ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 029 ตอนที่ 29
ตอนที่ 29 ควบคุม
เมิ่งเชี่ยนโยวไม่เร่งเร้าอีก ส่งยิ้มอ่อนๆ มองเขา
เมิ่งเสียวเถี่ยกลับรู้สึกขนหัวลุกชันมากกว่าเดิม ความหวาดกลัวแผ่กระจายออกมาจากภายในจิตใจ ถามด้วยเสียงสั่นเครือ “จะ เจ้าคิดจะเอาอย่างไร”
“คำพูดนี้ควรเป็นข้าที่ถามอาสี่มากกว่า เหตุใดอาสี่ถึงกลับมาถามข้าได้ล่ะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวยังคงถามด้วยรอยยิ้ม
“ขะ ขะ ข้า...” ข้าอยู่เป็นนาน เมิ่งเสียวเถี่ยก็ยังพูดไม่ออกสักคำ
“ในเมื่ออาสี่ตัดสินใจไม่ได้ เช่นนั้นข้าจะช่วยท่านเองเจ้าค่ะ ท่านทิ้งขาข้างนี้ไว้ก็แล้วกัน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดแล้วก็ดึงมีดหั่นผักที่ปักอยู่บนขาของเขาออก
เมิ่งเสียวเถี่ยไม่ทันได้ร้องเจ็บปวดก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้น ร้องขึ้นเสียงแหลม “พี่รอง พี่รองข้าผิดไปแล้ว ช่วยข้าด้วย”
เมิ่งเอ้ออิ๋นรีบเดินตรงเข้าไป พูดขึ้นว่า “โยวเอ๋อร์ พอเถอะ”
เมิ่งเชี่ยนโยวพูดโดยไม่หันกลับไปมอง “ท่านพ่อวางใจเถอะ ตัดขาแค่ข้างเดียวอาสี่ไม่ถึงกับตายหรอกเจ้าค่ะ”
เมิ่งเสียวเถี่ยหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม ร้องโวยวายไม่หยุด “พี่ใหญ่ช่วยด้วย พี่สามช่วยข้าด้วย”
เมิ่งต้าจินเดินมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดเขาก็ถอยกลับไปอีก กลับเป็นเมิ่งซานถงที่รีบเดินมาตรงหน้าเมิ่งเชี่ยนโยว “โยวเอ๋อร์ ห้ามลงมือเด็ดขาด อาสี่ของเจ้าสำนึกผิดแล้ว”
“อาสี่สำนึกผิดแล้วหรือ ทำไมข้าถึงไม่รู้ล่ะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ ครั้งนี้เจ้ายอมปล่อยข้าไปเถอะนะ” เมิ่งเสียวเถี่ยรีบพูด
“เช่นนั้นอาสี่รู้ว่าตัวเองผิดที่ตรงไหน”
“ข้าไม่ควรมาขู่กรรโชกทรัพย์ ข้าไม่ควรลงมือกับพี่รอง” เมิ่งเสียวเถี่ยพูดโดยที่ไม่ต้องคิด
“ในเมื่ออาสี่รู้ว่าตัวเองผิด เช่นนั้นเรื่องในวันนี้อาสี่คิดจะทำเช่นไร”
“ข้า...” เมิ่งเสียวเถี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองเมิ่งเชี่ยนโยวที่ยังจ้องตัวเองเหมือนเสือตะครุบเหยื่อ รีบล้วงถุงผ้าออกมาจากอก “ข้างในนี้มีเงินห้าตำลึง ถือเป็นค่าชดเชยให้พวกเจ้า”
“อาสี่คิดว่าพวกเราขาดเงินหรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเค้นถามใกล้เข้าไปอีก
“มะ ไม่ขาด” เมิ่งเสียวเถี่ยรีบพูด
“เช่นนั้นอาสี่ควรทำอย่างไร”
“ขะ ข้า...พี่รองช่วยด้วย” เมิ่งเสียวเถี่ยตอบไม่ได้ ร้องโวยวายขึ้นด้วยความหวาดกลัว
“โยวเอ๋อร์ ให้อภัยอาสี่สักครั้งเถอะนะ” เมิ่งเอ้ออิ๋นดึงเมิ่งเชี่ยนโยวมาพูดเกลี้ยกล่อม
“ใช่ โยวเอ๋อร์ อย่าได้วู่วาม หากเจ้าตัดขาเขาไปจริงๆ เจ้าเองก็จะยุ่งยาก ต้องมีเรื่องทุกข์ร้อนเพราะคนเช่นนี้นั้นไม่คุ้มค่า” จางจู้โน้มน้าว
คนอื่นก็ทยอยกันพูดโน้มน้าวขึ้น
เมิ่งเชี่ยนโยวกวาดสายตามองคนโดยรอบ หันไปพูดกับเมิ่งเสียวเถี่ย “ในเมื่อมีคนขอร้องมากมายเช่นนี้ ขาข้างนั้นข้าจะเก็บเอาไว้ก่อน แต่ถ้าหากยังมีครั้งหน้า ข้าจะตัดขาอีกข้างไปพร้อมกัน!”
