู้สึกแปลกใจ หลี่ชีเย่ทุบตีพวกเขามากว่าสิบวัน พวกเขาเองก็เริ่มรู้สึกชินชาไปกับความความเจ็บปวดแล้ว
ทว่า สำหรับการบรรยายของหลี่ชีเย่ ในจำนวนศิษย์ทั้งสามร้อยคนกลับไม่มีใครออกจากลานที่ว่าเลย ทั้งหมดต่างตั้งใจรับฟัง ในเวลานี้ศิษย์ทั้งสามร้อยคนต่างเชื่อมั่นและศรัทธาหลี่ชีเย่อย่างหมดใจ เขาสามารถชี้แนะจุดบกพร่องของพวกตน ความพิศวงที่เขากำลังจะบรรยายในเวลานี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
ตอนนี้ ศิษย์ของเขาล้างศิลาต่างหลงลืมข้อเท็จจริงที่ว่าหลี่ชีเย่เข้าสำนักหลังพวกเขา มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าและมีอายุน้อยกว่าพวกเขา โดยไม่รู้ตัว ที่หลี่ชีเย่ได้กลายเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาอย่างเต็มตัว และเป็นศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียนอย่างเต็มภาคภูมิ
ดังนั้น ทันทีที่หลี่ชีเย่เริ่มบรรยาย เหล่าศิษย์จึงพากันรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ตกอยู่ในภวังค์โดยไม่รู้ตัว
อย่าว่าแต่ศิษย์ทั้งสามร้อยคนที่อยู่เบื้องหน้าหลี่ชีเย่เลย แม้จะเป็นคนมากพรสวรรค์อย่างหลี่ซวงเหยียนที่อยู่ข้างกายเขาในตอนนี้ก็กำลังรับฟังเขาอย่างตั้งใจไม่ต่างกัน
เคล็ดสว่านสีคราม เป็นเคล็ดวิชาทั่วไปภาคพื้นฐานภายในสำนักโบราณสี่เหยียน เป็นทั้งเคล็ดชีวิตและพลังชีวา เป็นเคล็ดวิชาสารพัดประโยชน์ เคล็ดวิชานี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก อันที่จริง เคล็ดวิชานี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก กระทั่งศิษย์ทั่วๆ ไปก็สามารถถ่ายทอดวิชานี้ออกไปได้ เพราะว่าเคล็ดวิชาดังกล่าวมันธรรมดาเหลือเกิน เป็นเคล็ดวิชาเบื้องต้นที่ธรรมดาอย่างที่สุด
เคล็ดวิชาประเภทนี้ในพื้นที่ภาคกลางคงมีให้เห็นได้ทั่วไป สำหรับศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาในสำนักแล้ว เคล็ดวิชาแบบนี้ไม่ได้น่าสนใจอะไรเลย
แต่เคล็ดวิชาเบื้องต้นที่ดูตื้นเขินอย่างที่สุด เมื่อมันได้รับการบรรยายจากปากของหลี่ชีเย่ในวันนี้ มันกลับดูล้ำค่าและลึกล้ำเหลือเกิน การบรรยายของหลี่ชีเย่ เริ่มจากง่ายไปยาก จากตื้นไปลึก ความพิศวงที่ออกมาจากปากของเขา ทำให้ผู้ที่กำลังรับฟังต่างรู้สึกลุ่มหลงไปโดยไม่รู้ตัว
หากยังมีคนที่ยังมีสติอยู่ คงอดสงสัยไม่ได้ว่า แค่เคล็ดวิชาเบื้องต้นพื้นๆ ธรรมดาอย่าง “เคล็ดสว่านสีคราม” กลับกลายเป็นศาสตร์อันลึกซึ้งของการบำเพ็ญตนภายใต้การบรรยายของหลี่ชีเย่ไปแล้ว!
