ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 030 ตอนที่ 30
ตอนที่ 30 หลิวสุ่ยสี
คนทั้งหมดพูดคุยกันอีกเล็กน้อย คนงานทั้งหมดก็มาถึง คนในหมู่บ้านก็ต่างก็หยิบฉวยโต๊ะและเก้าอี้ที่พอใช้ได้ของบ้านตัวเองมาด้วย เมื่อวางลงแล้วก็ตรงไปทำงาน
ผู้หญิงที่มาทำกับข้าวก็มาถึงแล้ว เมิ่งชื่อบอกรายละเอียดรายการอาหารทั้งหมดที่จะขึ้นโต๊ะหลิวสุ่ยสี จากนั้นทุกคนก็ลงมือทำงานอย่างพร้อมเพรียงกัน มีทั้งไปเด็ดผัก ไปนึ่งวอโถว พี่สะใภ้แซ่จางทั้งสองก็เข้ามาช่วยด้วย แม่ของเมิ่งชื่อก็จะมาช่วย เมิ่งชื่อต้องเกลี้ยกล่อมอยู่เป็นนาน หญิงชราถึงได้ยอมกลับไปนั่งที่เตียงอีกครั้ง
เด็กๆ ที่ตามมาด้วยนั้น ที่โตหน่อยก็ไปช่วยสร้างบ้าน ส่วนเด็กตัวเล็กๆ ถูกจางจู้เรียกให้มาจัดวางโต๊ะเก้าอี้ ชั่วพริบตาทั้งลานบ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศการทำงานที่คึกคักกระตือรือร้น
เมิ่งเอ้ออิ๋นเองก็ไม่ว่าง บังคับรถเทียมเกวียน พาเมิ่งเสียนและเมิ่งฉีไปรับพ่อแม่ตัวเอง ไม่นานเท่าไรก็พาพ่อแม่ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ทั้งสองคนมาถึง พวกเขาแบกเมิ่งจงจวี่ไปวางบนเตียงอย่างระมัดระวัง ผู้เฒ่าทั้งสี่พูดคุยกันด้วยความชื่นมื่น
ใกล้จะถึงเวลาเที่ยงแล้ว คนในหมู่บ้านต่างก็ทยอยกันเดินทางมาถึง ในมือนั้นถือสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ มาด้วย เมิ่งชื่อให้เมิ่งต้าจินจดบันทึกไว้ แล้วจัดเตรียมให้ทุกคนนั่งรอที่โต๊ะ
เมิ่งเอ้ออิ๋นนำของเซ่นไหว้ทั้งหมดมาจัดวางไว้บนโต๊ะทำพิธี
เวลาเที่ยงตรง เริ่มพิธีเซ่นไหว้อย่างเป็นทางการ ผู้อาวุโสตระกูลเมิ่งจุดธูปหนึ่งดอกกราบไหว้ฟ้าดิน กราบไหว้บ้านเรือน กราบไหว้เทพยดาทั้งหมดสามครั้ง จากนั้นปักธูปลงในกระถางธูป ตะโกนพูดกับทุกคน “ขึ้นคาน”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง คนงานที่รอขึ้นคานนำคานบ้านวางในตำแหน่งที่สูงที่สุดอย่างระมัดระวัง
เห็นคานบ้านถูกวางอย่างมั่นคงดีแล้ว ทุกคนก็ส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังยิ่งขึ้น พอผู้นำพิธีโบกมือ งานกินโต๊ะหลิวสุ่ยสีที่คึกคักก็เริ่มขึ้น
เริ่มจากวอโถว ตามด้วยอาหาร สุดท้ายถึงเป็นผัดผักรวมหมู เมื่ออาหารขึ้นโต๊ะแล้ว ทุกคนก็ต่างหยิบตะเกียบตั้งหน้าตั้งตากินอย่างไม่คิดชีวิต
เมิ่งเชี่ยนโยวถลึงตาโตอ้าปากค้างมองทุกอย่างตรงหน้า นี่ก็จะน่ากลัวเกินไปแล้ว ผัดผักรวมหมูกะละมังใหญ่เพิ่งจะขึ้นโต๊ะ ยังไม่ทันจะกะพริบตาก็หายวับไปแล้ว ทั้งการกิน ทั้งความเร็ว ต่อให้เป็นการถูกฝึกให้หิวนานสามวันแล้วเพิ่งถูกปล่อยออกมาในชาติก่อนก็ไม่มีทางสู้ได้ ใช้คำว่าพายุบุแคมมาพรรณนาก็น่าจะพอสูสี มีบางคนวอโถวหนึ่งลูกกินเพียงสองคำก็หมดแล้ว