“ครั้งหน้าข้าไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว” เมิ่งเสียวเถี่ยร้อนรนพูดขึ้น
“พาคนของเจ้าไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
“ข้าไป ข้าไปแล้ว” เมิ่งเสียวเถี่ยพูดเสร็จอยากจะลุกขึ้นยืนกลับยืนไม่ขึ้น ตะโกนเรียกชายฉกรรจ์พวกนั้น “ยังไม่รีบมาพยุงข้าอีก”
คนพวกนั้นไม่มีเวลาให้เจ็บปวด รีบล้มลุกคลุกคลาน พาเมิ่งเสียวเถี่ยหนีเอาชีวิตรอด
“โธ่ มีดหั่นผักของข้า” ป้าหวังตะโกนเสียงดัง
ทุกคนต่างหัวเราะครืนออกมา
“เมื่อครู่ใครช่วยอัดคนบ้าง” เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้นเสียงดัง
ทุกคนหุบรอยยิ้ม ข้ามองหน้าเจ้า เจ้ามองหน้าข้า สุดท้ายคนของบ้านฝั่งเมิ่งชื่อก็ก้าวออกมา พูดอย่างหวาดกังวล “พะ พวกเราทำ”
“ลุงใหญ่ ท่านจดชื่อพวกเขาไว้ วันนี้เพิ่มเงินค่าแรงให้พวกเขาอีกสิบอีแปะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอีกครั้ง
คนพวกนั้นไม่คิดว่าการช่วยอัดคนจะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นอีกสิบอีแปะ ก็รู้สึกดีใจกันยกใหญ่ พูดขอบคุณไม่หยุด ส่วนคนที่เหลือนั้นย่อมอิจฉาอย่างไม่ต้องพูดถึง เสียใจที่ตัวเองไม่ได้ลงมือด้วย
“ทุกคนรีบกินข้าวเถอะ กับข้าวจะเย็นแล้ว” เมิ่งชื่อร้องเรียก ทุกคนถึงมารับถ้วยด้วยตัวเอง นั่งยองๆ บนพื้นลงมือกินข้าว
“โยวเอ๋อร์ เยี่ยมมาก เหมือนลุงใหญ่ไม่มีผิด” จางจู้ไม่ได้กินข้าว กลับเดินมาตรงหน้าเมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอย่างมีความสุข
“ยังจะเยี่ยมอีก ข้าก็ตกอกตกใจจนหมดแล้ว ดูท่าทางของนางเช่นนั้น ข้าก็นึกว่านางจะตัดขาของอาสี่จริงๆ แล้วเสียอีก ท่านว่าเหตุใดตอนนี้เด็กคนนี้ถึงใช้ปืนผาหน้าไม้เป็นได้กันนะ” เมิ่งชื่อพูดตำหนิตัวเอง
“ท่านแม่ ข้าแค่ขู่พวกเขาเท่านั้นเจ้าค่ะ ไม่ได้จะตัดขาของเขาจริงๆ สักหน่อย”
“ใช่ๆ ไม่ถือมีดขู่พวกเขา พวกเขาจะยอมรามือง่ายๆ ได้อย่างไรกัน คนพรรค์นั้นน่ะสมควรได้รับบทเรียนแล้ว!” ป้าหวังพูด
“แต่เจ้าก็ไม่ควรจะไปฟันขาอาสี่เช่นนั้น หากฟันขาดขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรกัน” เมิ่งชื่อพูดขึ้นอีกครั้ง
