ข้ามกาลบันดาลรัก

ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 031 ตอนที่ 31

#31Chapter 031

ตอนที่ 31 ร้องโฮ่งๆ

ผ่านไปอีกสามวัน บ้านหลักที่มีห้าห้อง บ้านด้านข้างฝั่งตะวันออกและตะวันตก และบ้านฝั่งใต้ก็สร้างเสร็จครบถ้วนแล้ว ทุกคนมองดูเรือนโอ่อ่าหลังงาม ก็รู้สึกอิจฉากันยกใหญ่

เมิ่งเอ้ออิ๋นคิดเงินค่าแรงงวดสุดท้ายให้กับแรงงานทั้งหมด ช่างฝีมือเมื่อได้รับเงินก็เอาแต่พร่ำขอร้องเมิ่งต้าถง หากภายหน้าบ้านเมิ่งเอ้ออิ๋นจะสร้างบ้านอีกจะต้องมาเรียกพวกเขา แม้จะให้เงินน้อยกว่านี้ พวกเขาก็ยินดี

คนจากบ้านฝั่งเมิ่งชื่อก็กล่าวขอบคุณอย่างชื่นบาน สิบกว่าวันนี้ทุกคนได้เงินไปคนละหลายร้อยอีแปะ พอถึงฤดูทำนาจะได้มีเงินมาซื้อเนื้อ บำรุงร่างกายคนในครอบครัว เมิ่งชื่อบอกว่าไม่ต้องขอบใจ ถ้าไม่ใช่เพราะทุกคนอยากมาช่วยด้วยใจจริงแต่แรก ก็คงหาเงินไม่ได้แบบนี้ ทั้งหมดนี้พวกเขาสมควรที่จะได้รับแล้ว

คนในหมู่บ้านนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่มาเป็นแรงงานให้กับบ้านเมิ่งเอ้ออิ๋น พวกเขาก็มีความสุขทุกวัน โดยเฉพาะสะใภ้ใหญ่บ้านอู๋และบ้านซุน ทุกวันกลับบ้านก็ไม่ต้องทำงานอะไรอีก คนในบ้านแม่สามีแทบจะยกพวกนางขึ้นหิ้งแล้ว

หลังจากได้รับเงินค่าแรงครบถ้วนทุกคนก็จากไปอย่างหน้าชื่นตาบาน เหลือเพียงสองสามีภรรยาเมิ่งต้าจิน สองสามีภรรยาเมิ่งต้าถง ป้าหวัง จางจู้ และจางเกิน

เมิ่งเอ้ออิ๋นให้เมิ่งชื่อหยิบของที่เตรียมเอาไว้แล้วออกมา พูดกับทุกคนว่า “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน คำพูดตามมารยาทข้าจะไม่พูดแล้ว ผ้าสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าคนละหนึ่งพับ และเงินคนละสองตำลึง ใครก็ห้ามไม่รับ”

“น้องเขย เจ้าทำอะไรของเจ้า เจ้าสร้างบ้านพวกเรามาช่วยก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว หากเรารับของมาจากเจ้าอีก คงได้ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะใส่ ต่อไปพวกเราจะมีหน้าไปเจอคนได้อย่างไรกัน” จางจู้พูดขึ้น

“นั่นสิ นั่นสิ” จางเกินพูดสมทบ

“พี่ชายพูดถูกต้อง พวกเราสมควรมาช่วยแล้ว สิ่งของจะรับไว้ไม่ได้” เมิ่งต้าถงพูดขึ้นบ้าง

“พี่ใหญ่ หมู่บ้านหลี่อยู่ห่างไกล ท่านพาคนไปกลับทุกวัน ลำบากลำบน และยังต้องมาคอยเป็นธุระเรื่องการสร้างบ้าน ข้าทำใจไม่ได้นานแล้ว สิ่งของพวกนี้ไม่ใช่ค่าแรง แต่เป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยของพวกเรา ท่านจะต้องรับไว้” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด

“น้องเขยสร้างบ้านเสร็จแล้ว น้องสาวข้าก็ได้สุขสบายไปด้วย ลำบากลำบนเสียที่ไหนกัน” จางจู้พูดขึ้นอีก