ข้อกำหนดของการกินโต๊ะหลิวสุ่ยสีคืออาหารจะขึ้นโต๊ะเพียงครั้งเดียว ผัดผักรวมหมูมีให้กินเต็มที่ จนกว่าทุกคนจะกินจนเต็มอิ่ม ดังนั้นเมิ่งชื่อจะทำใส่กะละมังใบใหญ่ ผู้ชายคนเดียวยกไม่ไหว ต้องใช้คนสองคนถึงจะเอาไปวางบนโต๊ะได้ แต่คนที่ยกมาทั้งสองคนยังไม่ทันหันหลังออกมาอาหารในกะละมังก็เหลือเพียงครึ่งเดียวแล้ว
การกินโต๊ะหลิวสุ่ยสีมื้อนี้กินกันอย่างเต็มที่ถึงหนึ่งชั่วยาม กระทั่งทุกคนกินไม่ไหวแล้ว ถึงได้วางตะเกียบในมือลง แบกหนังท้องที่ใกล้จะปริแตกกลับบ้านอย่างอาลัยอาวรณ์
ผู้หญิงที่มาทำอาหารเหนื่อยจนนั่งแข็งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยไม่อยากเคลื่อนไหว
เมิ่งเอ้ออิ๋นและคนอื่นๆ ก็เหนื่อยแทบกระอักเช่นกัน
เมิ่งชื่อฝืนร่างกายเก็บกวาดกระทะ เตรียมจะทำอาหารอีกหนึ่งโต๊ะให้คนในครอบครัวและคนที่มาช่วยเหลือ เมื่อครู่ก็เอาแต่ทำอาหารหลิวสุ่ยสี ไม่มีเวลาเตรียมอาหารให้คนเหล่านี้เลย นอกจากเฒ่าชราทั้งสี่คนในบ้านและผู้นำทำพิธีที่ได้กินอาหารหลิวสุ่ยสี คนอื่นๆ ที่เหลือก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย
“ท่านแม่ ข้าทำเองเจ้าค่ะ ท่านพักก่อนเถอะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
เมิ่งชื่อก็เหนื่อยมากจริงๆ นางจึงไม่ได้ปฏิเสธอีก พยักหน้าลงในทันที “แม่จะพักก่อนครู่หนึ่ง แล้วจะมาช่วยเจ้า”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าทำครู่เดียวก็เสร็จแล้ว”
อาหารจัดเลี้ยงสำหรับคนในครอบครัวก็เตรียมเครื่องไว้พร้อมแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวจึงร้องเรียกเมิ่งฉีให้มาติดไฟ นางหยิบตะหลิวขึ้นมาแล้วลงมือผัดอย่างว่องไว
ผู้หญิงที่มาทำอาหารนั่งพักกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นเก็บกวาดถ้วยชามกะละมัง ขัดล้างให้สะอาด พอเก็บของในลานบ้านทั้งหมดจนสะอาดเรียบร้อยแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ทำอาหารทั้งหมดเสร็จพอดี
เมิ่งชื่อแบ่งอาหารออกเป็นสองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งสำหรับผู้ชาย อีกโต๊ะหนึ่งนั้นสำหรับผู้หญิง