“ข้ารู้หนักเบา ข้าฟันลงไปไม่แรง รักษาตัวไม่กี่วันก็หายแล้วเจ้าค่ะ”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ เป็นผู้หญิงเที่ยวเอามีดไล่ฟันคนได้อย่างไรกัน ต่อไปห้ามทำเช่นนี้อีกเด็ดขาดนะ”
“รู้แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าเองก็ถูกบีบไม่มีทางเลือกเช่นกัน พวกท่านไม่เหมาะที่จะลงมือเอง พี่ใหญ่ พี่รองก็ลงมือไม่ได้ หากวันนี้ข้าไม่จัดการกับเขา ต่อไปครอบครัวของพวกเราก็จะไม่มีวันสงบสุข”
“เด็กคนนี้ทำได้ไม่เลวเลย เจ้าก็เลิกว่านางเถอะนะ” ป้าหวังพูดเกลี้ยกล่อม
“ข้าก็รู้ว่าลูกทำได้ไม่เลว แต่เจ้าดูลูกข้าคนนี้สิ ตั้งแต่นางไปล้มหัวกระแทกบนเขามาก็กลายเป็นอีกคนอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ถึงกับกล้าถือมีดฟันคน ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่” เมิ่งชื่อพูด
“ย่อมจะต้องเป็นเรื่องดีแน่ ต่อไปจะได้ไม่เสียเปรียบใคร” จางจู้พูดขึ้น
“พวกเจ้าต่างก็ให้ท้ายนาง ต่อไปดูสิว่าใครจะจัดการนางได้อยู่” เมิ่งชื่อพูดอีก
“ไม่ต้องมีใครจัดการหรอก ภายหน้าหลานสาวข้าจะต้องมีอนาคตสดใสแน่” จางจู้พูดอย่างเชื่อมั่น
เมิ่งชื่อส่ายหน้าไม่พูดอะไรออกมาอีก จางจู้เองก็ยกถ้วยขึ้นลงมือกิน
เมิ่งเชี่ยนโยวเดินไปนั่งยองข้างๆ เมิ่งเอ้ออิ๋นที่ไม่พูดไม่จา แล้วถามขึ้นเสียงเบา “ที่ท่านพ่อไม่พูดอะไร ก็เป็นเพราะท่านโกรธที่ข้าฟันขาอาสี่ใช่ไหมเจ้าคะ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นเงยหน้าขึ้น “พ่อจะโกรธเจ้าทำไมกัน พ่อเพียงแต่เสียใจที่เรื่องนี้ต้องให้เจ้าเป็นคนออกหน้า หากส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงให้อนาคตของเจ้าจะทำอย่างไร”
เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะออกมาเบาๆ “ท่านพ่อไม่โกรธข้าก็พอแล้วเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องชื่อเสียงอะไรนั่น ข้าก็ไม่สนใจหรอก”
เมิ่งเอ้ออิ๋นใช้มือลูบหัวนาง “โชคดีที่โยวเอ๋อร์ของพ่อมีคู่หมายแล้ว ไม่เช่นนั้นหากภายหน้าไม่ได้แต่งงานพ่อก็คงเสียใจไปทั้งชีวิต”
เมิ่งเชี่ยนโยวรู้สึกว่าคำพูดของเมิ่งเอ้ออิ๋นนั้นมีนัยแฝงอะไรบางอย่าง กำลังคิดจะถาม แต่เมิ่งเอ้ออิ๋นก็กลับหยิบเครื่องมือออกไปทำงาน เมิ่งเชี่ยนโยวจึงจำต้องล้มเลิกความคิด
...