“พี่ใหญ่ เดี๋ยวก็จะถึงฤดูทำนาแล้ว เงินพวกนี้ท่านรับไว้เถอะเจ้าค่ะ ครอบครัวจะได้มีชีวิตช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่สุขสบาย” เมิ่งชื่อก็พูดเกลี้ยกล่อม

จางจู้คิดจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดขึ้น “ลุงใหญ่ ท่านก็รับไว้เถอะ หากท่านไม่รับเงินนี้ไว้ คนอื่นๆ ก็ไม่กล้ารับนะเจ้าคะ”

จางจู้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ จึงจำต้องรับผ้าและเงินมา

พอเห็นเขารับแล้ว คนอื่นๆ ก็หยิบขึ้นมาบ้าง

เมิ่งต้าจินก็ยื่นมือออกไปคิดจะหยิบเงินมาเก็บไว้ในอก กลับถูกเมิ่งเชี่ยนโยวห้ามไว้ “ลุงใหญ่ เงินนี้ให้ป้าใหญ่เป็นคนเก็บไว้เถอะเจ้าค่ะ”

เมิ่งต้าจินกะพริบตาปริบๆ ยื่นเงินให้กับภรรยา

“ป้าใหญ่ เก็บเงินนี้ไว้ให้ดีนะเจ้าคะ หากลุงใหญ่มาขอจากท่าน ท่านก็มาบอกข้า” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดกำชับ

“อืม” ภรรยาเมิ่งต้าจินพยักหน้าซาบซึ้งใจไม่หยุด

หลังจากส่งทุกคนไปหมดแล้ว เมิ่งชื่อก็นั่งลงกลางลานบ้าน มองดูเรือนโอ่โถงของตัวเอง แล้วก็ร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่

เมิ่งเอ้ออิ๋นก็รู้สึกตกใจมาก “แม่ เจ้าเป็นอะไรไป”

“ไม่มีอะไร ข้าแค่ดีใจเกินไปเท่านั้น” เมิ่งชื่อตอบสะอึกสะอื้น

คนทั้งหมดถึงได้โล่งใจ

“ท่านพ่อ อุ้มท่านแม่ขึ้นหมุนสักสองรอบเถอะเจ้าค่ะ เช่นนี้ท่านแม่ก็จะไม่ร้องไห้แล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดแหย่เย้าขึ้น

เมิ่งเอ้ออิ๋นถูมือ แล้วเดินขึ้นหน้าไปสองก้าวจริงๆ ทำให้เมิ่งชื่อสะดุ้งโหยง แล้วรีบถอยหนีไป “ลูกๆ ก็อยู่นะ”

“พวกเราไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวปิดตาพูดหยอกเอิน ลูกอีกสามคนต่างก็รีบยกมือปิดตาเลียนแบบนาง

“เจ้าลูกคนนี้นี่ รู้จักล้อแม่เล่นแล้ว ต้องโดนตีเสียบ้าง” เมิ่งชื่อพูดพร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าจะตีนางจริงๆ

“ท่านแม่จะตีคนแล้ว พี่ใหญ่ พี่รอง น้องเล็กหนีเร็วเข้า!” เมิ่งเชี่ยนโยวร้องโวยวาย วิ่งจากประตูข้างเข้ามาในลานบ้าน เมิ่งเสียน เมิ่งฉี เมิ่งเจี๋ยก็ร้องโวยวายวิ่งตามกันไป เด็กๆ ทั้งหมดวิ่งวุ่นหัวเราะอย่างครื้นเครง

เมื่อมองดูลูกๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข เมิ่งชื่อก็พูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นว่า “พ่อ ชีวิตที่ดีเช่นนี้ ข้าก็ไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่”

“ไม่ใช่ความฝัน นี่เป็นความจริง ต่อไปนี้ชีวิตของพวกเราจะต้องดีกว่านี้แน่” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดอย่างเชื่อมั่น

“อือ” เมิ่งชื่อพยักหน้าหนักแน่น

...