เมื่อจัดวางอาหารเรียบร้อย เมิ่งชื่อก็เรียกคนที่ยังไม่ได้กินข้าวทั้งหมดมานั่งกินข้าวด้วยกัน เหล่าผู้ชายนั้นไม่ต้องพูดถึง จางจู้ จางเกิน เมิ่งเอ้ออิ๋น เมิ่งต้าจิน เมิ่งซานถง เมิ่งเสียน เมิ่งฉีและยังมีหลานๆ จากบ้านฝั่งของเมิ่งชื่อต่างก็นั่งลงอย่างพร้อมเพรียงกัน ทว่าฝ่ายผู้หญิงกลับไม่ใช่ นอกจากป้าหวัง ภรรยาเมิ่งต้าจินและภรรยาเมิ่งซานถงแล้ว คนอื่นๆ พูดอย่างไรก็ไม่ยอมนั่ง โดยเฉพาะผู้หญิงทั้งแปดคนที่เพิ่งเรียกมาช่วยในวันนี้ เอาแต่พูดว่าตัวเองแค่มาช่วยงาน จะมานั่งโต๊ะกินเลี้ยงได้อย่างไร
เมิ่งชื่อมองพวกนางที่ไม่ยอมนั่งลงจริงๆ ก็แสร้งทำเป็นฉุนเฉียวแล้วพูดขึ้นว่า “หากพวกเจ้าไม่ยอมนั่งลงกินข้าว ต่อไปหากบ้านพวกเราต้องการใช้คนก็คงไม่กล้าเรียกพวกเจ้ามาช่วยแล้ว”
ผู้หญิงทั้งหมดพลันตกใจรีบนั่งลงทันที เมิ่งชื่อจึงหัวเราะพูดว่า “ถูกต้องแล้ว เหนื่อยมาตลอดครึ่งวันแล้ว พวกเจ้าก็รีบกินเถอะ วางใจได้ เมื่อกินอิ่มแล้วจะจ่ายเงินค่าแรงพวกเจ้าแน่นอน สักแดงเดียวก็ไม่ให้ขาด”
“อาซ้อ พวกเราไม่ได้กลัวว่าจะได้ค่าแรงน้อย พวกเราแค่รู้สึกว่าการที่พวกเรามานั่งโต๊ะกินเลี้ยงนั้นไม่เหมาะสม” หญิงสาววัยแรกรุ่นคนหนึ่งพูดขึ้น
“มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกัน รีบกินเข้าเถอะ อาหารจะเย็นหมดแล้ว” เมิ่งชื่อตัดบทคำพูดของนาง พูดจบก็นำทุกคนลงมือกิน
ป้าหวัง ภรรยาเมิ่งซานถงและภรรยาเมิ่งต้าจินก็หยิบตะเกียบคีบอาหารบ้าง คนอื่นๆ จึงจำต้องลงมือกินตาม
ทั้งสองโต๊ะนี้กินเหมือนปกติทั่วไป กินข้าวไปพลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ไม่มีใครที่แย่งอาหารกิน
พอกินอิ่ม เก็บล้างสะอาดเอี่ยมแล้ว เมิ่งชื่อก็เรียกเมิ่งเชี่ยนโยวมาคุยด้วย แอบปรึกษานางว่าอยากจะเพิ่มเงินค่าแรงให้กับผู้หญิงที่มาช่วยงานในวันนี้อีกคนละสิบอีแปะ ผัดผักรวมหมูที่เหลือก็อยากจะแบ่งให้พวกนางเอากลับไปคนละถ้วย
เมิ่งเชี่ยนโยวเองก็ไม่มีความเห็นแย้งแต่อย่างใด บอกว่าเรื่องนี้แล้วแต่เมิ่งชื่อตัดสินใจได้เลย
เมิ่งชื่อจึงได้เรียกผู้หญิงเหล่านั้นมาพูดพร้อมกัน “วันนี้เหนื่อยมากจริงๆ ข้าจะเพิ่มเงินให้พวกเจ้าอีกคนละสิบอีแปะ นอกจากนั้นแล้วจะให้ผัดผักรวมหมูพวกเจ้ากลับไปอีกคนละหนึ่งถ้วย”
ผู้หญิงเหล่านั้นดีอกดีใจกันยกใหญ่ ไม่คิดว่าจะได้ผัดผักรวมหมูกลับไปคนละถ้วย อีกทั้งยังได้เงินเพิ่มอีกสิบอีแปะ จึงรีบร้อนพูดขอบคุณ บอกว่าต่อไปหากมีเรื่องอะไรให้เรียกพวกนาง พวกนางจะรีบมาช่วยทันที
หลังจากที่ส่งพวกนางกลับไปแล้ว เมิ่งชื่อถึงได้มีเวลาว่างมานั่งคุยกับเหล่าผู้เฒ่าทั้งหลาย เห็นเรือนหลังใหญ่ถูกสร้างขึ้น เหล่าผู้เฒ่าก็ต่างยินดีปรีดา โดยเฉพาะแม่ของเมิ่งชื่อที่เอาแต่พูดว่าในที่สุดลูกสาวก็มีชีวิตสุขสบายแล้ว
เมิ่งชื่อพูดว่ารอให้บ้านสร้างเสร็จเมื่อไร จะพาเหล่าผู้เฒ่ามาอยู่ด้วยสักระยะหนึ่ง เหล่าผู้เฒ่าต่างก็ตอบรับอย่างยินดี