การมาอาละวาดของเมิ่งเสียวเถี่ยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการทำงานช่วงบ่ายเลย ทุกคนกลับเพิ่มแรงขยันขันแข็งมากขึ้น แรงงานที่ได้ค่าแรงเพิ่มก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนแรงงานที่ไม่ได้ค่าแรงเพิ่มนั้นต่างก็ทำงานอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังว่าจะสร้างความประทับใจให้เมิ่งเชี่ยนโยวจดจำได้บ้าง ทุกคนต่างเข้าใจถ่องแท้แล้วว่าบ้านเมิ่งเอ้ออิ๋นนี้มีเมิ่งเชี่ยนโยวเป็นผู้นำหลักของบ้าน เด็กคนนี้อายุเพียงเท่านี้ก็มีความเด็ดขาดห้าวหาญและกลอุบายที่แยบยลเช่นนี้แล้ว ต่อไปบ้านเมิ่งจะต้องยิ่งเจริญรุ่งเรืองเป็นแน่แท้ ตอนนี้ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไว้ ภายหน้าหากต้องการเรียกใช้คนอีก ก็ไม่แน่ว่าตัวเองจะได้ถูกเรียกใช้
จากความแข็งขันสู้งานไม่ถอยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของทุกคน ตัวบ้านก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา กระทั่งวันที่สิบสอง บ้านทั้งหลังก็ถึงเวลาขึ้นคานบ้านแล้ว
ขึ้นคานบ้านนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เพียงแต่ต้องเชิญผู้อาวุโสในครอบครัวมาทำพิธีเซ่นไหว้ แต่ยังต้องจัดงานกินโต๊ะหลิวสุ่ยสี[footnoteRef:1] ด้วย [1: หลิวสุ่ยสี(流水席) เป็นงานกินโต๊ะที่อาหารทุกจานจะต้องมีน้ำซุป อาหารทุกรายการจะต้องเสิร์ฟไม่ให้ขาดตอน ประหนึ่งสายน้ำไหล จึงได้รับการเรียกขานว่าหลิวสุ่ยสี (แปลความหมายได้ว่า งานเลี้ยงสายน้ำไหล)]
ความจริงงานกินโต๊ะที่เรียกว่าหลิวสุ่ยสีนี้ก็แค่ทุกโต๊ะต้องมีผัดผักรวมหมูหนึ่งจานใหญ่ กับข้าวอีกสามอย่างและโวโถวเต็มที่ก็เพียงพอแล้ว แต่ก็เป็นสิ่งนี้ที่ทำให้เมิ่งชื่อลำบากใจเป็นอย่างมาก คนในหมู่บ้านมากมายขนาดนั้น ถึงเวลานั้นจะต้องพาคนในครอบครัวมากินด้วยกัน ด้วยผู้หญิงอย่างพวกนางไม่กี่คน ก็ไม่มีทางทำอาหารให้คนจำนวนมากขนาดนั้นได้
เมิ่งเชี่ยนโยวแนะนำให้หาผู้หญิงในหมู่บ้านมาช่วยอีกสองสามคน เมิ่งชื่อเองก็พยักหน้าเห็นด้วย นางปรึกษากับคนรู้จัก จนได้คนมาเพิ่มอีกแปดคน
เมิ่งเอ้ออิ๋นไปกับจางจู้ เข้าเมืองไปตอนเช้าและตอนบ่ายอย่างละรอบ นอกจากของที่นำมาเซ่นไหว้แล้ว ยังได้ขนธัญพืชและแป้งกลับมาหนึ่งคันรถ ผักและเนื้อหมูอีกหนึ่งคันรถ คนในหมู่บ้านเมื่อเห็นสิ่งของเต็มรถเทียมเกวียน คนไม่น้อยก็ตื่นเต้นดีใจจนนอนไม่หลับทั้งคืน รอคอยวันพรุ่งนี้ที่จะได้ไปกินอย่างอิ่มหนำเบิกบานใจ
ถึงวันเซ่นไหว้แล้ว ทั้งครอบครัวตื่นกันแต่เช้าตรู่ เมิ่งเอ้ออิ๋นเมิ่งเสียนและเมิ่งฉีบังคับรถเทียมเกวียนไปขอยืมโต๊ะเก้าอี้ของแต่ละบ้าน เมิ่งชื่อจัดเตรียมสิ่งของที่ต้องใช้เซ่นไหว้ออกมา จัดรออยู่ในตะกร้า
“น้องสาว ท่านพ่อท่านแม่มาแล้ว” จางจู้ส่งเสียงมาจากด้านนอก