วันรุ่งขึ้นก็เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลทำนาแล้ว คนในหมู่บ้านทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ คนหนุ่มคนแก่ต่างก็วุ่นวายกับการเก็บเกี่ยวพืชผล บ้านเมิ่งเอ้ออิ๋นมีที่เพาะปลูกน้อย เมิ่งชื่อกำชับเมิ่งเชี่ยนโยวเป็นพิเศษว่าไม่ให้ลงพื้นที่ทำงาน อยู่บ้านคอยทำกับข้าวก็พอ

เมิ่งเชี่ยนโยวอยู่กับเมิ่งเจี๋ยในบ้านครึ่งค่อนวันก็รู้สึกเบื่อหน่าย นางต้มน้ำเดือด แล้วพาเมิ่งเจี๋ยเอาไปให้ในที่เพาะปลูก

ที่เพาะปลูกทุกแห่งนั้นมีแต่ร่างของคนกำลังเก็บเกี่ยวพืชผล ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเบิกบานใจที่ได้เก็บเกี่ยว เมิ่งเชี่ยนโยวเดินไปมองไป ในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสงบสุขสบายใจ

“เมิ่งเชี่ยนโยว หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงแหลมเล็กของเด็กสาวคนหนึ่งดังลอยเข้าหู

เมิ่งเชี่ยนโยวหยุดชะงักฝีเท้า มองตามเสียงนั่นไป ก็เห็นเพียงหญิงสาวห้าหกคนยืนในคูน้ำข้างถนน ทุกคนต่างสะพายตะกร้าสะพายหลังยืนอยู่ตรงนั้นมองดูนาง คนที่ยืนหัวขบวนนั้นคือหลิวลี่ลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน

หลิวลี่จ้องมองเมิ่งเชี่ยนโยวเขม็ง ในใจเต็มไปด้วยความริษยา ช่วงฤดูทำนานี้ เด็กสาวอย่างพวกนางนอกจากต้องทำกับข้าวในบ้านสองมื้อแล้ว ยังต้องไปถอนหญ้า เก็บฟืน แม้แต่เค่อเดียวก็ไม่กล้าพัก กลัวว่าจะถูกผู้ใหญ่ในบ้านตำหนิว่ากล่าว มีเพียงเมิ่งเชี่ยนโยวที่สามารถเดินเอ้อระเหยชมวิวทิวทัศน์อยู่บนถนนใหญ่

“ถึงกำหนดวันที่พวกเรานัดหมายกันไว้แล้ว เจ้าไม่ได้ใส่ชุดลายดอก วันนี้เจ้าจะต้องร้องโฮ่งๆ ต่อหน้าพวกเราทุกคน!” หลิวลี่พูดขึ้นเสียงดัง

“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะให้ข้าร้องโฮ่งๆ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

“แน่นอนสิ เรื่องนี้พวกเราก็ตกลงกันไว้นานแล้ว ภายในหนึ่งเดือน หากเจ้าไม่ได้ใส่ชุดลายดอก เจ้าจะต้องร้องโฮ่งๆ” หลิวลี่พูดอย่างมีความสุข ราวกับว่าได้เห็นเมิ่งเชี่ยนโยวร้องโฮ่งๆ แล้ว

“เช่นนั้นหากข้ามีชุดลายดอกเล่า” เมิ่งเชี่ยนโยวถามอีก

“เช่นนั้นข้าก็จะร้องโฮ่งๆ ต่อหน้าทุกคนเอง แต่ว่า...ดูจากสภาพของเจ้าแล้วก็ไม่น่าจะมีเสื้อผ้าดีๆ เช่นนั้น” หลิวลี่ยังคงพูดเสียงดัง

“เจ้าเป็นคนพูดเองนะ พวกเจ้าเป็นพยานได้หรือไม่” เมิ่งเชี่ยนโยวถามแล้วชี้ไปที่คนอื่นๆ

“พวกเราเป็นพยานได้!” เด็กสาวที่เหลือและหลิวลี่แทบจะอยู่ด้วยกันทุกวัน สนิทสนมแนบแน่น ในตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนหลิวลี่ อยากจะเห็นเมิ่งเชี่ยนโยวต้องอับอายใจจะขาด จึงรีบพูดเสียงดังกลับ

เมิ่งเชี่ยนโยววางตะกร้าสะพายหลังลงอย่างเอื่อยเฉื่อย หยิบห่อผ้าห่อหนึ่งออกมาจากส่วนลึกสุดของตะกร้า เปิดห่อผ้าออกข้างในเป็นชุดลายดอกที่เมิ่งชื่อทำไว้ให้นางเสร็จเรียบร้อยอยู่นานแล้ว