ฟ้ามืดแล้ว ท่านพ่อท่านแม่เมิ่งชื่อก็บอกว่าควรจะกลับบ้านแล้ว เมิ่งชื่ออยากจะรั้งให้สองผู้เฒ่าพักที่นี่ แต่ก็คิดว่าตอนนี้บ้านตัวเองไม่มีที่ให้อยู่อาศัยได้ จึงจำต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป เอาสิ่งของในตะกร้าที่พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองถือมาออกให้เหลือพื้นที่ว่าง แล้วนำเนื้อหมูชิ้นใหญ่และหมั่นโถวแป้งสาลีที่ตัวเองทำไว้กินวางไว้ข้างใน ใช้ผ้าคลุมปิดไว้ มอบให้สองสะใภ้บ้านจาง
ภรรยาจางจู้รับตะกร้ามา ก็รู้สึกว่าหนักกว่าตอนที่ถือมา เช่นนั้นจึงเปิดออกดู แล้วต้องร้องอุทานขึ้น “น้องสาว พวกเรารับไว้ไม่ได้”
“พี่สะใภ้ รับไว้เถอะเจ้าค่ะ เด็กๆ กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต กินเนื้อเยอะๆ จะดีต่อสุขภาพ” เมิ่งชื่อคลุมผ้ากลับไปอีกครั้ง
เมื่อเอ่ยถึงเด็กๆ ภรรยาจางจู้ก็ลังเลเล็กน้อย เพราะที่บ้านนั้นยากจน อาหารคาวปีหนึ่งก็ยังไม่เคยได้กิน ตัวเองและจางจู้อยู่ในวัยหนุ่มสาวจึงยังไม่เป็นอะไร แต่สองผู้เฒ่าและเด็กๆ ในบ้านต้องทนลำบาก โดยเฉพาะลูกทั้งสองคน ผอมจนเหมือนกับลิง
“แต่พวกเราก็รับไว้ไม่ได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เจ้าจำเป็นต้องใช้ พวกเราจะรับของจากเจ้าได้อย่างไร” คิดมาคิดไป ภรรยาจางจู้ก็ยังคงอยากคืนเนื้อหมูกลับไป
“พี่สะใภ้” เมิ่งชื่อกดมือนางไว้ “ตอนนี้ความเป็นอยู่บ้านข้าดีแล้ว ของเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ยังพอมี ท่านเอากลับไปเถอะเจ้าค่ะ เอาไว้บำรุงร่างกายสองผู้เฒ่าและเด็กๆ”
ภรรยาจางจู้ยังจะยืนหยัด “หากพี่สะใภ้ยังไม่รับไป ข้าจะเอาเงินห้าตำลึงที่พี่ใหญ่ให้มาให้พวกท่านเอากลับไปด้วย” เมิ่งชื่อพูด
“ข้าจะรับของพวกนี้ก็ได้ แต่เงินห้าตำลึงนั้นให้เจ้าเก็บไว้ใช้ยามคับขัน ข้าจะรับเงินกลับได้อย่างไรกัน” ภรรยาจางจู้ได้ยินเมิ่งชื่อจะคืนเงินห้าตำลึงนั้น รีบพูดออกมา
“ต้องแบบนี้สิเจ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่ยังยอมเอาเงินของครอบครัวมาให้ข้าสร้างบ้าน เนื้อชิ้นเล็กแค่นี้ ท่านยังจะเกรงใจข้าทำไม” เมิ่งชื่อพูดต่อ
เมิ่งเอ้ออิ๋นบังคับรถเทียมเกวียนออกมา ทั้งครอบครัวพูดชักแม่น้ำทั้งห้าถึงทำให้สองผู้เฒ่าที่ยืนหยัดจะเดินกลับบ้านยอมขึ้นรถไป เมิ่งชื่อให้เมิ่งเอ้ออิ๋นบรรทุกแป้งสาลียี่สิบจินขึ้นรถไปด้วย ถึงส่งพวกเขากลับไปอย่างอาวรณ์
เมิ่งชื่อนับสิ่งของที่ผู้คนนำมาให้คร่าวๆ เมิ่งเชี่ยนโยวก็รู้สึกว่าได้เปิดโลกทรรศน์ให้ตัวเองใหม่อีกครั้ง มีคนจำนวนน้อยที่ให้เงินสองสามอีแปะ ที่เหลือมีให้ไข่ไก่บ้าง ให้ผักสดบ้าง มีบ้างครอบครัวให้เพียงหอมใหญ่สองหัวก็มี