เมิ่งชื่อรีบเดินออกไป ด้านนอกนั้นมีคนยืนอยู่สิบกว่าคน คนที่อยู่หน้าสุดคือท่านพ่อท่านแม่ของตัวเอง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านมาได้อย่างไรกันเจ้าคะ” เมิ่งชื่อถามด้วยความประหลาดใจและยินดี
“พ่อเจ้าบอกว่าขึ้นคานบ้านเป็นเรื่องใหญ่ ฝ่ายบ้านผู้หญิงควรจะมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้า พี่สะใภ้ทั้งสองของเจ้าก็พาลูกๆ มาด้วย”
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง” เมิ่งชื่อร้องเรียกอย่างยินดี
“พวกเราอยากมาช่วยแต่เช้าแล้ว แต่พี่ใหญ่เจ้าบอกว่าเจ้าจ้างคนแล้ว ไม่ต้องรบกวนพวกเรา พวกเราถึงได้เพิ่งมาถึง” ภรรยาจางจู้พูด
“ท่านอยู่ตั้งไกล จะให้มาช่วยงานได้อย่างไรกัน น้ำใจของพี่สะใภ้ข้ารับไว้แล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งชื่อพูด
“ท่านพ่อ ท่านแม่พวกเราเข้าบ้านเถอะ ข้างนอกอากาศเย็น”
“ไม่เย็นหรอก เดินมาตลอดทาง ร่างกายอุ่นกำลังดี” เฒ่าชราพูด
“ท่านจะมาก็ไม่บอกข้าก่อน จะได้ให้เมิ่งเอ้ออิ๋นไปรับ ทางไกลเช่นนี้ คลำทางเดินมาต้องใช้เวลานานแน่” เมิ่งชื่อพูดอย่างปวดใจ
“ไม่เป็นไรๆ เดินไปพูดไปกับคนตั้งเยอะแยะ รู้ตัวอีกทีก็ถึงแล้ว” เฒ่าชราตอบ
“พวกท่านทั้งสองรีบขึ้นไปพักบนเตียงก่อน ข้าจะไปรินน้ำให้”
“ท่านแม่ ท่านพาท่านตากับท่านยายไปเถอะ ข้าจะไปรินน้ำให้เองเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
เมิ่งชื่อถึงนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวยังไม่ได้เรียกคน รีบพูด “โยวเอ๋อร์ รีบเรียกตากับยายก่อน”
“ท่านตา ท่านยาย” เมิ่งเชี่ยนโยวเรียกอย่างเชื่อฟัง
“เด็กดี มาให้ยายดูหน้าหน่อยสิ”
เมิ่งเชี่ยนโยวเดินเข้าไปหา
หญิงชราลูบหัวนางพูดอย่างมีความสุข “โยวเอ๋อร์โตเป็นสาวแล้ว”
“ไม่เพียงโตเป็นสาว ยังหน้าตาสะสวยด้วย” ภรรยาจางจู้พูด
“สวัสดีค่ะท่านอาสะใภ้ใหญ่ อาสะใภ้รอง” เมิ่งเชี่ยนโยวเรียกอย่างมีมารยาท
“อือ สวัสดี” ภรรยาจางจู้ตอบกลับ และหันไปพูดกับเด็กๆ ด้านหลัง “พวกเจ้ายังไม่รีบเรียกท่านน้าอีก!”
เด็กทั้งหมดนั้นทยอยกันเรียกท่านน้า
เมิ่งชื่อรับคำอย่างแช่มชื่น
“เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองเลิกเอาแต่คุยกันได้แล้ว ดูว่าบ้านน้องสาวข้ามีอะไรให้ช่วยบ้าง รีบลงมือช่วยงานเถอะนะ” จางจู้ตัดบทสนทนาของคนทั้งหมด
“ใช่ๆๆ น้องสาว วันนี้ข้ากับพี่สะใภ้รองของเจ้ามาเพื่อช่วยงาน มีงานอะไรก็บอกได้เลยนะ ห้ามเกรงใจเด็ดขาด” ภรรยาจางจู้พูดขึ้น
“ใช่ ห้ามเกรงใจเด็ดขาด” ภรรยาจางเกินก็พูดบ้าง
“เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจพี่สะใภ้ทั้งสองแล้ว อีกเดี๋ยวช่วยข้าทำกับข้าวนะเจ้าคะ” เมิ่งชื่อพูด
“เรื่องนี้พวกเราถนัดนัก เจ้าวางใจได้” ภรรยาจางจู้พูด
คนทั้งหมดพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง เมิ่งเอ้ออิ๋นและลูกๆ ก็ขนเก้าอี้และโต๊ะกลับมา เห็นคนจากบ้านพ่อตาทั้งหมดก็เข้าไปต้อนรับอย่างยินดี เมิ่งเสียนและเมิ่งฉีก็ร้องเรียกอย่างชื่นบาน