หลิวลี่และพวกถลึงตาโตอ้าปากค้างมองดูเมิ่งเชี่ยนโยวใส่ชุดนั้นอย่างไม่รีบไม่ร้อน ยิ้มให้กับพวกเขาแล้วพูดว่า “ร้องสิ ต้องร้องให้ดังหน่อยนะ”

“เจ้า!...” ให้ตายหลิวลี่ก็ไม่คิดว่า เมิ่งเชี่ยนโยวจะเก็บชุดนี้เอาไว้ในตะกร้า ก็พลันนิ่งอึ้งตาค้าง

“ร้องโฮ่งๆ เร็วๆ เข้า ข้าต้องเอาน้ำไปให้ท่านพ่อท่านแม่อีก ไม่มีเวลามาสิ้นเปลืองกับพวกเจ้าหรอกนะ” เมิ่งเชี่ยนโยวยังคงพูดพลางหัวเราะตาหยี

หลิวลี่ได้สติคืนกลับมา “เจ้ากล้าซ่อนชุดไว้หลอกพวกข้า” หากรู้ว่าเมิ่งเชี่ยนโยวมีชุดนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่เรียกนางไว้แน่

แต่ก็ต้องบอกว่าครั้งนี้หลิวลี่ก็เข้าใจเมิ่งเชี่ยนโยวผิดไปเสียแล้ว เพราะตอนที่เมิ่งชื่อเพิ่งจะตัดชุดนี้เสร็จนั้น นางก็ได้บอกให้เด็กสาวใส่ชุดนี้จะได้ดูดีขึ้น แต่เมิ่งเชี่ยนโยวมองดูชุดที่มีแต่คนในยุคศตวรรษที่ 21 ช่วงปี 50 – 60 เท่านั้นถึงจะใส่ชุดนี้กัน ก็คิดว่าให้ตายอย่างไรนางก็ไม่ยอมใส่ เมิ่งชื่อจึงไม่มีทางเลือก จำต้องเก็บกลับไป จนกระทั่งวันนี้ที่เมิ่งเชี่ยนโยวจะออกจากบ้าน นางก็คิดขึ้นได้ว่าอาจจะได้เจอกัยหลิวลี่ จึงได้เอาชุดนี้มาใส่ไว้ด้านล่างตะกร้า

“ครั้งนี้ก็ไม่นับ ตอนนั้นพวกเราก็ตกลงกันไว้ว่าเจ้าต้องใส่เสื้อผ้าชุดนี้ แต่ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะมาใส่มัน เช่นนั้นครั้งนี้ก็ไม่นับ” หลิวลี่พูดจาเฉไฉ ล้อเล่นหรืออย่างไร ต่อนางคนพวกนี้นางสูงส่งเหนือใครมาตลอด หากวันนี้นางร้องโฮ่งๆ แล้วต่อไปเวลาอยู่ต่อหน้าพวกนี้จะให้นางเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

“ใช่ๆๆ ไม่นับ” เด็กสาวที่เหลือต่างพูดคล้อยตาม

“วาจาของพวกเจ้าเชื่อถือไม่ได้ เป็นหมาน้อย” เมิ่งเจี๋ยพูดอย่างเคืองขุ่น

“เจ้าน่ะสิที่เป็นหมาน้อย!” เห็นเมิ่งเจี๋ยกล้าว่านาง หลิวลี่จึงหยิบก้อนหินข้างๆ ขึ้นปาใส่เขา

“ปั๊ก!” ก้อนหินปามาโดนใบหน้าของเมิ่งเจี๋ยเข้าอย่างจัง ทำให้เขาต้องใช้มือปิดหน้าด้วยความเจ็บปวดจนร้องไห้จ้า

เมิ่งเชี่ยนโยวย่อตัวลงในทันที ดึงมือของเมิ่งเจี๋ยออกดูอย่างพิจารณา บริเวณที่ถูกหินปานั้นแดงบวมขึ้นมาแล้ว ยังดีที่เนื้อไม่แตก

หลิวลี่เองก็ตกใจไม่น้อย นางเพียงแค่ปาออกไปโดยไม่รู้ตัว ก็ไม่คิดว่าจะปาโดนใบหน้าเมิ่งเจี๋ยเช่นนี้

เมิ่งเชี่ยนโยวปลอบประโลมเมิ่งเจี๋ยเบาๆ พักหนึ่งเด็กตัวน้อยถึงได้หยุดร้อง เมิ่งเชี่ยนโยวจึงให้เขาไปยืนอยู่อีกด้าน ส่วนตัวเองนั้นเดินไปข้างคูน้ำ มองคนพวกนั้นจากมุมสูงแล้วพูดขึ้นว่า “เดิมทีข้าก็ไม่คิดอยากจะหาความกับพวกเจ้า แต่เจ้ากลับทำน้องของข้าร้องไห้ วันนี้เรื่องการร้องโฮ่งๆ นั่น เจ้าอยากร้องก็ต้องร้อง ไม่อยากร้องก็ต้องร้อง!”