อันที่จริง “เคล็ดสว่านสีคราม” ถือเป็นศาสตร์ในการฝึกฝนเบื้องต้น เคล็ดวิชานี้แม้จะเรียบง่าย แต่มันมีความทุ่มเทในการค้นหาหลักการแห่งมหาวิถีแห่งเต๋าที่สั่งสมมายาวนาน
เคล็ดวิชานี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณอันไร้ซึ่งอารยธรรม ในยุคนั้น เผ่าพันธุ์ทั้งหลายต่างเริ่มทำการคิดค้นศาสตร์แห่งมหาวิถีเต๋า พูดได้ว่า “เคล็ดสว่านสีคราม” เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาสำคัญของการฝึกฝนบุคคลชั้นนำในกลุ่มปราชญ์เมธีของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แม้เคล็ดวิชานี้จะเรียบง่าย แต่มันเป็นเคล็ดวิชาเบื้องต้นที่ดีมาก เป็นหลักวิชาที่มีความสมดุล เป็นวิชาที่เหมาะกับการวางรากฐานให้มั่นคง
ในตอนนั้น ในช่วงที่หลี่ชีเย่และราชันเซียนหมิงเหรินก่อตั้งสำนักโบราณสี่เหยียน พวกเขาได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ให้กับศิษย์จำนวนไม่น้อย ทว่า ภายหลังเมื่อสำนักโบราณมีเคล็ดวิชาราชันแล้ว จึงมีศิษย์จำนวนไม่มากที่ยินดีจะเรียนรู้เคล็ดวิชานี้อีก
ตอนนี้ภายในสำนักโบราณสี่เหยียน คงมีแต่ศิษย์ที่ยังไม่ได้เข้าสำนักอย่างเป็นทางการเท่านั้นที่จะยินดีฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ว่า! อันที่จริง คงเป็นเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก...
หลังจากหลี่ชีเย่บรรยายความพิศวงของเคล็ดวิชาจนจบ ศิษย์ทั้งหลายต่างยังคงตกอยู่ในภวังค์จนไม่สามารถเรียกสติกลับมาได้ หลี่ซวงเหยียนคือคนแรกที่สามารถตื่นขึ้นจากภวังค์ นางสะดุ้งเล็กน้อย!
หลี่ซวงเหยียนมองหลี่ชีเย่อย่างแทบไม่อยากเชื่อสายตา เคล็ดวิชาสว่านสีคราม เคล็ดวิชาที่ธรรมดาอย่างที่สุดนี้ นางเองเคยมีโอกาสดูอยู่หลายครั้ง สำหรับคนที่มีพรสวรรค์อย่างนางแล้ว เคล็ดวิชาเบื้องต้นที่แสนธรรมดานี้ นางดูเพียงรอบเดียวก็สามารถเข้าใจความลึกล้ำของมันได้แล้ว
ทว่า ตอนนี้ทันทีที่ได้ยินคำบรรยายของหลี่ชีเย่ นางรู้ตัวทันทีว่า ความเข้าใจในเคล็ดวิชาของนางก่อนหน้านี้ ช่างตื้นเขินเหลือเกิน ภายใต้การบรรยายของหลี่ชีเย่ มันกลายเป็นศาสตร์แห่งบทสรุปการฝึกตนขั้นพื้นฐานที่ลึกซึ้ง
ความพิศวงนี้ ความเข้าใจนี้ ไม่น่าเชื่อเลยสักนิด แม้แต่กษัตราวงตะวันอาจารย์ของนางก็คงไม่สามารถอธิบายความล้ำลึกของศาสตร์วิชาที่ว่าได้ขนาดนี้
อีกอย่าง สิ่งที่หลี่ชีเย่บรรยายมันไม่ได้อ้างอิงจากอะไรที่เป็นรูปธรรม ความล้ำลึกของเคล็ดวิชาที่หลี่ชีเย่บรรยายออกมา ดูเหมือนว่า เขาเองได้เข้าถึงแก่นสำคัญและกลายเป็นปรมาจารย์ของเคล็ดวิชาจริงๆ
หลี่ซวงเหยียนจะรู้ได้อย่างไรว่า แท้จริงแล้วหลังจากที่หลี่ชีเย่อ่าน “เคล็ดสว่านสีคราม” เขาก็สามารถเรียกคืนความทรงจำในอดีตกลับมาได้ทันที ความพิศวงของเคล็ดวิชานี้ ไม่ได้มีแค่เพียงความรู้ของหลี่ชีเย่คนเดียวเท่านั้น แต่มันรวมความทุ่มเทของเหล่าบรรพชนมากมายในอดีตเอาไว้ด้วย หลี่ชีเย่เพียงแค่ทำหน้าที่รวบรวมความลึกซึ้งของมันเอาไว้ด้วยกันเท่านั้น
ในตอนนั้น เคล็ดวิชานี้เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาเบื้องต้นสำคัญของสำนักโบราณสี่เหยียน เหล่าขุนพลเทพที่แข็งแกร่งหลายคนของราชันเซียนหมิงเหรินต่างเคยมีโอกาสได้เรียนเคล็ดวิชานี้
แต่ภายหลัง เมื่อราชันเซียนหมิงเหรินสืบทอดชะตาฟ้าแล้ว หลังจากที่สำนักโบราณสี่เหยียนมีวิชาราชัน ศิษย์รุ่นหลังๆ จึงไม่ได้สนใจเคล็ดวิชานี้อีก