“ท่านแม่ คนในหมู่บ้านก็ให้ของช่วยงานเช่นนี้หรือเจ้าคะ” เห็นสิ่งของหลากหลายที่ผู้คนส่งมาให้ เมิ่งเชี่ยนโยวก็ถามขึ้น
“นี่ก็นับว่าไม่เลวแล้ว ตอนนี้ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต่างกินไม่อิ่มท้อง สิ่งที่หยิบมาอาจจะเป็นของที่ตัวเองหวงแหนก็ได้” เมิ่งชื่อตอบ
เมิ่งเชี่ยนโยวส่ายหน้าแสดงว่าไม่เข้าใจ หอมใหญ่สองหัวคือสิ่งที่ตัวเองหวงแหน เช่นนั้นบ้านนั้นจะยากจนถึงขั้นไหนกัน
เมิ่งชื่อเก็บไข่ไก่ที่ได้มาทั้งหมดวางไว้ในตะกร้าสะพายหลัง จากนั้นก็วางเนื้อหมูลงไปชิ้นหนึ่ง ถือไปห้องฝั่งตะวันออก พูดกับสองผู้เฒ่าที่นั่งอยู่บนเตียง “ท่านพ่อ ท่านแม่นี่คือไข่ไก่และเนื้อหมู อีกเดี๋ยวตอนที่เอ้ออิ๋นส่งพวกท่านกลับไปให้เขาจัดการให้พวกท่านนะเจ้าคะ”
หญิงชรารีบโบกมือ “พวกเจ้าเก็บไว้เถอะ ไว้ให้เด็กๆ กิน”
“ในบ้านของพวกเรายังมีเจ้าค่ะ พวกท่านก็รับไปเถอะ อย่าเสียดายไม่ยอมกิน กินหมดแล้วจะซื้อไปให้พวกท่านใหม่ โดยเฉพาะท่านพ่อ ต้องกินเยอะๆ ไม่แน่ว่าร่างกายจะได้ดีขึ้น” เมิ่งชื่อพูด
“เฮ้อ!” คิดถึงร่างกายตัวเอง เมิ่งจงจวี่ก็ถอนหายใจยาว
“ท่านปู่ หมอที่ร้านยาเต๋อเหรินมีวิชาการแพทย์สูงส่ง เดี๋ยวพอหมดฤดูทำนาแล้ว ให้พ่อพาท่านขึ้นรถเทียมเกวียน พวกเราเข้าเมืองไปลองดูกันนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
“หมอแถวนี้มาดูอาการให้ปู่หมดแล้ว บอกว่าโรคของปู่รักษาไม่หายแล้ว เจ้าไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองหรอก” เมิ่งจงจวี่พูด
“อาการป่วยของข้าครั้งก่อนหมอแถวนี้ก็บอกว่ารักษาไม่หาย ไม่ใช่เพราะว่าได้ท่านหมอที่ร้านยาเต๋อเหรินมาดูหรืออย่างไรเจ้าคะ หากท่านปู่ไม่ไปให้หมอลองดู แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะรักษาได้หรือไม่ ท่านไม่อยากให้ร่างกายดีขึ้นในเร็ววันหรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“โยวเอ๋อร์พูดถูกต้อง ท่านพ่อ รอให้หมดเรื่องยุ่งช่วงนี้แล้วข้าจะให้เอ้ออิ๋นพาท่านไปรักษากับหมอในเมือง ไม่แน่ว่าอาจจะหายจริงๆ ก็ได้ ถึงตอนนั้นต่อให้ท่านไปสอนหนังสือไม่ได้ ได้เดินเล่นไปไหนมาไหนบ้างก็ยังดีเจ้าค่ะ” เมิ่งชื่อพูดสมทบ
“ตกลงๆ ไปหาก็ไปหา“ เมิ่งจงจวี่พอได้ยินว่าตัวเองอาจจะเดินได้ รีบรับคำอย่างยินดี
คนทั้งหมดพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง เมิ่งเอ้ออิ๋นก็กลับมา แบกเมิ่งจงจวี่ขึ้นรถเทียมเกวียนไปส่งบ้านพร้อมเมิ่งเสียนและเมิ่งฉี