“หากข้าไม่ร้องเสียอย่าง เจ้าจะทำอะไรข้าได้!” หลิวลี่พูดอย่างไม่ยอมแพ้

เมิ่งเชี่ยนโยวพลันหัวเราะร่วน “ก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้าทั้งหมดจะได้ยินเรื่องที่ข้าเกือบจะตัดขาอาสี่ของข้าหรือยัง หากเจ้าไม่ร้องโฮ่งๆ วันนี้ข้าจะตัดมือข้างที่เจ้าปาหินใส่น้องชายข้าทิ้ง!”

เด็กสาวข้างๆ ที่เหลือต่างตกใจพากันดึงรั้งเสื้อของหลิวหลี่ เรื่องที่เมิ่งเชี่ยนโยวจะตัดขาคนนั้น พวกนางก็ได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านพูดกันแล้ว หากหลิวลี่ไม่ร้องโฮ่งๆ ก็ไม่แน่ว่านางได้ตัดแขนของหลิวลี่จริงๆ ก็ได้

“เจ้ากล้า ท่านพ่อของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน หากเจ้ากล้าทำอะไรข้า ข้าจะให้ท่านพ่อของข้าไล่ครอบครัวของเจ้าทั้งหมดออกไปจากหมู่บ้าน” หลิวลี่ปัดมือเด็กสาวทั้งหมดออกพูดอย่างเหิมเกริม

“เช่นนั้นหรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะร่วน พลังสังหารแผ่กระจายออกมา

หลิวลี่และพวกพ้องก็เริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเสียแล้ว ราวกับว่ามีมีดวางอยู่ที่คอหอย พร้อมจะตัดคอตัวเองได้ทุกเมื่อ

“ฮืออ...” มีคนขี้ขลาดตกใจจนร้องไห้ออกมา ส่วนคนอื่นๆ ก็ตกใจจนสั่นไปทั้งร่าง

“จะร้องหรือไม่ร้อง” เมิ่งเชี่ยนโยวยังคงถามด้วยรอยยิ้ม

หลิวลี่ตกใจจนสติแตกไปแล้ว มองเมิ่งเชี่ยนโยวที่ถามตนเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ร้องเสียงแหลมขึ้นฉับพลัน “ข้าร้องแล้วๆ”

เมิ่งเชี่ยนโยวก็เก็บคืนพลังสังหาร เด็กสาวทั้งหมดต่างนั่งลงบนพื้น

“เร็วเข้า ข้ารออยู่นะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างรำคาญ

หลิวลี่เผยอปากขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา

“อยากให้ข้าช่วยหรือไม่” เมิ่งเชี่ยนโยวถามด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

เมื่อมองดูรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมนั้นของเมิ่งเชี่ยนโยวแล้ว หลิวลี่ก็ส่งเสียงร้องออกมาทันที “โฮ่ง โฮ่งๆ โฮ่งๆๆ...”

เมิ่งเจี๋ยตบมือร้องตะโกนขึ้น “ร้องโฮ่งๆ แล้ว ร้องโฮ่งๆ แล้ว”

“ก็เท่านี้” เมิ่งเชี่ยนโยวลุกขึ้นยืนอย่างพอใจ ไม่สนใจพวกนางอีกต่อไป พาเมิ่งเจี๋ยเดินไปยังที่เพาะปลูก

หลิวลี่เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก พูดกับเด็กสาวที่ร้องไห้กระซิกๆ อย่างเคืองขุ่น “เพราะเจ้า! ทำให้ข้าต้องขายหน้าเช่นนี้ ต่อไปไม่ต้องมาหาข้าแล้ว!”

เด็กสาวคนนั้นก็ยิ่งร้องไห้เสียงดัง

ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 031 ตอนที่ 31